<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ธรรมะ &#8211; Few Steps &#8211; ก้าวสั้นๆ แต่ไปเรื่อยๆ</title>
	<atom:link href="https://myifew.com/tag/%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B0/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://myifew.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Thu, 11 May 2017 05:06:48 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.3</generator>

<image>
	<url>https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/07/cropped-logo6-ts-32x32.png</url>
	<title>ธรรมะ &#8211; Few Steps &#8211; ก้าวสั้นๆ แต่ไปเรื่อยๆ</title>
	<link>https://myifew.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>แน่ใจเหรอว่าเราบูชาธรรม??</title>
		<link>https://myifew.com/655/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3/</link>
					<comments>https://myifew.com/655/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[iFew]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 17 May 2013 17:30:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Lifestyle]]></category>
		<category><![CDATA[Philosophy]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://myifew.com/?p=655</guid>

					<description><![CDATA[คนเรามุ่งมั่นหาบุญ มุ่งมั่นทำดี เป้าหมายเพื่ออะไรบางอยากเป็นการแลกเปลี่ยน แต่ไม่ได้ทำเพื่อปรับปรุงตัวเอง การกระทำเหล่านั้นบางทีมันไม่ได้ทำให้ตัวเขามีความสุขหรอก แถมมีทุกข์เพิ่มมากขึ้นด้วย เรื่องธรรมะแทนที่จะเป็นเรื่องธรรมชาติ เรื่องของชีวิต เรื่องของความสมถะ เรื่องความห่างไกลกิเลส แต่คนเรากลับเติมเต็มความเยอะเข้ามาในชีวิต พิธีรีตอง วัตถุบูชา สุดท้ายแล้วถ้าเราลองกลับมาคิดให้ดีอีกที เราไม่ได้บูชาธรรมหรือบูชาพระพุทธเจ้าหรอก เราย้อนกลับไปเป็นพวกคนป่าที่บูชาผี บูชาอะไรก็ตามที่เราเชื่อว่าจะมีอิทธิฤทธิ์ดลบรรดาลให้เราเจอทางลัดไปสู่ความคาดหวังของเราโดยไม่ต้องออกแรงทำอะไรเลย]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><a href="https://myifew.com/wp-content/uploads/2013/05/599510_512760035439806_243765803_n.jpg"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-656" alt="599510_512760035439806_243765803_n" src="https://myifew.com/wp-content/uploads/2013/05/599510_512760035439806_243765803_n.jpg" width="600" height="500" srcset="https://myifew.com/wp-content/uploads/2013/05/599510_512760035439806_243765803_n.jpg 600w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2013/05/599510_512760035439806_243765803_n-542x452.jpg 542w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></p>
<p>คนเรามุ่งมั่นหาบุญ มุ่งมั่นทำดี เป้าหมายเพื่ออะไรบางอยากเป็นการแลกเปลี่ยน แต่ไม่ได้ทำเพื่อปรับปรุงตัวเอง การกระทำเหล่านั้นบางทีมันไม่ได้ทำให้ตัวเขามีความสุขหรอก แถมมีทุกข์เพิ่มมากขึ้นด้วย เรื่องธรรมะแทนที่จะเป็นเรื่องธรรมชาติ เรื่องของชีวิต เรื่องของความสมถะ เรื่องความห่างไกลกิเลส แต่คนเรากลับเติมเต็มความเยอะเข้ามาในชีวิต พิธีรีตอง วัตถุบูชา สุดท้ายแล้วถ้าเราลองกลับมาคิดให้ดีอีกที เราไม่ได้บูชาธรรมหรือบูชาพระพุทธเจ้าหรอก เราย้อนกลับไปเป็นพวกคนป่าที่บูชาผี บูชาอะไรก็ตามที่เราเชื่อว่าจะมีอิทธิฤทธิ์ดลบรรดาลให้เราเจอทางลัดไปสู่ความคาดหวังของเราโดยไม่ต้องออกแรงทำอะไรเลย</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://myifew.com/655/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b9%83%e0%b8%88%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%a3%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Neuromarketing กับความเข้าใจแบบผม</title>
