<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>พุทธ &#8211; Few Steps &#8211; ก้าวสั้นๆ แต่ไปเรื่อยๆ</title>
	<atom:link href="https://myifew.com/tag/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://myifew.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Mon, 29 Sep 2014 17:31:45 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/07/cropped-logo6-ts-32x32.png</url>
	<title>พุทธ &#8211; Few Steps &#8211; ก้าวสั้นๆ แต่ไปเรื่อยๆ</title>
	<link>https://myifew.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>พระเจ้าหรือซาตาล</title>
		<link>https://myifew.com/1220/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a5/</link>
					<comments>https://myifew.com/1220/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a5/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[iFew]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 22 Sep 2005 10:51:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Philosophy]]></category>
		<category><![CDATA[พุทธ]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสนาเปรียบเทียบ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://myifew.com/?p=1220</guid>

					<description><![CDATA[อ่า สืบเนื่องจาก blog เพื่อนผม ไอ้คุณโอ เรื่อง คุณอยากรู้มั๊ยมันทำให้ผมนึกถึง ความคิดๆ หนึ่งที่เคยวิ่งผ่านหัวของคนที่นับถือพุทธ &#8220;ศาสนาที่มีพระเจ้า จะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่พระเจ้าสอนนั้นถูกต้องและดีงาม และพระเจ้าเหล่านั้นถ้าหากว่าเป็นซาตาลแปลงกายเป็นพระเจ้า เราจะรู้ได้อย่างไร และคำสอนเหล่านั้นทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ที่ดีแล้วพ้นทุกข์อย่างนั้นหรือ&#8221; นี่คือสิ่งที่เรา ซึ่งนับถือพุทธ ได้ถามกับตนเอง ว่ามันดีหรือป่าว&#8230;]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>อ่า สืบเนื่องจาก blog เพื่อนผม ไอ้คุณโอ เรื่อง <a title="คุณอยากรู้มั๊ย" href="http://m7f00l5.exteen.com/20050919/entry" target="_blank">คุณอยากรู้มั๊ย</a>มันทำให้ผมนึกถึง ความคิดๆ หนึ่งที่เคยวิ่งผ่านหัวของคนที่นับถือพุทธ</p>
<p>&#8220;ศาสนาที่มีพระเจ้า จะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่พระเจ้าสอนนั้นถูกต้องและดีงาม และพระเจ้าเหล่านั้นถ้าหากว่าเป็นซาตาลแปลงกายเป็นพระเจ้า เราจะรู้ได้อย่างไร และคำสอนเหล่านั้นทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ที่ดีแล้วพ้นทุกข์อย่างนั้นหรือ&#8221;</p>
<p>นี่คือสิ่งที่เรา ซึ่งนับถือพุทธ ได้ถามกับตนเอง ว่ามันดีหรือป่าว รวมไปถึงได้อ่านหนังสือที่อัลเบิร์ต ไอสไตน์ ได้พูดไว้ทำนองว่า <strong>&#8220;ศาสนา ที่ดีที่สุดในโลก เท่าที่มนุษย์<br />
