<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Leadership &#8211; Few Steps &#8211; ก้าวสั้นๆ แต่ไปเรื่อยๆ</title>
	<atom:link href="https://myifew.com/tag/leadership/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://myifew.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Tue, 22 May 2018 04:28:07 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.3</generator>

<image>
	<url>https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/07/cropped-logo6-ts-32x32.png</url>
	<title>Leadership &#8211; Few Steps &#8211; ก้าวสั้นๆ แต่ไปเรื่อยๆ</title>
	<link>https://myifew.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ผู้นำเชิงบวก ด้วยทักษะการโค้ชและพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring)</title>
		<link>https://myifew.com/4502/be-positive-leader-with-coaching-and-mentoring/</link>
					<comments>https://myifew.com/4502/be-positive-leader-with-coaching-and-mentoring/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[iFew]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 20 May 2018 17:56:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Knowledge]]></category>
		<category><![CDATA[Coaching]]></category>
		<category><![CDATA[Leader]]></category>
		<category><![CDATA[Leadership]]></category>
		<category><![CDATA[Mentoring]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://myifew.com/?p=4502</guid>

					<description><![CDATA[เป็นคลาสแรกที่ไปนั่งเรียนเรื่อง Coaching และ Mentoring แบบจริงจัง ปกติอ่านจากหนังสือบ้าง Internet บ้างตามประสา ซึ่งทำให้ปะติดปะต่อเรื่องต่างๆ และเข้าใจอะไรเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับการเป็น Coach และ Mentor รวมถึงคลาสนี้สอนเพิ่มด้วยว่า การเป็นผู้นำที่ดี ต้องทำอย่างไร]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นคลาสแรกที่ไปนั่งเรียนเรื่อง Coaching และ Mentoring แบบจริงจัง ปกติอ่านจากหนังสือบ้าง Internet บ้างตามประสา ซึ่งทำให้ปะติดปะต่อเรื่องต่างๆ และเข้าใจอะไรเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับการเป็น Coach และ Mentor รวมถึงคลาสนี้สอนเพิ่มด้วยว่า การเป็นผู้นำที่ดี ต้องทำอย่างไร<span id="more-4502"></span></p>
<p>ก่อนจะไปสรุปเนื้อหา คลาสนี้ผมเรียนกับผู้สอน 3 ท่าน คือ โค้ชพี่บี (อ.ขนิษฐา หล่อลักษณ์), โค้ชพี่โจ้ (อ.สุวัชชัย แก้วทรัพย์ศักดิ์) และ โค้ชพี่หมี (กัปตันจีรพัฒน์ เอี่ยมสรรพางค์) เผื่อถ้าใครสนใจ ลองติดต่อได้ที่ <a href="http://bemanagementcoach.com/" target="_blank" rel="noopener">bemanagementcoach.com</a> ดูนะครับ</p>
<p>(ในที่นี้ผมแทนพี่ๆโค้ชทั้งสามด้วย ผู้สอน นะครับ เพื่อไม่ให้สับสนระหว่าง โค้ช, โค้ชชี่, การโค้ช, Coaching และระหว่างที่สอน ก็เป็นการสอนคู่ของโค้ชพี่บี โค้ชพี่โจ้ ด้วย ซึ่งใครเป็นคนพูดท่อนไหนอันนี้ผมจำไม่ได้ด้วยครับ แหะๆ)</p>
<h2>คุณลักษณะของผู้นำเชิงบวก</h2>
<p>ถ้าใครเคยอ่านใน Internet จะพบว่ามีหลายข้อแตกต่างกันไป แต่ถ้าดูดีๆแล้ว จะมีคุณสมบัติสองอย่างที่ผสมอยู่ในทุกแบบคือ &#8220;ผู้นำที่มีความเป็นโค้ช (Coach)&#8221; และ &#8220;ผู้นำที่มีความเป็นพี่เลี้ยง (Mentor)&#8221;</p>
<blockquote><p>&#8220;We have done lots of research over the past three years, and we have found that leaders who have the best coaching skills have better business results.&#8221;<br />
<strong>Tanya Clemens, V.P. of Global Executive &amp; Organizational Development at IBM</strong></p></blockquote>
<p>แต่ไม่ใช่ว่าเราต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะมันจำเป็นต้องเป็นทั้งคู่ แต่อยู่ที่สถานการณ์ว่าจะใช้อย่างไร</p>