		<link>https://myifew.com/518/neuromarketing-dhamma/</link>
					<comments>https://myifew.com/518/neuromarketing-dhamma/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[iFew]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Apr 2013 17:01:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Knowledge]]></category>
		<category><![CDATA[Philosophy]]></category>
		<category><![CDATA[Neuromarketing]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://myifew.com/?p=518</guid>

					<description><![CDATA[ซึ่งจริงๆแล้ว มันมีขั้นตอนในสมองเกิดขึ้นหลายอย่าง เพียงแต่เราจับความรู้สึกเป็นขั้นตอนของมันไม่ทัน เพราะกระบวนการมันเกิดเร็วมากๆ ต้องมีสติพิจารณามากพอสมควรครับ ซึ่งในเชิงพุทธศาสนาจะเรียกว่าขันธ์ 5 แต่สำหรับศาสตร์ Neuromarketing เขาจะแบ่งไว้ 4 ข้อ ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ผมเคยเป็นคนที่ชอบอ่านวิชาจิตวิทยามาก เพราะจำฝังใจเรื่องเคล็ดวิชาอ่านใจคนอื่นจากพวกหนังพวกละครปาฎิหารย์ แต่หลังจากเริ่มอ่านธรรมะแล้วหันกลับมามองตัวเองตัวเองมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่ทำคือ ลดความสำคัญของวิชาจิตวิทยาลง และมองมันเป็นเพียง sub set ของวิชาใหม่ที่กำลังลุ่มหลง<span id="more-518"></span></p>
<p>ความรู้สึกที่ได้อย่างแรกคือ [tweetherder]คนอื่นทำให้ฉันทุกข์หรือเสียใจอย่างไร ฉันก็จะไม่ทำกับคนอื่นๆแบบนั้น[/tweetherder] และ[tweetherder]ฉันชอบฉันลุ่มหลงอะไร ฉันก็คาดว่าคนส่วนมากก็ต้องคิดแบบนั้น..[/tweetherder]</p>
<p>ในช่วงแรกที่บ่อยครั้งก็ชอบเล่นกับกิเลสของคนอื่น เพื่อให้เขาทำตามที่เราต้องการ แต่สุดท้ายมันก็วกกลับเข้ามาทำร้ายตัวเอง เพราะเราไปเสพเอากิเลส เอาพฤติกรรมคนอื่นมาเป็นของตัวเอง (อันนี้เรื่องจริง ขอเตือนไว้ อย่าไปล่นกับกิเลส โดยเฉพาะของคนอื่น)</p>
<p>หลายปีที่ผ่านมาผมไม่สนใจจะเป็นแบบเดิมแล้ว และไม่ทะเยอทะยานที่จะไปรับรู้เรื่องของคนอื่นมากนัก หรือไปหลอกใช้อะไรใครทั้งนั้น แต่บังเอิญมันนึกขึ้นได้เพราะเพิ่งไปอ่านเรื่อง <strong>[tweetherder]การตลาดประสาทวิทยา (Neuromarketing)[/tweetherder]</strong> มาหมาดๆ ก็ไม่รู้นะว่าจะเกี่ยวข้องอะไรกันไหม แต่อยากแถเขียนๆไปให้อ่านกัน ฮ่าๆ</p>
<p>ในวิจัยเรื่อง How Customer Think 2003 โดย  Prof.Gerrad Zeltman บอกว่า<strong> &#8220;[tweetherder]95% ของการตัดสินใจของคนเรา เกิดขึ้นโดยที่เราไม่ทันได้ตั้งตัว[/tweetherder]&#8221;</strong></p>
<p>ซึ่งจริงๆแล้ว มันมีขั้นตอนในสมองเกิดขึ้นหลายอย่าง เพียงแต่เราจับความรู้สึกเป็นขั้นตอนของมันไม่ทัน เพราะกระบวนการมันเกิดเร็วมากๆ ต้องมีสติพิจารณามากพอสมควรครับ ซึ่งในพุทธศาสนาเรียกว่า ขันธ์ 5 แต่สำหรับศาสตร์ Neuromarketing เขาจะแบ่งไว้ 4 ข้อ คือ</p>
<ul>
<li><strong>Diagnose the pain &#8211; วินิจฉัยหาสิ่งที่เป็นข้อโต้แย้ง</strong><br />
ตรงกับ วิญญาณ คือให้ลูกค้าสร้างความรับรู้จากอายตนะทั้ง 6 มี หู ตา จมูก ลิ้น กายใจ</li>
<li><strong>Differentiate your claims &#8211; สร้างความแตกต่างให้ข้อเสนอของเรา</strong><br />
