<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>DISC &#8211; Few Steps &#8211; ก้าวสั้นๆ แต่ไปเรื่อยๆ</title>
	<atom:link href="https://myifew.com/tag/disc/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://myifew.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Wed, 18 Jul 2018 07:46:59 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/07/cropped-logo6-ts-32x32.png</url>
	<title>DISC &#8211; Few Steps &#8211; ก้าวสั้นๆ แต่ไปเรื่อยๆ</title>
	<link>https://myifew.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ScrumMaster in Action (Day 2) &#8211; DISC Model and Scrum Pregame</title>
		<link>https://myifew.com/3606/scrummaster-in-action-day-2-disc-model-and-scrum-pregame/</link>
					<comments>https://myifew.com/3606/scrummaster-in-action-day-2-disc-model-and-scrum-pregame/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[iFew]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Feb 2017 16:34:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Knowledge]]></category>
		<category><![CDATA[Technology]]></category>
		<category><![CDATA[Agile]]></category>
		<category><![CDATA[DISC]]></category>
		<category><![CDATA[Scrum]]></category>
		<category><![CDATA[ScrumMaster]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://myifew.com/?p=3606</guid>

					<description><![CDATA[จากที่พอเข้าใจเรื่อง Agile และ Scrum ไปบ้างแล้วในวันแรก หน้าที่ของ Scrum Master จะต้องทำงานร่วมกับคนทุกฝ่ายมากเป็นพิเศษ ต้องมีทั้งศาสตร์และศิลป มันย่อมเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากยิ่งเมื่อเราโตมาจากสายเทคนิคอล (ที่ขึ้นชื่อว่าคุยกับคนไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว) ดังนั้น ในช่วงเช้าของการสัมนาวันที่สอง พี่หนุ่มจึงเชิญอาจารย์ภคพร สุขศิริ  หรือ อ.น้ำตาล อินโนเวท&#8230;]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากที่พอเข้าใจเรื่อง <a href="https://myifew.com/3383/scrummaster-in-action-day-1-introduce-agile-and-scrum/">Agile และ Scrum</a> ไปบ้างแล้วในวันแรก หน้าที่ของ Scrum Master จะต้องทำงานร่วมกับคนทุกฝ่ายมากเป็นพิเศษ ต้องมีทั้งศาสตร์และศิลป มันย่อมเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากยิ่งเมื่อเราโตมาจากสายเทคนิคอล (ที่ขึ้นชื่อว่าคุยกับคนไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว) ดังนั้น ในช่วงเช้าของการสัมนาวันที่สอง พี่หนุ่มจึงเชิญอาจารย์ภคพร สุขศิริ  หรือ อ.น้ำตาล อินโนเวท เพื่อสอนคอร์ส &#8220;อ่านคนให้รู้ใจ ด้วย DISC&#8221;<span id="more-3606"></span></p>
<h2>DISC Model เป็นหนึ่งในเทคนิคที่จะทำให้เรารู้จักตนเองและเข้าใจผู้อื่นได้ง่ายขึ้น</h2>