ชาติพึงมี ตัวไอน์สไตนเองยกย่อง พระพุทธเจ้ามากว่าเป็นผู้รู้จริง&#8230;เป็นศาสนาของคนที่ต้องการรู้จริง<br />
เป็นศาสนาเดียวในโลกที่สามารถจะไขปริศนาของความลับโลก<br />
ได้จากพลังจิตอันบริสุทธิ์ของผู้ที่ปฏิบัติ&#8221;</strong> และก็พูดไว้อีกว่า <strong>&#8220;พวกเราจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดอย่างมีเหตุผล ถ้ามนุษยชาติจะอยู่รอดต่อไปได้&#8221;</strong></p>
<p>ทำให้เรากลับมคิดว่า หากพระเจ้าของบางศาสนา บอกให้ทำสงครามเพื่อศาสนาของตน มันถูกต้องแล้วหรือ, หากพระเจ้าของบางศาสนาสอนให้คนรักกันมันถูกแล้วหรือ</p>
<p>มนุษย์ทุกคนต้องการความสุข ความสุขที่ศาสนาที่มีพระเจ้าคือความสุขทางโลกของศาสนาพุทธ หากต้องการความสุขที่แท้จริงจะต้องเป็นความสุขเหนือโลก ขึ้นไปอีก</p>
<p>ยกตัวอย่างกรณีที่ผมได้กล่าวไว้ ว่าหากทำสงครามเพื่อศาสนา มันอาจจะมองในแง่ที่ว่าจงรักภักดีต่อพระเจ้าและศาสนา มันก็เป้นส่วนดี แต่มันเบียนเบียนและทำลายชีวิตผู้อื่น โลกมันจะสงบได้อย่างไร ตอให้ทั้งโลกนับถือเหมือนกันหมด คนในศาสนาเดียวกันแท้ๆ ยังฆ่ากันเลย อันนี้ผมมองว่าเป็นความเชื่อที่รุนแรงไป ไม่น่าพูดถึงต่อ</p>
<p>และบางพระเจ้าสอนให้คนรักกัน ข้อนี้ไม่แรง ข้อนี้เป็นสุข เป็นสุขทางโลก ทำไมผมถึงบอกว่าเป็นสุขทางโลก ให้ลองไปถามคนมีความรักสิครับ คิดถึงเขาเป็นทุกข์ไหมว่าเขาจะเป็นอย่างไร เป็นห่วงเขาเป็นทุกข์ไหมว่าเขาจะอยู่อย่างไร รักเขาเป็นทุกข์ไหมว่าเขาจะมีคนอื่นไหม ได้อยู่กับเขาเป็นทุกข์ไหมว่าสักวันเขาจะพรากจากเราไป ทุกสิ่งที่พูดมาถ้าเรามองดูดีๆ มันเป็นอวิชชาบังตา ที่เราหลงเชื่อว่าความรักนั้นเป็นของดี มีความสุข แต่ถ้าคิดให้ดี มันมีความทุกข์แฝงอยู่ มีความยึดติดแฝงอยู่ (แม้แต่ผมเอง ยังหลงยึด)</p>
<p>แต่สำหรับศาสนาพุทธ ถึงแม้ว่าจะไม่เคยสอนให้คนรักกัน แต่ศาสนาพุทธสอนให้เราอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข (หรือพูดอีกนัยหนึ่งให้เขาใจก็อาจจะเรียกว่ารัก แต่เป็นรักที่หวังดี รักที่อยู่อย่างมีสุขที่แท้ รักที่ไม่ยึดติด รักที่เป็นกลาง)ซึ่งอาศัย พรหมวิหาร 4 มาอธิบายได้ดังนี้</p>
<p><strong>ไม่เบียดเบียนผู้อื่น</strong></p>
<p><strong>มี เมตตา</strong> ( <span style="color: #504139;">การปรารถนาดีรักใคร่ต่อสัตว์ทั้งหลาย<br />
เมตตาคือความไม่โกรธ</span> <span style="color: #504139;">ความรักใคร่ชื่นชมนี้ มี2 อย่าง คือ (1) <span style="text-decoration: underline;">เมตตาอโทสะ</span><br />
(2) <span style="text-decoration: underline;">ตัณหาเปมะ</span> ใน ๒ อย่างนี้ เมตตาอโทสะ เป็นความ<br />
รักใคร่ชื่นชมปรารถนาดี <span style="text-decoration: underline;">ไม่มีการยึดถือ</span>ว่าเป็น บิดา มารดา บุตร<br />
ธิดา ภรรยา สามี ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง แต่อย่างใด ถึงจะจากไป<br />
อยู่ที่อื่นก็ไม่เดือดร้อน ส่วนตัณหาเปมะนั้น เป็นความรักใคร่ชื่นชม<br />