ตรงกับ เวทนา คือสร้างอารมณ์ของลูกค้าให้เกิดขึ้นว่า ชอบ ไม่ชอบ เฉยๆ</li>
<li><strong>Demonstrate the gain &#8211; ชี้ให้เห็นว่าถ้าใช้สินค้าของเราแล้วลูกค้าจะได้อะไรมากขึ้น</strong><br />
ตรงกับ สังขาร คือให้ลูกค้าจินตนาการปรุงแต่งความคิดไปต่างๆนานา</li>
<li><strong>Deliver to the reptilian brain &#8211; กระตุ้นเข้าไปที่สมองส่วนเก่า</strong><br />
ตรงกับ สัญญา คือให้ลูกค้าไปดึงข้อมูลส่วนเก่าในความทรงจำของเขาออกมา ว่ารับรู้แบบนี้แล้วเกิดการตัดสินใจแบบไหนต่อไป</li>
</ul>
<p>(ซึ่งยังเหลืออีกข้อคือ รูป เป็นเรื่องของร่างกาย พฤติกรรม คุณสมบัติต่างๆ ทุกสิ่งทุกอย่างที่สร้างขึ้นมาจับต้องได้ ถ้าเทียบแล้วคงเป็นเรื่องสินค้าของเราที่จะขายลูกค้า)</p>
<p>และไอ้เจ้าศาสตร์ Neuromarketing นี่เอง ได้พูดถึงเรื่องการกระตุ้นทางสมอง (Reptilian หรือ old brain) โดยกระตุ้นให้สมองส่วนเก่าทำงาน พูดง่ายๆคือเคยจดจำสิ่งต่างๆนานาอะไรไว้ มันจะดึงภาพเหล่านั้นมาให้เราวนเวียนอีก โดยมีสิ่งเร้าอยู่  6 ประเภท คือ</p>
<ul>
<li><strong>Self-Centered &#8211; ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง ทำให้ตัวเองมีความสุขสบาย ปลอดภัย และอยู่รอด</strong><br />
แน่นอนว่าสัญชาตญาณมนุษย์ล้วนเอาแต่ใจและหาความสุขใส่ตัวเสมอ</li>
<li><strong>Contrast &#8211; ความคิดที่ขัดแย้ง การขัดจังหวะในรูปแบบที่เข้าใจได้ง่าย</strong><br />
อะไรที่โดดเด่นขึ้นมา เรามักมองเห็นเป็นอย่างแรก และจดจำได้เสมอ เช่น ผู้หญิงสวย ผู้ชายหล่อ เสื้อสีฉูดฉาด เรื่องดราม่าต่างๆนานา พวกทำเรื่องแปลกแหวกแนว</li>
<li><strong>Tangible &#8211; ไม่ค่อยตอบสนองกับข้อความซับซ้อน แต่จะชอบและสนใจในเรื่องอะไรที่เข้าใจได้ง่ายๆ</strong><br />
(เวลาเราไม่เข้าใจ เรามักวาดภาพอธิาย หรือถ้าเห้นภาพเราจะเข้าใจง่ายกว่า ซึ่งส่งผลให้สมัยนี้จะนิยมทำ inforgraphic เพื่ออธิบายข้อมูลได้ง่ายๆ)</li>
<li><strong>Beginning &amp; End &#8211; จดจำได้ดีในช่วงเริ่มต้น และ ช่วงสุดท้าย มากกว่าช่วงกลางของเรื่อง</strong><br />
มีคนเคยสอนผมเรื่องการพบเจอไว้ว่า &#8220;เจอกันด้วยความประทับใจ จากไปให้เขาคิดถึง&#8221; ซึ่งสำนวนแบบนี้มีมานาน เพราะคนโบราณเข้าใจถึงเรื่อง first impression และ Leave a Lasting Impression (ดัดจริตพิมพ์อังกฤษไปอย่างนั้นแหละ จะได้ดูยากๆเข้าใจ ดูว่าเก่งดี)</li>
<li><strong>Visual &#8211; คิดเห็นเป็นภาพ สามารถกระตุ้นความสนใจ และปฏิกิริยาตอบสนอง</strong><br />
คือถ้าข้อมูลเข้าใจง่ายแล้ว ก็ต้องมีอะไรดึงดูดให้สนใจด้วย เช่น ดูมีความเคลื่อนไหว, แปลกใหม่, ผิดปกติ, กำกวม, ใช้ใบหน้าแสดงอารมณ์ดึงดูด</li>
<li><strong>Emotion &#8211; มีความสัมพันธ์กับอารมณ์ ถูกกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจได้ง่ายขึ้นผ่านอารมณ์ต่างๆ</strong><br />
เรื่องนี้คนไทยเข้าใจได้ดี หากเคยชมโฆษณาของ ไทยประกันชีวิต เช่น Silence of Love, ตายาย ดูแลกัน, พ่อเป็นใบ้, ปู่ชิว</li>
</ul>
<p>สิ่งกระตุ้นเหล่านี้ ถ้าหากพิจารณาให้ดี มันคือความเป็นปกติของมนุษย์ (คำสวยๆหน่อยก็คือ สัญชาตญาณมนุษย์) จริงๆเราเราทุกคนรู้ดี เราทุกคนเป็นแบบทั้ง 6 ข้อ เพียงแต่เราไม่มีสติพอจะจับประเด็นเป็นข้อๆได้</p>
<p>หากวกกลับเข้าพุทธศาสนา มันคือ การทำให้มีสติอยู่กับตัวเอง เราก็จะได้เรียนรู้ความต้องการและไม่ต้องการของตัวเราเอง และนั่นก็คือกับผู้อื่นด้วย หรือที่เราเรียกว่า [tweetherder]&#8221;เอาใจเขามาใส่ใจเรา&#8221;[/tweetherder] นอกจากจะไปใช้ประโยชน์ทางการตลาดได้แล้ว ยังจะทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะหากไม่เอากิเลสไปหลอกลวงคนอื่น หรือเราเองใจอ่อนให้กับกิเลส</p>