<p>เทคนิคนี้คิดค้นโดยนักจิตวิทยาชื่อ Dr. William Moulton Marston ที่เขาได้แบ่งคนออกเป็น 4 ประเภทหลัก ซึ่ง อ. น้ำตาล มีแบบทดสอบให้เราทำ 30 ข้อ และเมื่อทำเสร็จแล้ว จะรวมคะแนนว่าเรามีประเภทไหนสูงที่สุด (โดยถ้ามีประเภทอื่นๆใกล้เคียงมาก ก็ให้คิดว่าเราเป็นคนประเภทนั้นผสมด้วย) และอาจารย์ก็ได้อธิบายถึงลักษณะในคนแต่ประเภทให้ฟังอย่างละเอียด ผมฟังไปฟังมาก็ค่อนข้างตรงกับประเภทที่ตนเองเป็นอยู่เลยทีเดียว</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone wp-image-3609 size-large" src="https://myifew.com/wp-content/uploads/2017/02/IMG_8699-e1486717201790-1200x1016-1.jpg" width="700" height="593" /></p>
<p>ซึ่งในแต่ละประเภท จะมีลักษณะ คือ</p>
<ol>
<li><strong>D &#8211; Dominance</strong><br />
คนประเภทนี้จะมีลักษณะ Active ไฟแรง มีความกระตือรือร้น ตรงไปตรงมา ชอบการแข่งขัน ถ้าเป็น<a href="https://www.discprofile.com/what-is-disc/overview/dominance/">ผู้นำประเภท D</a> ก็จะเป็นพวก ผู้นำแบบสั่งการ (<a href="https://www.talentgear.com/learn/february-2016/what-is-commanding-leadership/">Commanding</a>) เด็ดเดี่ยว (<a href="https://www.talentgear.com/learn/february-2016/what-is-resolute-leadership/">Resolute</a>) และเป็นผู้บุกเบิก ทำสิ่งใหม่ๆ (<a href="https://www.talentgear.com/learn/november-2015/pioneering-leaders/">Pioneering</a>) เช่น สตีฟ จอบส์</li>
<li><strong>I &#8211; Influence</strong><br />
คนประเภทนี้จะมีลักษณะคุยเก่ง เป็นมิตร มองโลกในแง่ดี ชอบหว่านล้อม และก็เชื่อคนง่าย ถ้าเป็น<a href="https://www.discprofile.com/what-is-disc/overview/influence/">ผู้นำประเภท I</a> ก็จะเป็นพวก สร้างพลังใจ สร้างแรงกระตุ้น (<a href="https://www.talentgear.com/learn/november-2015/what-is-energizing-leadership/">Energizing</a>), เป็นผู้บุกเบิก ทำสิ่งใหม่ๆ (<a href="https://www.talentgear.com/learn/november-2015/pioneering-leaders/">Pioneering</a>) และเป็นมิตร เข้าถึงได้ง่าย (<a href="https://www.talentgear.com/learn/november-2015/what-is-affirming-leadership/">Affirming</a>)</li>
<li><strong>S &#8211; Steadiness</strong><br />
คนประเภทนี้จะมีลักษณะสุขุมรอบคอบ ใจเย็น เป็นนักฟังนักคิด ใจดี มีความพยายามสูง (ที่ปรึกษาผู้นำทั้งหลายในโลกมักเป็นคนประเภทนี้) ถ้าเป็น<a href="https://www.discprofile.com/what-is-disc/overview/steadiness/">ผู้นำประเภท S</a> ก็จะเป็นพวก ให้การสนับสนุน ไว้วางใจ ร่วมมือกันทำงาน (<a href="https://www.talentgear.com/learn/december-2015/what-is-inclusive-leadership/">Inclusive</a>), อ่อนน้อมถ่อมตน (<a href="https://www.talentgear.com/learn/january-2016/what-is-humble-leadership/">Humble</a>) และเป็นมิตร เข้าถึงได้ง่าย (<a href="https://www.talentgear.com/learn/november-2015/what-is-affirming-leadership/">Affirming</a>) เช่น มหาตมา คานธี</li>
<li><strong>C &#8211; Conscientiousness</strong><br />