<h2>แล้วโค้ช (Coach) กับพี่เลี้ยง (Mentor) ต่างกันอย่างไรล่ะ ?</h2>
<p>ถ้าอธิบายสั้นๆ <strong>โค้ช คือการนำแบบ &#8220;ดึง&#8221; (Supportive) ช่วยให้เขาแก้ปัญหาด้วยตนเอง</strong> ส่วน <strong>พี่เลี้ยง คือการนำแบบ &#8220;ผลัก&#8221; (Directive) ช่วยเข้าไปแก้ปัญหาให้กับเขา</strong> และถ้าถามว่าในรายละเอียดของการดึงการผลัก คือ ทำอย่างไร และเราอยู่ในสภาวะไหนในแต่ละเหตุการณ์นั้นๆ ลองดูเทียบจากรูปด้านล่างนี่ได้เลยครับ</p>
<p style="text-align: center;"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-4507" src="https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/supportive-directive-1200x900.jpg" alt="" width="1024" height="768" srcset="https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/supportive-directive-1200x900.jpg 1200w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/supportive-directive-600x450.jpg 600w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/supportive-directive-1024x768.jpg 1024w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/supportive-directive-768x576.jpg 768w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/supportive-directive-700x525.jpg 700w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/supportive-directive.jpg 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><br />
ภาพจาก Presentation ในการเรียน BE Positive Leader with Coaching and Mentoring</p>
<p>โดยสรุปออกมาเป็นภาพง่ายๆ ระหว่างความต่างของ Coaching, Mentoring ด้วย TAPS Model</p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-4508" src="https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/taps-model-1200x900.jpg" alt="" width="1024" height="768" srcset="https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/taps-model-1200x900.jpg 1200w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/taps-model-600x450.jpg 600w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/taps-model-1024x768.jpg 1024w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/taps-model-768x576.jpg 768w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/taps-model-700x525.jpg 700w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/taps-model.jpg 1500w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><br />
ภาพจาก Presentation ในการเรียน BE Positive Leader with Coaching and Mentoring</p>
<h2>ว่าด้วยเรื่องของการโค้ช (Coaching)</h2>
<p>การจะไปโค้ชใคร เราต้องปรับ Mindset ของตัวเราเองเสียก่อน ต้องทำลายข้อจำกัดทางความคิด (Limiting Belief) ว่าเรามีศักยภาพแค่นี้ ไปต่อไม่ได้ ออกไปให้หมด หรือแม้แต่ต้องช่วยทำลายข้อจำกัดความคิดนั้นของผู้ที่รับการโค้ชด้วย (เรียกว่า <strong>โค้ชชี่</strong>)</p>
<p>โดยปกติแล้ว ถ้าต้องทำงานใดสักอย่าง เรามักมองถึงการพัฒนาศักยภาพ ไม่ว่าจะไปเรียนหรือไปฝึกฝนทางใดทางหนึ่ง จนบางทีเราก็จมไปกับมัน อย่างที่ผมและหลายๆท่านประสบเจอ แล้วทำให้งานไม่เสร็จหรือไม่เห็นหนทางอื่นในการแก้ไข เราจึงเจอกำแพงข้อจำกัดของตนเองอยู่ตลอดเวลา</p>
<p>ผู้สอนได้ให้สูตรหนึ่งมา คือ</p>
<blockquote><p><strong>P = P &#8211; I</strong> ถ้าอธิบายเต็มๆ ก็คือ <strong>Performance = Potential &#8211; Interference </strong></p></blockquote>
<p>โดย ผลงาน (Performance) ที่ออกมา จะเท่ากับ ศักยภาพ (Potential) ที่เรามี แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ศักยภาพเราไปไม่ถึงที่ต้องการ นั่นคือ สิ่งรบกวน (Interference) ไม่ว่าจะเกิดจากทางใจหรือทางกาย ซึ่งสังเกตว่า เจ้าข้อหลังนี่เอง ที่เรามักไม่สนใจ ดังนั้น ผู้เป็นโค้ชหรือพี่เลี้ยงจะต้องเข้ามาช่วยหรือพยายามกำจัดออกให้กับโค้ชชี่</p>
