<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Andrej Karpathy &#8211; Few Steps &#8211; ก้าวสั้นๆ แต่ไปเรื่อยๆ</title>
	<atom:link href="https://myifew.com/tag/andrej-karpathy/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://myifew.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Tue, 23 Jun 2026 18:06:31 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0.3</generator>

<image>
	<url>https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/07/cropped-logo6-ts-32x32.png</url>
	<title>Andrej Karpathy &#8211; Few Steps &#8211; ก้าวสั้นๆ แต่ไปเรื่อยๆ</title>
	<link>https://myifew.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>LLM Wiki : คลังความรู้ส่วนตัว ตามแบบฉบับของ Karpathy</title>
		<link>https://myifew.com/7636/llm-wiki-karpathy/</link>
					<comments>https://myifew.com/7636/llm-wiki-karpathy/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[iFew]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Jun 2026 18:06:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Technology]]></category>
		<category><![CDATA[AI]]></category>
		<category><![CDATA[Andrej Karpathy]]></category>
		<category><![CDATA[knowledge management]]></category>
		<category><![CDATA[LLM Wiki]]></category>
		<category><![CDATA[RAG]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://myifew.com/?p=7636</guid>

					<description><![CDATA[ช่วงนี้เห็นคนรอบตัวทำระบบ Second Brain หลายท่าน เอาไว้เก็บข้อมูลความรู้ที่ตัวเองสนใจ หรืออะไรบางอย่างที่อยากบันทึกไว้จดจำเพื่ออ่านภายหลัง แต่ในโพสต์นี้ผมขอข้ามเรื่องนี้ไปก่อน แต่ที่ผมชอบและให้ความสนใจมากๆ คือ มีการนำแนวคิด LLM Wiki ของ คุณ Andrej Karpathy มาใช้ (บิดาผู้ตั้งชื่อ&#8230;]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ช่วงนี้เห็นคนรอบตัวทำระบบ Second Brain หลายท่าน เอาไว้เก็บข้อมูลความรู้ที่ตัวเองสนใจ หรืออะไรบางอย่างที่อยากบันทึกไว้จดจำเพื่ออ่านภายหลัง แต่ในโพสต์นี้ผมขอข้ามเรื่องนี้ไปก่อน แต่ที่ผมชอบและให้ความสนใจมากๆ คือ มีการนำแนวคิด LLM Wiki ของ คุณ Andrej Karpathy มาใช้ (บิดาผู้ตั้งชื่อ Vibe Coding) ซึ่งตัวแนวคิดเองค่อนข้างเรียบง่าย แต่มีระบบระเบียบ และการนำมาพัฒนาใช้งาน ก็ง่ายไม่ต่างกัน ซึ่งช่วงนี้หากใครเคยเห็นหรือได้ยินคำว่า Knowledge Graph หรือแอพชื่อ Obsidian แล้วหละก็ เขามักเอามาทำใช้กับ LLM Wiki นี่เอง</p>



<p class="wp-block-paragraph">Karpathy เขาไม่ได้มอง knowledge base เป็นแค่ถังเก็บไฟล์ แล้วให้ AI LLM ไปค้นคำตอบเท่านั้น แต่เขามองมันเหมือนวิกิที่มี LLM ค่อยๆ ดูแลและบ่มเพาะให้โตและดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งบทบาทของ LLM จะเปลี่ยนไปทันที จากเครื่องตอบคำถาม ไปเป็นผู้ช่วยจัดระเบียบ สรุป เชื่อมโยง และทำให้ความรู้ทั้งระบบมีความฉลาดขึ้นตามการเพิ่มข้อมูลของเราไปเรื่อยๆ</p>



<span id="more-7636"></span>



<p class="wp-block-paragraph"><em>หมายเหตุ: บทความนี้ฟิวส์กับเอเจ้นชมพู ได้เรียบเรียงจากประสบการณ์การใช้งานจริง และอ้างอิงสรุปที่แปลจากต้นฉบับ เรื่อง <a href="https://agentpedia.codes/blog/karpathy-llm-wiki-idea-file" data-type="link" data-id="https://agentpedia.codes/blog/karpathy-llm-wiki-idea-file">Karpathy&#8217;s LLM Wiki: The Complete Guide to His Idea File</a> </em></p>