<p>ผมชอบย่อหน้าหนึ่งของคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ในหนังสือ CEO โลกตะวันออก เลยขอฝากทิ้งท้ายไว้นิดหนึ่งครับ</p>
<p>&#8220;ในขณะที่ชาวตะวันตกกำลังหันมาหาวิถีแห่งตะวันออก เราชาวตะวันออกกลับวิ่งไล่ตามตะวันตกอย่างไม่ลืมหูลืมตา วิ่งตามจนเหนื่อย เมื่อลืมตาขึ้นมามองให้ชัดๆ ก็อาจจะตกใจว่า วิ่งมาหยุดอยู่ตรงจุดที่บรรพบุรุษของเราเคยยืนอยู่ และเป็นจุดที่เราพยายามวิ่งหนีมาโดยตลอด!?&#8221;</p>
<p>และขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงตรัสไว้ดีแล้ว..</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://myifew.com/518/neuromarketing-dhamma/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความรู้กับปัญญา??</title>
		<link>https://myifew.com/1249/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2/</link>
					<comments>https://myifew.com/1249/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[iFew]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 02 Oct 2005 12:48:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Philosophy]]></category>
		<category><![CDATA[คู่มือมนุษย์]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมะ]]></category>
		<category><![CDATA[พุทธทาส]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://myifew.com/?p=1249</guid>

					<description><![CDATA[ได้อ่านหนังสือคู่มือมนุษย์ของท่านพุทธทาส เพิ่งจะเข้าใจเมื่อวานนี้ว่า ความรู้และปัญญาต่างกันอย่างสิ้นเชิง และไม่เหมือนกันด้วย และไม่เกี่ยวกันด้วย ความรู้คือ สิ่งที่คุณรู้ คุณรู้ว่าทำอย่างนั้นไม่ดี ทำอย่างนี้ไม่ดี ควรจะพัฒนาบุคลิกภาพอย่างนั้นอย่างนี้ เหมือนการเรียนในปัจจุบันนี้ที่เรียนเอาไว้รู้ หรืออ่านแล้วจำศีลได้ 5 ข้อ นี่แหละคือรู้ แต่&#8230; ปัญญาคือ การรู้ที่รู้ซึ้ง&#8230;]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ได้อ่านหนังสือคู่มือมนุษย์ของท่านพุทธทาส เพิ่งจะเข้าใจเมื่อวานนี้ว่า<br />
ความรู้และปัญญาต่างกันอย่างสิ้นเชิง และไม่เหมือนกันด้วย และไม่เกี่ยวกันด้วย</p>
<p>ความรู้คือ สิ่งที่คุณรู้ คุณรู้ว่าทำอย่างนั้นไม่ดี ทำอย่างนี้ไม่ดี ควรจะพัฒนาบุคลิกภาพอย่างนั้นอย่างนี้ เหมือนการเรียนในปัจจุบันนี้ที่เรียนเอาไว้รู้ หรืออ่านแล้วจำศีลได้ 5 ข้อ นี่แหละคือรู้</p>
<p>แต่&#8230;</p>
<p>ปัญญาคือ การรู้ที่รู้ซึ้ง การรู้ที่ไม่ใช่การรู้ธรรมดาเหมือนข้างบนนั้น แต่เป็นการรู้ที่แบบว่า ซึมซับในหัวใจ เป็นไปได้ด้วยตัวมันเอง เช่น เราไม่จำเป็นต้องรู้ศีล 5 แต่ชีวิตเรา ไม่เคยฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ผิดกาม โกหก ดื่มเหล้า เลย เพราะเราละอายที่จะทำ รวมไปถึงไม่คิดอยากจะทำ นี่แหละคือปัญญา</p>
<p>ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าจะใช้ได้เฉพาะทางธรรมะ และการดำรงค์ชีวิตสองอย่างหรือไม่ เพราะหลายอย่างในโลกของเราในปัจจุบัน เราจะต้องเรียนรู้ เพราะโลกตอนนี้ต้องการผู้ที่เรียนรู้ แต่มองไปอีกแง่หนึ่งว่า การเรียนรู้พวกนี้ ยิ่งเรียนก็ยิ่งไม่หลุดพ้นจากความทุกข์ มีแต่ความสุขทางวัตถุไปวันๆ</p>
<p>สรุป ปัญญา คือ การตกผลึกของจิต ความฉลาด(ความรู้) คือความอยากที่ไม่มีวันหมด</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://myifew.com/1249/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