<p>ICF หรือ International Coach Federation ได้บอกว่า &#8220;การโค้ช คือ การเป็นหุ้นส่วนกับผู้รับการโค้ช (โค้ชชี่) ในกระบวนการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขานำเอาศักยภาพทั้งส่วนตัวและวิชาชีพมาใช้อย่างสูงสุด&#8221;</p>
<p>ซึ่งเราต้องเป็นเหมือนเพื่อนชวนคิดให้โค้ชชี่ หาวิธีที่สร้างสรรค์และมีความสุข เพื่อให้เขาเดินจากจุด A ไป B ตามที่ตั้งใจไว้ได้ แต่ไม่ใช่ว่าเราโค้ชเพื่อให้เขารู้สึกสะดวกสบายที่มีเรา แต่ต้องโค้ชเพื่อให้เขาเรียนรู้และดึงศัพกยภาพของตนเองออกมาใช้อย่างสูงสุด</p>
<p>ผู้สอนได้เปิดคลิปนี้ให้ดู ค่อนข้างเคลียร์กับสิ่งที่อธิบายข้างต้นเลยทีเดียวครับ</p>
<p><iframe title="&quot;How Coaching Works&quot;" width="1200" height="900" src="https://www.youtube.com/embed/UY75MQte4RU?feature=oembed" frameborder="0" allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe></p>
<p>สังเกตได้ว่าโค้ชจะมีเครื่องมือต่างๆ มอบให้โค้ชชี่ และคอยเป็นเพื่อนโค้ชชี่ให้ไปจุดหมาย โดยไม่ได้อุ้มชู หรือหาทางแก้ไขให้</p>
<h2>เราควรต้องมีทัศนคติสำหรับการโค้ชอยู่ 6 ข้อ</h2>
<ol>
<li>คนมีทรัพยากรเพียงพอ ในการบรรลุเป้าหมายของตัวเอง</li>
<li>คนตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง ตามทรัพยากรที่มีในขณะนั้น</li>
<li>คนมีความรับผิดชอบต่อหนทางที่เขาคิดเอง</li>
<li>การ Coaching เป็นเรื่องของโค้ชชี่ล้วนๆ ไม่ใช่เรื่องของโค้ช</li>
<li>โค้ชรับผิดชอบแค่กระบวนการ Coach</li>
<li>คนเรามีมุมมอง ความคิดและแผนที่ชีวิตที่ต่างกัน ไม่อาจบอกได้ว่าใครถูกต้องกว่าใคร (และสิ่งที่โค้ชพูด คิด ก็ไม่ใช่วิ่งที่ผิดหรือถูกเช่นกัน)</li>
</ol>
<p>โดยระหว่างที่เราโค้ช จะต้องพยายามควบคุมความพอดี ไม่ให้โค้ชชี่เกิดความกดดัน เป็นกังวล หรือเป็นทุกข์ มากเกินไป (Anxiety) หรือกลับกัน ไม่ใส่ความท้าทาย หรือทำอะไรเลย จนโค้ชชี่เกิดความเบื่อหน่าย (Bored) ซึ่งสถานการณ์นี้ มีภาพเปรียบเทียบไว้ เรียกว่า <strong>The Flow State</strong> คือพยายามทำให้โค้ชชี่ให้อยู่ในสภาวะกลางๆ ให้เร็วที่สุด ไม่เบื่อจนเกินไป ไม่มีแรงจูงใจทำงาน หรือท้าทายจนเครียดและกดดัน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-4509 aligncenter" src="https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/2012-08-26-flow-balance.png" alt="" width="604" height="454" srcset="https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/2012-08-26-flow-balance.png 604w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/2012-08-26-flow-balance-600x451.png 600w" sizes="auto, (max-width: 604px) 100vw, 604px" />ภาพจาก https://harveyhypnosis.com/2017/02/21/the-flow-state-getting-in-the-zone/</p>
<p>ทั้งนี้ ก่อนที่เราจะทำให้โค้ชชี่อยู่ใน Flow State ตัวของโค้ชเอง ควรจะต้อง Flow State ก่อนด้วยนะ</p>
<h2>ปัจจัยที่ผู้นำควรตระหนักในการทำงานกับลูกน้อง</h2>
<p>ผู้สอนได้ชี้ให้เห็นถึงสิ่งที่ผู้นำควรทำและไม่ควรทำ โดยให้คำนึงถึง 5 หัวข้อ เรียกว่า SCARF Model</p>
<ul>
<li><strong>S = Statue (สถานะ)</strong> คือ สร้างความสัมพันธ์ต่อกัน ให้รู้สึกเหมือนเป็นพี่น้อง ญาติ ที่สามารถพูดคุยได้
<ul>
<li>ที่ไม่ควรทำ เช่น ทำตัวสูงส่ง</li>
</ul>
</li>
<li><strong>C = Certainty (ความแน่นอน มั่นคง)</strong> คือ ต้องมีสื่อสารที่ดี ให้เข้าใจความต้องการของเรา และไม่โลเลเปลี่ยนแปลงบ่อย
<ul>
<li>ที่ไม่ควรทำ เช่น อารมณ์ไม่คงที่, เช้าสั่งอย่างหนึ่ง เย็นสั่งอีกอย่างหนึ่ง</li>
</ul>
</li>
<li><strong>A = Autonomy (มีอิสระทางความคิด และตัดสินใจ)</strong> คือ ให้โอกาสลูกน้องเพื่อคิดและทำสิ่งต่างๆ
<ul>