คนประเภทนี้จะมีลักษณะละเอียดรอบคอบ เน้นความถูกต้อง มีระบบระเบียบในชีวิต ใช้เหตุผลในการตัดสินใจ ถ้าเป็น<a href="https://www.discprofile.com/what-is-disc/overview/conscientiousness/">ผู้นำประเภท C</a> ก็จะเป็นพวก เชี่ยวชาญในงานที่ทำ (<a href="https://www.talentgear.com/learn/january-2016/what-is-deliberate-leadership/">Deliberate</a>), อ่อนน้อมถ่อมตน (<a href="https://www.talentgear.com/learn/january-2016/what-is-humble-leadership/">Humble</a>) และเด็ดเดี่ยว (<a href="https://www.talentgear.com/learn/february-2016/what-is-resolute-leadership/">Resolute</a>)</li>
</ol>
<p>ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจว่าตัวเราเป็นเป็นแบบไหน เราจะได้พัฒนาตนเองในด้านที่ด้อยได้อย่างถูกทาง  ซึ่งวิธีการที่จะพัฒนาคือ การทำตรงข้ามกันของด้านที่ตนเองเป็นอยู่ นั่นคือ</p>
<ul>
<li>คนเป็น D จะต้องพัฒนา S เพิ่ม</li>
<li>คนเป็น I ต้องพัฒนา C เพิ่ม</li>
<li>คนเป็น S ต้องพัฒนา D เพิ่ม</li>
<li>คนเป็น C ต้องพัฒนา I เพิ่ม</li>
</ul>
<p>คนหนึ่งคนสามารถเป็นได้หลายประเภทผสมกัน อย่างของผมได้ทั้ง I S C ซึ่งก็ค่อนข้างแม่นพอสมควร ดังนั้น ผมควรต้องพัฒนาความโหดแบบ D เสริมเข้าไป</p>
<p>ในตอนท้าย อ.น้ำตาล ได้แนะนำว่า ไม่ว่าเราจะเป็นคนประเภทไหน ถ้าเรารู้จักคนที่อยู่รอบข้าง และปรับตัวเองให้เข้ากับคนประเภทแบบนั้นได้ นั่นแหละคือสิ่งที่ควรทำ และเราจะกลายเป็นที่รักของทุกคน</p>
<h2>กลับมาต่อกันเรื่องของ Scrum</h2>
<p>พี่หนุ่มให้ใช้ Mind Map เพื่อย้อนรอยไป Recap วันแรก ว่าได้เรียนถึงเรื่องอะไรบ้าง (ซึ่งใครยังไม่ได้อ่านตอนแรกของผม กลับไปอ่านได้ที่ <a href="https://myifew.com/3383/scrummaster-in-action-day-1-introduce-agile-and-scrum/">ScrumMaster in Action (Day 1) – Introduce Agile and Scrum</a>) จะอธิบายถึงประวัติและที่มาของ Agile, Scrum เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมด</p>
<blockquote><p><strong>Mind Map</strong> คือ แผนผังความคิด เวลาเราคิดอะไรได้ ก็โยนไปกองๆมันไว้ก่อน แล้วค่อยจัดกลุ่มว่าอะไรคือก้อนเดียวกัน อะไรเชื่อมโยงกัน (หาคำอธิบายเป็นทางการใน Google ต่อเองนะ)</p></blockquote>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3613" src="https://myifew.com/wp-content/uploads/2017/02/IMG_8693-e1486725961384-900x1200-1.jpg" alt="" width="700" height="933" /></p>
<p>จากนั้น พี่หนุ่มพาย้อนเวลากลับไปเรื่องของ <a href="http://www.jeffsutherland.org/oopsla/schwapub.pdf">SCRUM Development Process</a> (1995) ว่าสมัยนั้น ได้แบ่ง Scrum ออกเป็น 3 ช่วง คือ</p>
<ol>
<li><strong>Pregame &#8211; ช่วงของการวางแผน</strong>
<ol>
<li>Planing</li>
<li>System Architecture/High Level Design</li>
</ol>
</li>
<li><strong>Game &#8211; ช่วงของการทำผลิตภัณฑ์</strong>
<ol>
<li>Sprints (Concurrent Engineering)</li>
<li>Develop (Analysis, Design, Develop)</li>
<li>Wrap</li>
<li>Review</li>
<li>Adjust</li>
</ol>
</li>
<li><strong>Postgame &#8211; ช่วงปล่อยผลิตภัณฑ์เพื่อใช้งาน</strong>
<ol>
<li>Closure</li>
</ol>
</li>
</ol>