ด้วยการ<span style="text-decoration: underline;">ยึดถือ</span>ว่าเป็น บิดา มารดา บุตร ธิดา ภรรยา สามี<br />
ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงและแยกจากกันไม่ได้ ดังนั้นความรักใคร่ชื่นชม<br />
ชนิดที่เป็นชนิดตัณหาเปมะนี้ จึงได้ชื่อว่า เป็นเมตตาเทียม เพราะยัง<br />
มีโลภะอยู่ด้วย</span> )</p>
<p><strong>มี กรุณา</strong> ( <span style="color: #504139;">เมื่อเห็นสัตว์ทั้งหลายได้รับ<br />
ความลำบาก จิตใจของสัปบุรุษ (สัปบุรุษ &#8211; สัตบุรุษ คือ คนสงบ<br />
คนดี คนมีศีลธรรม คนที่ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม &#8211; พจนานุกรม<br />
พุทธศาสน์) ก็เกิดความหวั่นไหว นิ่งดูอยู่ไม่ได้ หรืออีกนัยหนึ่ง<br />
หมายความว่า ย่อมช่วยผู้ที่ได้รับความลำบากนั้นให้ได้รับความสุข<br />
ดังแสดงวจนัตถะว่า<br />
<b>ปรทุกฺเข สติ สาธูนํ หทยกมฺปนํ กโรตีตี = กรุณา</b><br />
ธรรมชาติใดย่อมทำให้จิตใจของสัปบุรุษทั้งหลาย หวั่นไหว<br />
อยู่นิ่งไม่ได้ เมื่อผู้อื่นได้รับความลำบาก ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น<br />
ชื่อว่า <b>กรุณา</b><br />
<b>กิณาติ ปรทุกฺขํ หึสติ วินาเสตีติ = กรุณา</b><br />
ธรรมชาติใดย่อมเบียดเบียนทำลายความลำบากของผู้อื่นเสีย<br />
ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่า <b>กรุณา</b> </span>)</p>
<p><strong>มี มุทิตา</strong> ( <span style="color: #504139;">ความรื่นเริงบันเทิงใจ<br />
ในความสุขความสมบูรณ์ของผู้อื่น<span style="color: #000000;"> </span><span style="color: #504139;">มี ๒ อย่าง คือ มุทิตาแท้และ<br />
มุทิตาเทียม ใน ๒ อย่างนี้ มุทิตาแท้ แม้ว่าจะมีความรื่นเริง<br />
บันเทิงใจต่อสัตว์ที่มีสุขอยู่ หรือจะได้รับความสุขต่อไป<br />
ข้างหน้าก็ดี จิตใจหาได้มีการยึดถือหรืออยากโอ้อวดต่อผู้อื่น<br />
แต่อย่างใดไม่ มีแต่ความเบิกบานแจ่มใสอันเป็นตัวมหากุศล</span></span></p>
<p><span style="color: #504139;"><span style="color: #504139;">สำหรับมุทิตาเทียมนั้น แม้จะมีความยินดีปรีดาก็จริง<br />
แต่ก็มีการยึดถืออยากได้ดีมีหน้า ซ่อนอยู่เบื้องหลัง<br />
ส่วนมากย่อมเกิดขึ้นเมื่อได้เห็นบิดา มารดา ญาติพี่น้อง<br />
บุตร ธิดา มิตรสหายของตนมียศ มีทรัพย์ อำนาจ หรือ<br />
ได้ทราบว่าจะได้รับยศอำนาจในวันหน้า โดยความยึดถือ<br />
ว่าผู้นั้นเป็นบิดา มารดา ฯลฯ ของตน</span></span><span style="color: #000000;"> )</span></p>
<p><strong>มี อุเบกขา</strong> ( <span style="color: #504139;">วามวางเฉยต่อสัตว์ทั้งหลาย<br />
โดยมีจิตใจที่ปราศจากอาการทั้ง ๓ กล่าวคือ ไม่น้อมไปในความ<br />
ปรารถนาดี ในการที่จะบำบัดทุกข์ ในการชื่นชมยินดี ในความสุข<br />
ของสัตว์แต่อย่างใดทั้งสิ้น พิจารณาในสัตว์ทั้งหลายพอประมาณ<br />
ด้วยการที่ไม่รักไม่ชัง คือ สละความวุ่นวายที่เนื่องด้วยเมตตา กรุณา<br />