<li>ที่ไม่ควรทำ เช่น ชอบบี้ ชอบจิก ชอบสั่ง ลูกน้อง</li>
</ul>
</li>
<li><strong>R = Relatedness (มีความสัมพันธภาพที่ดี)</strong> รวมถึงเรื่องไหนควรเข้าไปโค้ช หรือเป็นพี่เลี้ยง
<ul>
<li>ที่ไม่ควรทำ เช่น ทำตัวห่างเหินกับลูกน้อง</li>
</ul>
</li>
<li><strong>F = Fairness (ได้รับการดูแลอย่างยุติธรรม)</strong>
<ul>
<li>ที่ไม่ควรทำ เช่น มีอคติ หรือเมินเฉยในบางคน</li>
</ul>
</li>
</ul>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-4511 aligncenter" src="https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/SCARF_Model.jpg" alt="" width="474" height="300" />ภาพจาก http://www.edbatista.com/2010/03/scarf.html</p>
<h2>รูปแบบการสื่อสารอย่างโค้ช</h2>
<p>ถ้าสังเกตดีๆ การสื่อสารค่อนข้างสำคัญในการเป็นโค้ช โดยในขั้นตอนที่โค้ช เราจะต้องพยายามดำดิ่งลงไปให้ถึงระดับความคิด ค่านิยม ความเชื่อของโค้ชชี่ ว่าทำไมเขาถึงรู้สึกแบบนั้น มีการแสดงออกแบบนั้น ซึ่งนี้เอง ค่อนข้างยากที่จะมองให้ออก ต้องอาศัยการถาม การฟัง และการสะท้อนกลับ</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-4512 aligncenter" src="https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/e545787d7ff128bac3c6bbcf624bb8a2-iceberg-coaching.jpg" alt="" width="335" height="324" />ภาพจาก http://www.coaching.net.nz/how-not-to-act-insanely/</p>
<p>Beliefs (ความเชื่อ) &gt; Values (ค่านิยม) &gt; Thinking (ความคิด) &gt; Emotions (ความรู้สึก) &gt; Behaviours (พฤติกรรม) &gt; Result (ผลลัพธ์)</p>
<p>ในขั้นตอนการโค้ช จะมีวงจรหนึ่งที่สำคัญมากเพื่อให้เกิดการสาวลึกลงไปให้ถึงระดับความคิด นั่นคือวงจรที่ผู้สอนเรียกว่า</p>
<h2>&#8220;วงจรแห่งปัญญา&#8221; (&#8220;Insight Loop: PQC&#8221;)</h2>
<p>ผมลองไปหาข้อมูลเพิ่มเติม มีความคล้ายกับ &#8220;Dance Toward Insight&#8221; กล่าวคือ ก่อนเข้าไปโค้ชต้องแจ้งกับโค้ชชี่เพื่อขออนุญาตทำการโค้ช (Permission) จากนั้นจึงเริ่มเข้าสู่การ ตั้งประเด็น (Placement), ถาม (Questioning) และ ทำให้เกิดความกระจ่าง (Clarifying)</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-4515" src="https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/the-dance-toward-insight-1200x833.png" alt="" width="1024" height="711" srcset="https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/the-dance-toward-insight-1200x833.png 1200w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/the-dance-toward-insight-600x417.png 600w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/the-dance-toward-insight-1024x711.png 1024w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/the-dance-toward-insight-768x533.png 768w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/the-dance-toward-insight-700x486.png 700w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/the-dance-toward-insight.png 2284w" sizes="auto, (max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><br />
ภาพจาก https://www.slideshare.net/KaushikSahaSrBusines/coaching-model-coach-for-performance</p>
<ol>
<li><strong>การขออนุญาต (Permission)</strong> : ทำเพื่อสร้างความไว้วางใจให้กับโค้ชชี่ ให้ทางเลือก แสดงความเคารพต่อกัน ขอเปิดโอกาสเข้าสู่ความคิด ซึ่งจะทำครั้งแรกครั้งเดียวก่อนจะโค้ช</li>
<li><strong>ตั้งประเด็น (Placement)</strong> : เป็นการเปิดประเด็นสนทนาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ ระบุผลลัพธ์ของการโค้ชที่จะเกิด หรือแจ้งวัตถุประสงค์ที่จะทำการโค้ช เวลาที่จะใช้โค้ช จะเกิดอะไรขึ้นบ้างระหว่างที่โค้ช</li>