<p><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-3710" src="https://myifew.com/wp-content/uploads/2017/02/2017-02-27-16_44_14-schwapub.pdf-1.png" alt="" width="588" height="445" /><br />
(ภาพจาก http://www.jeffsutherland.org/oopsla/schwapub.pdf)</p>
<p>ถ้าเขียนออกมาสวยๆหน่อย ตามสไตล์พี่หนุ่ม จะเป็นแบบนี้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3711" src="https://myifew.com/wp-content/uploads/2017/02/scrum1995-1200x797-1.jpg" alt="" width="700" height="465" /></p>
<p>ที่เกริ่นมานี้ เพื่อใช้ปูทางไปสู่การอธิบายเชิงลึกในแต่ละขั้นตอนของ Scrum ในปัจจุบัน ผ่านการทำ Workshop จากโจทย์ที่ว่า &#8220;เว็บไซต์จองตั๋วเครื่องบิน&#8221;..</p>
<p>โดยเราจะเริ่มทำ Requirement จากการใช้เครื่องมือ Fish Bone Diagram แจกแจง Feature ที่ต้องมีในเว็บไซต์</p>
<blockquote><p><strong>&#8220;Fish Bone Diagram&#8221;</strong> หรือ &#8220;แผนผังก้างปลา&#8221; หรือภาษาทางการ &#8220;แผนผังสาเหตุและผล (Cause and Effect Diagram)&#8221; คือ แผนผังที่ใช้แสดงสาเหตุ (ตามซี่ก้างต่างๆ) ที่อาจทำให้เกิดปัญหา (หัวปลา) นั้น (หาคำอธิบายเป็นทางการใน Google ต่อเองนะ) ซึ่งเราเอาไปประยุกต์ใช้หลายๆแบบได้ และในที่นี้ เราเอามาประยุกต์ใช้กับการทำ Requirement</p></blockquote>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-3714" src="https://myifew.com/wp-content/uploads/2017/02/Flight-Booking-1.png" alt="" width="931" height="420" /></p>
<p>เมื่อได้ Feature มาทั้งหมดแล้ว เราจะแยกมันออกมาเป็น User Story เพื่อให้เห็นขั้นตอนที่ผู้ใช้ทำงานกับระบบ</p>
<blockquote><p><strong>&#8220;User Story&#8221;</strong> เป็นการอธิบาย Requirement ในรูปแบบ เรื่องราวของผู้ใช้  ซึ่งตามมาตรฐานจะมีการเขียนเป็นรูปประโยค เช่น “As a <i>&lt;role&gt;,</i> I want <i>&lt;goal/desire&gt;</i> so that <i>&lt;benefit&gt;</i>” (อ้างอิง <a href="https://en.wikipedia.org/wiki/User_story" target="_blank" rel="noopener">wikipedia</a>) เพื่อบอกว่า ใคร ทำอะไร แล้วจะได้อะไร (หาคำอธิบายเป็นทางการใน Google ต่อเองนะ), แต่ในที่นี้ เราไม่ได้ใช้ตามรูปประโยคนั้นนะครับ อย่าเพิ่งสับสน</p></blockquote>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3724" src="https://myifew.com/wp-content/uploads/2017/02/6-2-product-backlog-and-user-sto-1200x675-1.jpg" alt="" width="700" height="394" />(ภาพจาก https://www.slideshare.net/mikecohn/user-storiesforagilerequirementsndc2014)</p>
<p>อันนี้ลองแยก Feature และ User Story ออกมาให้ดูสัก 3 หัวข้อ เช่น</p>
<ul>
<li>Feature เลือกรูปแบบเที่ยว
<ul>
<li>User Story &#8211; ผู้ใช้ สามารถเลือกเที่ยวบินไปกลับได้</li>
<li>User Story &#8211; ผู้ใช้ สามารถเลือกเที่ยวบินแบบเที่ยวเดียวได้</li>
</ul>
</li>
<li>Feature การชำระเงิน
<ul>
<li>User Story &#8211; ผู้ใช้ สามารถชำระเงินผ่านบัตรเครดิต</li>
<li>User Story &#8211; ผู้ใช้ สามารถพิมพ์เอกสารชำระเงิน และไปชำระเงินที่เคาเตอร์ธนาคาร</li>