<h3 class="wp-block-heading">1. ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่การหาข้อมูล (information) แต่คือการสะสมความเข้าใจ (understanding)</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ทุกวันนี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ข้อมูลหายากอีกแล้วครับ แต่ปัญหาคือเรามีข้อมูลเยอะเกินไป และแต่ละอย่างแยกกันอยู่คนละที่ ไม่ค่อยมีความเชื่อมโยงกัน เวลาจะตอบคำถามหนึ่งสิ่ง สิ่งที่เราทำคือ หาข้อมูลหลายๆ แหล่ง แล้วค่อยเอามาสรุป เรียบเรียงใหม่ทีหลัง ซึ่งค่อนข้างใช้เวลา ในการจัดการความรู้หรือตอบคำถามเราเพียงแค่เรื่องเดียว</p>



<p class="wp-block-paragraph">สิ่งที่ Karpathy พยายามชี้ให้เห็นคือ ถ้าเราอยากให้การใช้งานแต่ละครั้งสร้างมูลค่าเพิ่มจริงๆ เราควรมีชั้นของความรู้ที่ถูกตีความ (compile) และสรุปไว้แล้วในระดับหนึ่ง ไม่ใช่ให้ทุกคำถามต้องเริ่มจากศูนย์เสมอ นี่แหละคือจุดตั้งต้นของแนวคิด LLM Wiki</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-rich is-provider-x wp-block-embed-x"><div class="wp-block-embed__wrapper">
https://twitter.com/karpathy/status/2039805659525644595?s=20
</div></figure>



<h3 class="wp-block-heading">2. แม้ RAG จะมีประโยชน์ แต่อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด</h3>



<p class="wp-block-paragraph">แนวคิดนี้ไม่ได้บอกว่าให้เราทิ้ง RAG นะครับ แต่ตรงกันข้าม มันยังมีประโยชน์มากในงานที่ต้องดึงข้อมูลจากฐานชุดข้อมูลใหญ่ๆ ที่ต้องใช้ความเร็วและยืดหยุ่น แต่ข้อจำกัดของมันคือระบบไม่ได้ดีขึ้นตามจำนวนครั้งที่เราใช้งาน เพราะถังข้อมูลยังอยู่เท่าเดิม แต่มันตอบโจทย์เราได้จากชุดคำถาม (เช่น prompt) กับเครื่องมือที่ไปเรียกใช้ข้อมูลจากมัน (เช่น LLM Model)</p>



<p class="wp-block-paragraph">RAG จะเก่งเรื่อง retrieval และ on-demand synthesis แต่ LLM Wiki เน้นการสร้าง knowledge artifact ที่อยู่ยาวๆ และได้คำตอบแน่นอนเสมอ พูดง่ายๆ คือ RAG ช่วยให้ “ตอบได้” ส่วน wiki ช่วยให้ “รู้เป็นระบบ” มากขึ้น ถ้าโจทย์คือการสร้างฐานความรู้ระยะยาว ผมคิดว่าจุดนี้สำคัญมาก</p>



<h3 class="wp-block-heading">3. ชุดข้อมูล LLM Wiki จะมีลักษณะ Compounding</h3>



<p class="wp-block-paragraph">เรียกว่าเป็นหัวใจของระบบ LLM Wiki นี้เลยก็ได้ คือ ความรู้บางประเภทที่เราได้มาจากบทความ แชต หรือหนังสือเป็นเล่มๆ มันควรทำสรุปเพื่อให้เกิดบทความใหม่ ที่เราสามารถกลับมาอ่านซ้ำได้ แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อมี data source ในเรื่องเดิมเติมเข้ามาใหม่ หน้าบทความสรุปเดิมก็ควรถูกอัพเดทตามไปด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้มันเป็นเรื่องแยกออกจากกัน และสร้างลิงค์กลับมาอ้างอิงเฉยๆ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผลลัพธ์คือระบบจะเริ่มมีคุณสมบัติ compounding (ไม่แน่ใจจะใช้ภาษาไทยว่าอะไรดี) ไม่ว่าจะเป็นการแตกหัวข้อที่เกียวเนื่องกัน การสรุปในแต่ละหัวข้อ การเชื่อมโยงข้ามหัวข้อ การเห็นข้อขัดแย้ง หรือการมี synthesis page ที่ช่วยย่นเวลาในการทำความเข้าใจเรื่องยากๆ ให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น </p>