<li><strong>ถาม (Questioning)</strong> : เป็นส่วนที่ผมคิดว่ายากมาก เพราะเป็นทักษะที่โค้ชต้องฝึก ซึ่งผมจะมีเขียนไว้หลังจากนี้ แต่สิ่งที่ต้องพึงระวังคือ มารยาทในการถาม ความเหมาะสมของคำถามที่เราจะใช้กับโค้ชชี่ ความเหมาะสมของกาลเทศะ ความมีสาระ และความกระชับชัดเจนทางภาษา</li>
<li><strong>ความกระจ่าง (Clarifying)</strong> : เป็นอีกส่วนที่ยากเช่นกัน เพราะโค้ชจะต้องทำความเข้าใจว่าสิ่งที่โค้ชชี่พูดมา มีอะไรอยู่เบื้องหลังคำพูดเหล่านั้น สามารถสรุปแก่นของสิ่งที่โค้ชชี่พูดได้ หรือสามารถสะท้อนกลับได้ (Reflect) ว่าความคิด ความรู้สึกของโค้ชชี่ ณ ตอนนั้น คืออะไร</li>
</ol>
<h2>โค้ชต้องฟังด้วยใจ (Empathy Listening)</h2>
<p>ทักษะแรกที่(ดูเหมือนจะ)ง่ายที่สุด ที่โค้ชพอจะเริ่มฝึกได้คือเรื่องของการฟัง นอกจากฟังด้วย 2 หู แล้ว ยังต้องมี 1 ใจ ที่เราต้องคอยฟังจากโค้ชชี่ตลอดเวลา ผ่านการสังเกต เช่น สายตาของเขา สีหน้า กิริยาท่าทาง ว่าสื่อถึงอะไร</p>
<p>อุปสรรคที่โค้ชมักจะเจอในตอนฟังโค้ชชี่คือ ความลำเอียง หรืออคติที่โค้ชมีกับโค้ชชี่, สถานที่ไม่เหมาะสม, อารมณ์ของโค้ช  โค้ชชี่ และสุดท้ายคือ สมาธิของโค้ช</p>
<p>นอกจากอุปสรรคดังกล่าวแล้ว ในฐานะของโค้ชเองต้องไม่แสดงพฤติกรรมดังนี้ด้วย เช่น แสร้งทำเป็นฟัง, พูดแทรก, วิเคราะห์หาที่ผิด, พาออกนอกเรื่อง, ชอบแย้ง ค้าน ขัด, เสนอแนะ เพราะจะกลายเป็นอุปสรรคในการฟังของโค้ช และการเล่าของโค้ชชี่ทันที</p>
<p>ผู้สอนจึงได้แนะนำ <strong>เทคนิคการฟังให้เข้าใจ 5 ข้อ</strong> คือ</p>
<ol>
<li><strong>ฟังด้วยหู</strong> &#8211; ต้องมีความสนใจ ตั้งใจ ใส่ใจฟัง เพื่อจับใจความประเด็นหลัก</li>
<li><strong>ฟังด้วยตัว</strong> &#8211; สังเกตภาษากาย แสดงให้คู่สนทนาเห็นว่าเราฟัง เช่น พยักหน้าตอบรับ ออกเสียงตอบรับ</li>
<li><strong>ฟังด้วยตา</strong> &#8211; คอยสบตากับผู้พูดอยู่เสมอ</li>
<li><strong>ฟังด้วยปาก</strong> &#8211; คอยถามเพื่อทบทวนความเข้าใจ หรือสรุปเพื่อให้ผู้พูดรู้ว่าเราเข้าใจถูกหรือไม่</li>
<li><strong>ฟังด้วยใจ</strong> &#8211; ฟังแบบไม่มีอคติ หรือความลำเอียงเข้ามาแทรก</li>
</ol>
<p>ทั้งนี้ เป้าหมายคือ นอกจากเราจะฟังสิ่งที่โค้ชชี่พูดแล้ว <strong>เราจะต้องฟังในสิ่งที่ &#8220;เขาไม่ได้พูด&#8221;</strong> ด้วย ซึ่งถ้าอ้างอิงจากรูปภูเขาน้ำแข็ง ก็คือส่วนที่อยู่ใต้น้ำ ยิ่งเราฟังแล้วสามารถสัมผัสได้ลึกเท่าไร ก็จะทำให้เข้าใจโค้ชชี่มากขึ้น</p>
<p>จุดนี้ทำให้ผมคิดถึงคลิปของอาจารย์วรภัทร์ ภู่เจริญ ชอบเตือนอยู่บ่อยๆ ว่าเราต้องอย่าด่วนตัดสินใคร อย่าด่วนพิพากษาใคร อย่าด่วนสรุปใคร ว่าเขาเป็นเช่นนั้น เช่นนี้ เพราะถ้าเราเผลอทำ เราจะมองเขาในแบบที่เราตัดสินทันที</p>
<h2>คำถามที่โค้ชควรถาม (Powerful Questioning)</h2>
<p>เป็นสิ่งที่โค้ชต้องพยายามฝึกมากๆพอกับการฟัง เพราะเป็นส่วนที่ทำให้ช่วยเราดึงประเด็นของโค้ชชี่ขึ้นมาได้ ซึ่งคำถามที่โค้ชควรใช้หลักๆจะมีดังนี้ คือ</p>
<ul>
<li><strong>เป็นคำถามที่สะท้อนมาจากการฟัง</strong> หยิบคำ ประโยค ของเขามาใช้ถาม
<ul>
<li>เช่น เท่าที่ฟังคุณให้ข้อมูลมา อยากให้ช่วยอธิบายความหมายของคำว่า ความยุติธรรม ในมุมมองของคุณ</li>
</ul>
</li>
<li><strong>เป็นคำถามที่กระตุ้นให้คิด เพื่อค้นพบ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง</strong>
<ul>
<li>เช่น สมมติว่าถ้ามีคนถามคุณว่า&#8230; คุณจะตอบคำถามนี้อย่างไร</li>
</ul>
</li>
<li><strong>เป็นคำถามปลายเปิด</strong>
<ul>
<li>เช่น คุณมีความรู้สึกอย่างไรกับการทำงานชิ้นนี้</li>
</ul>
</li>
<li><strong>ใช้คำถามที่จะพาโค้ชชี่ไปข้างหน้า เข้าหาเป้าหมาย</strong>
<ul>
<li>เช่น คุณคิดว่าปัจจัยของความสำเร็จในโครงการนี้คืออะไร</li>
</ul>
</li>
</ul>
<p>และที่ควรระวังในการใช้ตั้งคำถาม เช่น</p>
<ul>
<li><strong>ไม่ใช้คำถามว่า &#8220;ทำไม&#8221;</strong>
<ul>
<li>เช่น ทำไมงานที่ผ่านมาจึงล้มเหลว (ให้เปลี่ยนเป็น อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้งานครั้งที่ผ่านมาไม่ประสบผลสำเร็จ)</li>