มุทิตา และมีสภาพเข้าถึงความเป็นกลาง</span></p>
<p><span style="color: #504139;">การวางเฉยต่อสัตว์ทั้งหลายนั้น มีอยู่ด้วยกัน ๒ อย่าง คือ<br />
เป็นไปด้วยอำนาจแห่งตัตตรมัชฌัตตตา (ความเป็นกลางในอารมณ์<br />
นั้นๆ / ภาวะที่จิตและเจตสิกตั้งอยู่ในความเป็นกลาง)<br />
นี้เป็น<span style="text-decoration: underline;">อุเบกขาแท้</span></span></p>
<p><span style="color: #504139;">ส่วนที่เป็นไปด้วยอำนาจโมหะนั้น เมื่อได้ประสบกับสิ่งที่น่ารัก<br />
ก็ไม่รู้จักรัก น่าขวนขวายอยากได้ก็ไม่มีการขวนขวายอยากได้<br />
เฉยๆ ไป น่าเคารพเลื่อมใสก็ไม่รู้จักทำการเคารพเลื่อมใส<br />
น่ากลัวน่าเกลียดก็ไม่รู้จักกลัวจักเกลียด ควรสนับสนุนส่งเสริม<br />
ก็ไม่รู้จักสนับสนุนส่งเสริม ควรแก้ไขปรับปรุงให้ดีให้สมบูรณ์<br />
ในการงานทั้งปวงก็นิ่งเฉยเสีย นี้เป็น<span style="text-decoration: underline;">อุเบกขาเทียม</span></span> )</p>
<p>ที่มาของคำแปล <a href="http://board.dserver.org/e/easydharma/00000024.html">http://board.dserver.org/e/easydharma/00000024.html</a></p>
<p>ซึ่งถ้าใครยังไม่เข้าใจอวิชชาบังตา ก็ลองดูคาวมหมายของ พรหมวิหาร 4 แต่ละตัวก็ได้ เช่น คำว่า อุเบกขา ถ้าเรารู้อย่างคร่าวๆ เราจะรู้ว่ามันคือการวางตัวเป้นกลาง ไม่ถือดีถือร้ายใดๆ นี่แหละยังเรียกว่าบังตา แต่สิ่งที่เรียกว่าวิชชา คือเราจะรู้ลึกซึ้งไปกว่านี้ว่า &#8220;มันมีแยกเป็น 2 แบบนะ คือการวางเฉยแบบอารมณ์และจิตเป็นกลาง กับการวางเฉยแบบใครจะทำอะไรก็ปล่อยมัน ไม่สนใจ&#8221;</p>
<p>คราวนี้กลับมาหัวข้อของเรา ว่า พระเจ้าหรือซาตาล &#8230;. สิ่งที่ได้กล่าวไปแล้วคือบางศาสนาสอนให้สุขทางโลก คือให้อยู่ตั้งแต่เกิดจนตาย ถึงแม้จะสุขแค่ไหนก็ยังมีทุกข์แฝงอยู่เป็นเรื่อยๆ เป็นศาสนาที่ยึดติดกับพระเจ้า พระเจ้าไม่ชอบสิ่งใด ต้องทำสิ่งนั้นให้ มันเป็นทางโลก</p>
<p>แต่ศาสนาที่เหนือโลก (หรือที่เรียกว่าโลกุตระ) มันอยู่เหนือการยึดติดกับพระเจ้า อยู่เหนือการยึดติดกับความทุกข์ หรือแม้แต่ความสุข <strong>(หลายคนชาวพุทธมักเชื่อว่า ศาสนาพุทธที่สุดคือการพ้นทุกข์และมีสุข แต่ที่จริงแล้วสูงสุดคือการ พ้นจากทุกข์และพ้นจากสุข อยู่ในสภาพเป็นกลาง)</strong></p>
<p>ถึงแม้ว่าการปฏิบัติอย่าที่กล่าวมาทางพุทธ จะเป็นเรื่องยาก เป็นการปฏิบัติชั้นพระอริยะ แต่สิ่งที่พุทธสอนให้ปุถุชนใช้ในทางโลกคือ ศีล 5 ก็เพียงพอแล้วสำหรับทางโลก แล้วมันจะเป้นรากฐานไปสู่ความเป็นพระอริยะ และพ้นทุกข์ถึงพระนิพพานต่อไป</p>
<p>** ปล. ความคิดเห็นส่วนตัวเด้อ ว่าศาสนาแตกต่างอย่างไร แต่มิได้จะว่าพระเจ้าของศาสนาใดๆ ว่าไม่ดี เพียงแต่อยากเสนองแง่มุมของคนที่ไม่มีพระเจ้าให้แก่คนที่มีพระเจ้าได้ทราบว่าพวกเราคิดอย่างไร</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://myifew.com/1220/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