<p class="wp-block-paragraph">เจ๋งไหมล่ะ!</p>



<h3 class="wp-block-heading">4. LLM Wiki  กับโมเดลเรียบง่ายแค่สามชุด</h3>



<p class="wp-block-paragraph">เป็นความเรียบง่ายที่ผมชอบ คือ เขาวางข้อมูลไว้แค่ 3 ชุดโดยมี Raw, Wiki, Schema โดย </p>



<p class="wp-block-paragraph">ชั้นแรก คือ <strong>Raw</strong> สำหรับเก็บต้นฉบับหรือ source ดิบแบบไม่แก้ไข (Single source of truth) ตั้งแต่ text, pdf, docx, xlsx ที่เราส่งเข้าไป (ingest) อย่างไร มันก็เก็บไว้อย่างนั้น เพื่ออ้างอิง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ชั้นที่สอง คือ <strong>Wiki</strong> ซึ่งเป็นชั้นที่เกิดจาก LLM ทำการสังเคราะห์ข้อมูลจาก Raw ให้แตกเป็นความรู้ในหัวข้อต่างๆ หาความเชื่อมโยง และสรุปออกมาให้เราอ่าน </p>



<p class="wp-block-paragraph">ส่วนชั้นที่สาม คือ <strong>Schema</strong> หรือ กติกาว่าระบบนี้จะ ingest ยังไง จะตั้งชื่อยังไง จะ cross-link ชุดข้อมูลกันยังไง หรือจะ review ยังไง</p>



<p class="wp-block-paragraph">การแยกสามชั้นนี้ช่วยลดความสับสนได้เยอะมาก เพราะเราไม่ต้องปะปนระหว่างต้นฉบับกับความเห็นสรุป และยังทำให้ LLM มีขอบเขตการทำงานชัดขึ้นด้วยว่าจะไปแตะตรงไหนได้แค่ไหน</p>



<h3 class="wp-block-heading">5. การ Ingest และ Query</h3>



<p class="wp-block-paragraph">หลายคนมักโฟกัสว่า AI Assistant ตอบคำถามได้ดีไหม แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น มันต้องดูตั้งแต่การนำเข้าข้อมูล (Ingest) ซึ่งเป็นงานระดับโครงสร้างเลยครับ เพราะทุกครั้งที่เอา data source ใหม่เข้าไป ระบบต้องรู้ด้วยว่าต้องทำการปรับปรุง knowledge graph ของความรู้เดิมด้วย ไม่ใช่แค่เก็บเอกสารเพิ่มอีกหนึ่งก้อน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ซึ่งถ้า Ingest ดีๆ เราจะได้ประโยชน์มากกว่าการเก็บเอกสารเพิ่ม เพราะระบบจะเริ่มรู้ว่าประเด็นไหนควรแยกเป็นหน้าใหม่ ประเด็นไหนควร merge กับหน้าเดิม และเรื่องไหนเริ่มขัดกันจนควรมี synthesis ใหม่เกิดขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">ส่วนการ Query จะเป็นเหมือนเรื่องการใช้ prompt, ที่ถ้าเราถามได้ดี ข้อมูลก็ออกมาตามที่ต้องการ (แต่ยุคนี้แล้ว ความฉลาดของ LLM ช่วยเราได้เยอะ) </p>



<h3 class="wp-block-heading">6. ทำไม idea file ถึงน่าสนใจกว่าการเขียนถึงวิธี implementation</h3>



<p class="wp-block-paragraph">อ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะผิดหวังนิดหนึ่งที่ทำไมในบทความแปล หรือผมไม่สอนการติดตั้ง LLM Wiki สักทีนึง 555, เพราะผมคิดว่าถ้าเราเข้าใจหลักการ เราสามารถทำเองได้นะ เหมือนที่ผมเคยนั่งอ่าน LLM Wiki และนั่งทำขึ้นมาเอง ก่อนจะพบว่า สิ่งที่ตนเองอ่านนั้น คือ Markdown file ที่โยนไปสั่ง AI implement ได้เลย (ฮาาา) </p>