</ul>
</li>
<li><strong>ไม่ใช้คำถามชี้นำ</strong>
<ul>
<li>เช่น เราก็ทำงานมาตั้งนาน ลองเก็บออมเงินไว้บ้างดีไหม</li>
</ul>
</li>
</ul>
<p>สิ่งที่โค้ชควรจะโฟกัสในการคำถามคือ ถามระดับวิสัยทัศน์ เพื่อเน้นให้เห็น ผลลัพธ์, ถามระดับการวางแผน เพื่อให้เห็น แผน และถามระดับรายละเอียดบ้าง เพื่อให้เห็นวิธีการ แต่จะไม่เน้นเจาะลึกนัก</p>
<p>ส่วนที่จะพยายามเลี่ยงเลยคือ การถามเจาะถึงปัญหา และอารมณ์</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-4516" src="https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/Powerful-question-1200x900.jpg" alt="" width="1024" height="768" srcset="https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/Powerful-question-1200x900.jpg 1200w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/Powerful-question-600x450.jpg 600w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/Powerful-question-1024x768.jpg 1024w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/Powerful-question-768x576.jpg 768w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/Powerful-question-700x525.jpg 700w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/Powerful-question.jpg 1500w" sizes="auto, (max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><br />
ภาพจาก Presentation ในการเรียน BE Positive Leader with Coaching and Mentoring</p>
<p>เช่น วัตถุประสงค์ของคุณคืออะไร, วิสัยทัศน์ของคุณคืออะไร, คุณวาดภาพผลลัพธ์ในความคิดของคุณไว้อย่างไร, คุณมีแผนอย่างไรที่จะบรรลุเป้าหมายเหล่านี้, คุณมีทางเลือกอะไรบ้างที่จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ เป็นต้น</p>
<p>หรือถ้าโค้ชชี่ยังหาเป้าหมายไม่เจอ ผู้สอนแนะนำให้ลองใช้หลัก SMART เพื่อให้โค้ชชี่ได้ตั้งเป้าหมายกับตัวเองดูก่อน</p>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-4517" src="https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/SMART_2-1200x374.png" alt="" width="1024" height="319" srcset="https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/SMART_2-1200x374.png 1200w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/SMART_2-600x187.png 600w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/SMART_2-1024x320.png 1024w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/SMART_2-768x240.png 768w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/SMART_2-700x218.png 700w" sizes="auto, (max-width: 1024px) 100vw, 1024px" />ภาพจาก https://www.1213.or.th/th/moneymgt/finplan/Pages/planningsteps.aspx</p>
<p>จากนั้นโค้ชจะเริ่มตั้งคำถาม โดยใช้หลัก <strong>6 GOAL Setting Questions</strong> ซึ่งจะเป็นชุดคำถาม 6 ข้อ คือ</p>
<ol>
<li>วันนี้คุณอยากพูดคุยเรื่องอะไรเป็นพิเศษ</li>
<li>เรื่องนั้นเป็นปัญหาอะไรสำหรับคุณในตอนนี้</li>
<li>ถ้าทุกอย่างเป็นไปได้ตามที่คุณต้องการ ภาพฝันจะเป็นแบบไหน (Visualize) แล้วคุณเห็นอะไร ได้ยินอะไร รู้สึกอย่างไรในภาพฝัน จะบอกกับตัวเองว่าอย่างไร และหากบอกกับคนอื่น จะบอกว่าอะไร แล้วเขาจะตอบกลับมาอย่างไร (Visualize ไปในอนาคตให้เห็นผลลัพธ์)</li>
<li>การได้สิ่งนั้นมาจะให้อะไรกับตัวคุณ / เรื่องนั้นสำคัญอย่างไรกับตัวคุณ</li>
<li>ในสิ่งที่คุณอยากให้เป็น มีอะไรขาดหายไปจากที่คุณเป็นอยู่ในตอนนี้ (Gap ระหว่างปัจจุบันกับเป้าหมายของเขา)</li>
<li>ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดที่คุณอยากเห็นจากการโค้ชครั้งนี้ (ผลลัพธ์จากการคุยกับโค้ช)</li>
</ol>
<h2>ขั้นตอนการโค้ช และ G.R.O.W+ Model</h2>