<li>User Story &#8211; ผู้ใช้ สามารถพิมพ์เอกสารชำระเงิน และไปชำระเงินที่เคาเตอร์ 7-Eleven</li>
</ul>
</li>
<li>Feature การเช็คอิน
<ul>
<li>User Story &#8211; ผู้ใช้ สามารถเช็คอินได้จากหน้าเว็บไซต์</li>
<li>User Story &#8211; ผู้ใช้ สามารถพิมพ์เอกสารการจอง เพื่อเช็คอินที่หน้าเคาเตอร์ที่สนามบิน</li>
</ul>
</li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3715" src="https://myifew.com/wp-content/uploads/2017/02/Flight-Booking-Flow-1200x258-1.png" alt="" width="700" height="151" /></p>
<p>แต่ด้วยความที่เราต้องส่งมอบงานเป็นรอบ (Sprint) และจะต้องทำงานให้เห็นได้ด้วย ดังนั้น เราจะเลือกหยิบ Feature ที่สามารถประกอบเป็นการทำงานหลักๆ ขึ้นมาให้ได้ก่อน</p>
<p>แล้วงานหลักที่ว่ามันคืออะไรล่ะ?!</p>
<blockquote><p>ถ้าย้อนกลับไปบทบาทของคนเป็น PO (Product Owner) ที่ผมเขียนไว้ใน<a href="https://myifew.com/3383/scrummaster-in-action-day-1-introduce-agile-and-scrum/">วันแรก</a> เขาจะต้องจัดลำดับ Product Backlog เข้า Sprint โดยเรียงตาม Bussiness Value หรือพิจารณาร่วมกับ KPI ของบริษัทว่าทำแล้วตอบโจทย์ตัวไหนของธุรกิจไดบ้าง (ถ้า PO ทำไม่เป็น คนที่เป็น Scrum Master จะต้องพาเขาทำ)</p></blockquote>
<p>ดังนั้น ถ้าจากโจทย์ คือ &#8220;เว็บไซต์จองตั๋วเครื่องบิน&#8221; และสมมติว่าผลการสำรวจการตลาดมีคนนิยมเดินทางไป-กลับ, ชอบชำระเงินด้วยบัตรเครดิต, และเช็คอินที่สนามบิน&#8230; Flow แรกที่เราจะทำออกมาให้ใช้งานได้เป็น Minimal Viable Product (MVP) คือ</p>
<ul>
<li>ผู้ใช้ เลือกวันเดินทาง และระบุเที่ยวบินไปกลับ กรุงเทพ-เชียงใหม่ จากนั้นผู้ใช้เลือกเที่ยวบินที่สามารถเดินทางได้ และชำระเงินผ่านบัตรเครดิต และพิมพ์เอกสารการจอง เพื่อนำไปเช็คอินที่เคาเตอร์สนามบิน</li>
</ul>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-3726" src="https://myifew.com/wp-content/uploads/2017/02/Flight-Booking-Flow-MVP-1.png" alt="" width="1069" height="258" /></p>
<p>จากนั้น เอา User Story ใน Feature ที่เลือก มาทำเป็น <strong>Product Backlog Item (PBI)</strong> โดยอาจจะแตกย่อยให้ละเอียดขึ้นอีกนิด จนได้เป็นกลุ่มของงานที่จะทำ หรือเรียกว่า <strong>Product </strong><strong>Backlog (PB)</strong>  เช่น</p>
<ul>
<li>ผู้ใช้สามารถเลือกวันเดินทางไปกลับได้</li>
<li>ผู้ใช้สามารถเลือกสนามบินต้นทาง สนามบินปลายทางได้</li>
<li>ผู้ใช้สามารถเห็นรายการเที่ยวบินที่สามารถเดินทางได้</li>
<li>ผู้ใช้สามารถชำระเงินผ่านบัตรเครดิตได้</li>
<li>ผู้ใช้สามารถพิมพ์เอกสารการจองได้</li>
</ul>
<p>เมื่อรู้แล้วว่า PBI ที่จะเกิดขึ้น มีอะไรบ้าง คราวนี้มาถึงการเรียงลำดับความสำคัญของงาน ซึ่งจะเป็นหน้าที่ของ PO ที่จะเข้ามาทำ</p>
<p>โดย PO อาจจะแตกย่อยเฉพาะงานที่สำคัญก่อน ส่วนงานยังไม่สำคัญยังไม่ต้องลงรายละเอียดมาก เอาไว้ไปย่อยในตอนที่จะหยิบให้ทีมทำ (สังเกตจากรูปที่พี่หนุ่มวาด จะมีงานเหนือเส้นสีแดง คืองานที่จะทำใน Sprint นี้ และมันแบ่งความละเอียดของของงานไว้เป็น 3 ระดับ ตามลำดับที่ทำก่อนหลัง)</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-3727" src="https://myifew.com/wp-content/uploads/2017/02/16142876_10154201950482371_7492615258610785805_n-1.png" alt="" width="273" height="418" /></p>