<p class="wp-block-paragraph">จริงๆ แล้ว ความหน้าแตกของผม มันสะท้อนถึงความเก่งของคุณ Andrej Karpathy เลยนะ ที่เขียนเล่าเป็นไอเดีย (idea file) ไว้ที่ <a href="https://gist.github.com/karpathy/442a6bf555914893e9891c11519de94f">https://gist.github.com/karpathy/442a6bf555914893e9891c11519de94f</a>  , ซึ่งถ้าเข้าไปอ่านดู จะพบว่า มนุษย์อย่างเราสามารถอ่านแล้วเข้าใจคอนเซปเขาได้ แต่ในขณะเดียวกัน โยนให้ AI อ่าน มันจะสามารถนำไป Implement ระบบ LLM Wiki ได้ด้วยเช่นกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ซึ่งการการแชร์ idea file แบบนี้ ผมว่า เข้าใจง่ายกว่าการเขียนวิธีทำทีละขั้นตอนอีก เพราะมันส่งต่อเจตนา โครงสร้าง และ workflow โดยไม่บังคับว่าทุกคนต้องใช้ Technology stack อะไร, เครื่องคอมฯ แบบไหน หรือ AI อะไร </p>



<h3 class="wp-block-heading">7. สิ่งที่เปลี่ยนจริงๆ คือบทบาทของมนุษย์</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ถ้าเอาแนวคิดนี้มาใช้จริง บทบาทของคนจะไม่ได้อยู่ที่การเขียนสรุปทุกย่อหน้าด้วยตัวเองตลอดเวลา แต่ไปอยู่ที่การคัด data source ดีๆ การถามคำถามให้คม การออกแบบ taxonomy และการตัดสินใจว่าความรู้ชิ้นไหนควรนำเข้ามาสังเคราะห์เป็น Knowledge Based ของเรา</p>



<p class="wp-block-paragraph">ส่วน LLM จะช่วยทำงานที่ซ้ำและกินแรง เช่น สรุป เชื่อมโยง สร้าง backlinks อัปเดตหน้าที่เกี่ยวข้อง และดูแลความสม่ำเสมอของฐานความรู้ </p>



<p class="wp-block-paragraph">พูดอีกแบบคือมนุษย์ขยับขึ้นไปทำงาน judgement มากขึ้น ส่วน AI จะรับงาน maintenance มากขึ้น</p>



<h3 class="wp-block-heading">8. เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ แต่เริ่มให้ถูก</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ถ้าถามผม วิธีเริ่มที่ดี คือ อย่าเพิ่งไปคิด infrastructure ใหญ่โตเกินไปครับ เริ่มจากใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์เรานี่เอง ที่ติดตั้ง AI Code อะไรสักตัว เช่น Claude Code, ChatGPT Codex และโยนไฟล์ idea ไปให้สร้างระบบตามคอนเปซนั้น จากนั้นค่อยๆคัดว่าข้อมูลใดเราจะนำเข้า (ingest) </p>



<h3 class="wp-block-heading">9. สรุปในมุมของผม</h3>



<p class="wp-block-paragraph">สิ่งที่ผมได้จากบทความนี้คือคอนเซปและวิธีคิดในการสร้าง Knowledge Based ด้วยหลักการ LLM WIki ของ คุณ Andrej Karpathy ซึ่งมันไม่ใช่ข้อสรุปนะว่า LLM Wiki ที่เป็น Markdown file จะดีกว่า RAG แต่เป็นการนำเสนอให้เห็นว่า ถ้าเราอยากสร้างระบบความรู้ที่ยิ่งใช้ยิ่งดี เราต้องสนใจเรื่อง structure, ingest และ maintenance มากพอๆ กับเรื่อง model capability หรือเทคโนโลยีที่อาจจะอลังการเกินไป</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่ในโลกความเป็นจริง เราคงไม่ได้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งหรอกครับ อนาคตถ้าระบบใหญ่มากขึ้น เราอาจจะใช้ทั้ง RAG และ Wiki ร่วมกัน แต่ถ้าโจทย์คือการสร้างฐานความรู้ส่วนตัวหรือทีมที่สะสมความรู้ได้เรื่อยๆ ในระยะยาว แนวคิดแบบ LLM-maintained wiki ของ Karpathy น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และง่ายกับใครหลายๆคน รวมถึงผมด้วย</p>



<h3 class="wp-block-heading">อ้างอิง</h3>



<ul class="wp-block-list">
<li>Karpathy&#8217;s LLM Wiki: The Complete Guide to His Idea File<a href="https://agentpedia.codes/blog/karpathy-llm-wiki-idea-file" target="_blank"> </a><a href="https://agentpedia.codes/blog/karpathy-llm-wiki-idea-file">https://agentpedia.codes/blog/karpathy-llm-wiki-idea-file</a></li>
</ul>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://myifew.com/7636/llm-wiki-karpathy/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