<p>ผู้สอนได้ให้รู้จักกับ G.R.O.W+ Model เพื่อใช้ในกระบวนการโค้ช ซึ่งจะคล้ายกับ G.R.O.W Model ที่เคยเห็นกันใน Internet แต่ได้เพิ่มเติมรายละเอียดไว้ได้เข้าใจเลยหละครับ โดยในทุกขั้นตอนจะใช้วงจรแห่งปัญญา หรือ Dance Toward Insight &#8211; PQC ในการกระทำแต่ละขั้นตอนเสมอ ใช้เทคนิคการ ฟัง ถาม และสะท้อนกลับ เพื่อให้บรรลุในแต่ละขั้น โดยในที่นี้ผู้สอนเองบอกว่า อาจจะกลับไปมาในแต่ละขั้นตอนได้ด้วย โดยไม่ต้องเรียงกัน</p>
<p>และสิ่งที่สำคัญ คือ จะต้องทำ Rapport คือสร้างความสัมพันธ์ ความไว้วางใจในการพูดคุย ความเข้าใจให้ตรงกัน ตลอดระยะเวลาที่ทำการโค้ชด้วย .. ฟังดูค่อนข้างยาก ต้องฝึกฝนมากพอสมควรเลยทีเดียว</p>
<p><strong>โดยมี 3 ขั้นตอน คือ</strong></p>
<ol>
<li><strong>ทำการ Pre Coaching Session</strong>
<ol>
<li>โค้ชจะอธิบายทำความเข้าใจกฎ กติกา ของการโค้ช หรือเทคนิคที่จะใช้ จะทำอะไร</li>
<li>Builing Rapport เพื่อสร้างสายสัมพันธ์ ทำความคุ้นเคย</li>
</ol>
</li>
<li><strong>โค้ชจะขออนุญาต เริ่มการโค้ช</strong>
<ol>
<li>แจ้งเวลาที่จะโค้ช</li>
</ol>
</li>
<li><strong>เริ่มกระบวนการตาม G.R.O.W+ Model</strong>
<ol>
<li><strong>G &#8211; Goal</strong> ค้นหาเป้าหมาย
<ol>
<li>เช่น เป้าหมายที่คุณต้องการคือเรื่องอะไร</li>
<li>เช่น ผลลัพธ์ที่ต้องการให้เกิด มีลักษณะอย่างไร</li>
<li>เช่น เป้าหมายนี้มีความสำคัญกับคุณในเรื่องอะไร</li>
</ol>
</li>
<li><strong>R &#8211; Reality</strong> ค้นหาความเป็นจริงในปัจจุบัน
<ol>
<li>เช่น ปัจจุบันเมื่อเทียบกับเป้าหมายแล้วเป็นอย่างไร</li>
<li>เช่น ถ้าเป้าหมายคือ 10 ปัจจุบันอยู่ที่คะแนนเท่าไร</li>
<li>เช่น ปัจจัยอะไรที่มีความสำคัญที่จะทำให้คุณบรรลุเป้าหมาย</li>
</ol>
</li>
<li><strong>O &#8211; Option</strong> ค้นหาทางเลือกที่มี
<ol>
<li>เช่น คุณมีทางเลือกที่เหมาะสมในการประสบความสำเร็จอะไรบ้าง</li>
<li>เช่น คุณมีแผนงาน หรือวิธีการในการบรรลุเป้าหมายอย่างไร</li>
</ol>
</li>
<li><strong>W &#8211; Will / Way Forward</strong> คนหาการตัดสินใจ ความมุ่งมั่นที่จะทำ
<ol>
<li>เช่น เพื่อบรรลุเป้าหมาย คุณตัดสินใจที่จะปฏิบัติในเรื่องอะไร</li>
<li>เช่น คุณช่วยสรุปสิ่งที่คุณจะไปลงมือปฏิบัติ</li>
<li>เช่น คุณมั่นใจในแนวทางนี้มากแค่ไหน</li>
<li>เช่น คุณรู้สึกอย่างไรกับการตัดสินใจในครั้งนี้</li>
</ol>
</li>
<li><strong>+ Plus</strong> ให้การสนับสนุน ให้กำลังใจ</li>
</ol>
</li>
</ol>
<p style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-4518" src="https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/Grow-plus-model-1200x900.jpg" alt="" width="1024" height="768" srcset="https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/Grow-plus-model-1200x900.jpg 1200w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/Grow-plus-model-600x450.jpg 600w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/Grow-plus-model-1024x768.jpg 1024w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/Grow-plus-model-768x576.jpg 768w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/Grow-plus-model-700x525.jpg 700w, https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/05/Grow-plus-model.jpg 1500w" sizes="auto, (max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><br />
ภาพจาก Presentation ในการเรียน BE Positive Leader with Coaching and Mentoring</p>
<p>ผู้สอนได้ให้เทคนิคเพิ่มเติมคือ ถ้าตอนที่เราถาม Will/Way Foreard ยังพบว่าพลังงานเขายังมีไม่มาก ความมุ่งมั่นไม่มากพอ เราควรต้องวนกลับไป Goal, Reality, Option ต่อไป ไม่ควรปล่อยเขาผ่านไป เพราะสิ่งนั้นอาจจะไม่สำเร็จ</p>
<p>และถ้าคำถามที่เราถาม เขาเกิดการฉุกคิดขึ้นมา เป็นไปได้ว่าเป็นคำถามที่ทรงพลัง (Powerful Question) แต่ถ้าเราถามปุ๊บ และเขาตอบปั๊บ แปลว่าเขาอาจจะคิดไว้อยู่แล้ว เขาจะเอาสมองส่วนความจำเข้ามาใช้ตอบเรา ซึ่งเขาจะไม่เกิดการพัฒนา</p>