<p>จากนั้น ทีมจะหยิบ PBI เหล่านั้น เข้ามาทำงานใน Sprint โดยจะเรียกกลุ่ม PBI นั้นว่า <strong>Sprint Backlog</strong> และชิ้นงานในนั้นเรียกว่า <strong>Sprint Backlog Item</strong></p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-3723" src="https://myifew.com/wp-content/uploads/2017/02/2017-02-27-18_11_16-chrome-extension___nlipoenfbbikpbjkfpfillcgkoblgpmj_edit.html-1.png" alt="" width="1101" height="404" /><br />
(พูดถึงเรื่อง Backlog พอดีไปเจอจากเว็บฝรั่งมา เข้าท่าดีครับ เลยขอเสริมไปนะ, ภาพจาก https://www.scrumalliance.org/community/articles/2014/november/csm-workshop-key-takeaways)</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-3722 aligncenter" src="https://myifew.com/wp-content/uploads/2017/02/2017-02-27-18_01_06-Scrum-Managment-in-VSO-Part-I-–-Overview-_-Microsoft-Run-1.png" alt="" width="784" height="281" /><br />
(เปรียบเทียบความต่างของ Product Backlog และ Sprint Backlog, ภาพจาก http://sharepointrun.com/scrum-managment-in-vso-part-i/)</p>
<p>เมื่อได้ Sprint Backlog แล้ว ทีมจะจัดการแปลงมันให้ออกมาเป็นชิ้นงาน และในขั้นตอนนี้ ทีมจะทำสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า <strong>Product Backlog Refinement</strong> ที่เป็นการวางแผนการทำงานให้เป็นไปตามที่วางไว้สม่ำเสมอ และ/หรือ กับวางแผนที่จะทำใน Sprint ถัดๆ ไปด้วย</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-3717" src="https://myifew.com/wp-content/uploads/2017/02/16142876_10154201950482371_7492615258610785805_n-1.jpg" alt="" width="720" height="960" /></p>
<p>จากการกระทำข้างต้น สิ่งที่เราจะได้คือ</p>
<ol>
<li>ทีมจะได้ Test Case (ก็แตก Case ได้ตาม User Story นั่นหละครับ) &#8211; นี่ไง! เป็นจุดเริ่มต้นของการทำ Test-driven development (TDD)</li>
<li>ทีมจะได้ชิ้นงาน (PBI) ที่ถูกเรียงลำดับมาให้ทำเรียบร้อย ไม่ต้องคิดเองเออเองว่าจะทำอะไรก่อนหลัง</li>
<li>ทีมจะได้โฟกัสทำงานเฉพาะ PBI ที่ถูกเลือกมาทำ (Sprint Backlog) เท่านั้น ไม่ต้องวอกแวก</li>
<li>ทีม, PO จะเห็นภาพของสิ่งที่จะส่งมอบในขั้นตอน Sprint Review ว่าระบบจะทำงานได้ตาม Flow นี้นะ ซึ่งใช้กำหนดเป็น Definition of Done (DoD) ร่วมกันได้เลย</li>
</ol>
<p>ส่วน Feature และ Flow อื่นๆ ที่เรายังไม่ได้หยิบมาทำใน Sprint ทาง PO ให้ทำตามขั้นตอนข้างต้น จนได้ออกมาเป็น PBI ไปรวมไว้ใน Product Backlog เพื่อเอาไปใช้ทำใน Sprint ต่อๆไป</p>
<p>จบของวันที่ 2 ไว้ประมาณนี้ครับ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://myifew.com/3606/scrummaster-in-action-day-2-disc-model-and-scrum-pregame/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