<h2>5 สิ่งสูงสุดที่ไม่ควรทำในระหว่างการโค้ช เพราะจะลดความไว้วางใจ</h2>
<ul>
<li><strong>Closed Question</strong> &#8211; ใช้คำถามปลายปิด</li>
<li><strong>Offer Solution Question</strong> &#8211; ถามเพื่อนำเสนอทางออกตามความคิดของโค้ช</li>
<li><strong>Rambling Question</strong> &#8211; ยิงทีละหลายประโยค หลายคำถาม</li>
<li><strong>Leading Question</strong> &#8211; ถามโดยใช้ความรู้สึกของโค้ชเข้าตัดสินในเรื่องราวที่ได้ฟัง</li>
<li><strong>Neglecting to Interrupt</strong>  &#8211; ไม่กล้าตัดบท หากโค้ชชี่พูดออกนอกประเด็น หรือลงรายละเอียดมากเกินไป</li>
</ul>
<h2>ว่าด้วยเรื่องของการเป็นพี่เลี้ยง (Mentoring)</h2>
<p>เมื่ออ่านจากการโค้ชทั้งหมดแล้ว แลเเข้าใจแล้วว่าการโค้ชคืออะไร เราจะทำความเข้าใจของเรื่องการเป็นพี่เลี้ยงได้ไม่ยาก แต่ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนว่า ต่างกันอย่างไร ซึ่งสรุปได้สั้นๆคือ</p>
<blockquote><p><strong>การโค้ช คือการตั้งคำถาม การเป็นพี่เลี้ยง คือการสอน การบอก</strong></p></blockquote>
<p>โดยการจะเป็น Mentoring จะต้องมี 3E คือ</p>
<ol>
<li><strong>มีประสบการณ์ (Experience)</strong> &#8211; จะไปสอนเขาได้ ตัวเองต้องมีประสบการณ์เคยทำมาก่อน</li>
<li><strong>แลกเปลี่ยนได้ (Exchange)</strong> &#8211; สามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันได้ เพื่อเพิ่มพูนความรู้</li>
<li><strong>อธิบายได้ (Explain)</strong> &#8211; ต้องอธิบายเป็น เพื่อให้คนเรียนเข้าใจ</li>
</ol>
<p>และมีขั้นตอนการ Mentoring อยู่ 4 ขั้นตอน คือ</p>
<ol>
<li><strong>Explain</strong> &#8211; อธิบายได้ว่า จะทำอะไร เพื่ออะไร สำคัญอย่างไร</li>
<li><strong>I Do</strong> &#8211; ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง</li>
<li><strong>We Do</strong> &#8211; ทำไปพร้อมกัน, ช่วยเหลือให้ทำได้, มีคำชม</li>
<li><strong>You Do</strong> &#8211; ให้ผู้เรียนทำเอง โดยเขาจะต้องทำให้เราเห็นก่อน เราถึงจะปล่อยให้ทำเอง และเราต้องติดตามผลด้วย</li>
</ol>
<p>กุญแจสำคัญที่จะทำให้การ Mentoring สำเร็จมี 5 ข้อ คือ</p>
<ol>
<li><strong>Together</strong> &#8211; ไปด้วยกัน</li>
<li><strong>Real Situation</strong> &#8211; ให้ลองทำจริง พาไปเห็นของจริง</li>
<li><strong>Understand</strong> &#8211; เราต้องเข้าใจ และอธิบายให้เขาเข้าใจ</li>
<li><strong>Show</strong> &#8211; ทำให้เขาดู</li>
<li><strong>Time</strong> &#8211; ให้เวลาเขาในการเรียนรู้</li>
</ol>
<h1>สรุป</h1>
<p>จริงๆเนื้อหาแน่นมาก มีส่วนที่ทำกิจกรรม คำถาม คำตอบ และอธิบายเพิ่มนอกเหนือจาก Presentaion พอสมควร จากที่ได้เรียนมาสองวันเต็มๆ ส่วนนึงได้เทคนิคการโค้ชการเป็นพี่เลี้ยงไปใช้กับตัวเองด้วยก็จริง แต่อีกส่วนรู้สึกเหมือนตัวเองย้อนกลับมาโค้ชตัวเองด้วย เช่นการตั้งคำถาม กระบวนการคิด เพื่อให้สิ่งที่ตนเองอยากทำ และทำอย่างไรให้สำเร็จ</p>
<p>ได้มาสองเรื่องนี้ก็คุ้มค่าสำหรับผมมากแล้วครับ ต้องขอบคุณผู้สอน โค้ชพี่บี โค้ชพี่โจ้ ด้วย ณ ที่นี่</p>
<p>แต่ผมยังเขียนสรุปไม่หมดนะครับ เนื่องจากมันยาวมาก ขอไปต่อตอนที่ 2 ในโพสต์ถัดไป เป็นเรื่องของ การเป็นผู้นำที่ดี โดยโค้ชพี่หมี</p>
<p>&#8212;</p>
<p>Reference</p>
<ul>
<li>ข้อมูลและภาพไสลด์จาก Presentation ในการเรียน BE Positive Leader with Coaching and Mentoring</li>
<li>รูปปก &#8211; https://celestialsdc.com/courses/events/coaching-and-mentoring/</li>
</ul>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://myifew.com/4502/be-positive-leader-with-coaching-and-mentoring/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
