<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Long-running Agents &#8211; Few Steps &#8211; ก้าวสั้นๆ แต่ไปเรื่อยๆ</title>
	<atom:link href="https://myifew.com/tag/long-running-agents/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://myifew.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Wed, 08 Jul 2026 17:16:57 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0.4</generator>

<image>
	<url>https://myifew.com/wp-content/uploads/2018/07/cropped-logo6-ts-32x32.png</url>
	<title>Long-running Agents &#8211; Few Steps &#8211; ก้าวสั้นๆ แต่ไปเรื่อยๆ</title>
	<link>https://myifew.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>Harness Design: ทำ AI Agent ให้ทำงานยาวๆ ได้โดยไม่ต้องมีคนเฝ้าตลอดเวลา</title>
		<link>https://myifew.com/7778/harness-design-by-anthopic/</link>
					<comments>https://myifew.com/7778/harness-design-by-anthopic/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[iFew]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 08 Jul 2026 17:16:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Technology]]></category>
		<category><![CDATA[AI Agent]]></category>
		<category><![CDATA[Anthropic]]></category>
		<category><![CDATA[Claude]]></category>
		<category><![CDATA[Harness Design]]></category>
		<category><![CDATA[Long-running Agents]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://myifew.com/?p=7778</guid>

					<description><![CDATA[ผมไปเจอบทความของ Anthropic เรื่อง harness design สำหรับ long-running application development ซึ่งตรงกับสิ่งที่กำลังทดลองอยู่ เลยเอามาเล่าในมุมที่นำไปพัฒนาต่อได้จริง]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ไปเจอบทความของ Anthropic เรื่อง <a href="https://www.anthropic.com/engineering/harness-design-long-running-apps" target="_blank" rel="noopener">Harness design for long-running application development</a> แล้วรู้สึกว่าน่าสนใจมาก เพราะเขาพูดถึงการออกแบบ <strong>harness</strong> สำหรับให้ AI Agent ทำงานยาวๆ จนได้ของออกมา โดยไม่ต้องมีมนุษย์คอยเข้ามาเกี่ยวข้องตลอดเวลา</p>



<p class="wp-block-paragraph">เรื่องนี้ตรงกับสิ่งที่ผมเองก็กำลังทดลองและพัฒนาอยู่เหมือนกัน โจทย์คือจะทำยังไงให้ Agent ไม่ได้เป็นแค่ผู้ช่วยตอบคำถาม หรือช่วยเขียนโค้ดเป็นรอบๆ แต่สามารถรับโจทย์ยาวๆ วางแผน ทำงาน ตรวจงาน ส่งต่องาน และค่อยๆ ปรับปรุงผลลัพธ์ได้เองมากขึ้น (ยุคนี้เรียกว่า Loop Engineering)</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผมเลยอยากเอาบทความนี้มาเล่าในมุมที่นำไปต่อยอดได้จริง โดยเฉพาะสำหรับคนที่กำลังสนใจเรื่อง AI Agent, coding agent, workflow automation หรือระบบที่ให้ AI ทำงานต่อเนื่องแทนการ prompt ทีละครั้ง</p>



<span id="more-7778"></span>



<p class="wp-block-paragraph"><em>หมายเหตุ: บทความนี้ฟิวส์กับเอเจ้นชมพู ได้เรียบเรียงและต่อยอดจากบทความต้นฉบับของ Anthropic Engineering เรื่อง <a href="https://www.anthropic.com/engineering/harness-design-long-running-apps" target="_blank" rel="noopener">Harness design for long-running application development</a> เขียนโดย Prithvi Rajasekaran</em></p>



<h2 class="wp-block-heading">Harness คืออะไรในบริบทของ AI Agent</h2>



<p class="wp-block-paragraph">ถ้าแปลแบบง่ายๆ harness คือชุดเครื่องมือที่หุ้ม AI Agent อีกทีเพื่อให้มันทำงานได้เป็นระบบ ไม่ใช่แค่โยน prompt ให้ model แล้วหวังว่ามันจะทำทุกอย่างถูกต้องเอง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ซึ่งในโลกของการเขียนโปรแกรม เรามักคุ้นกับ test harness หรือ automation harness อยู่แล้ว คือชุดเครื่องมือที่ช่วยรัน ทดสอบ ตรวจผล และคุมการทำงานบางอย่างให้เป็นระบบ พอมาอยู่ในโลกของ AI Agent แนวคิดก็คล้ายกัน แต่ขยายใหญ่กว่าเดิม</p>



<p class="wp-block-paragraph">Harness ของ AI Agent อาจรวมหลายอย่าง เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>วิธีแตกงานใหญ่ให้เล็กลง</li>



<li>วิธีให้ agent วางแผนก่อนลงมือทำ</li>



<li>วิธีเก็บ state ของงานไว้นอก context window</li>



<li>วิธีส่งต่องานระหว่าง agent หรือ session</li>



<li>วิธีตรวจคุณภาพของงานที่ทำเสร็จ</li>



<li>วิธีบังคับให้ agent แก้ไขงานตาม feedback</li>



<li>วิธีหยุดงานเมื่อถึงเงื่อนไขบางอย่าง</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">พูดอีกแบบคือ ถ้า model คือสมอง harness ก็คือระบบการทำงานรอบสมองนั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">และผมคิดว่านี่แหละคือประเด็นสำคัญมาก เพราะช่วงแรกๆ เรามักคิดกันว่า AI จะเก่งขึ้นเพราะ model ฉลาดขึ้นอย่างเดียว แต่พอเริ่มใช้งานจริงจะเห็นว่า model ที่เก่งมากๆ ถ้าไม่มีระบบคุมงานที่ดี ก็ยังหลุด ยังลืม ยังทำงานซ้ำ ยังประเมินตัวเองผิด และยังจบงานแบบไม่ครบได้เหมือนกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">จริงๆ ลองทดสอบได้ง่ายๆ ครับ ถ้าเอา prompt ใส่ใน Claude Web ตั้งโมเดลเป็น Opus 4.8 กับใส่ในระบบแชตแจกฟรีเช่น Langflow โดยต่อโมเดล Opus 4.8 ผ่าน Claude API, คำตอบที่ได้ออกมาจะไม่เหมือนกัน แม้ว่าใช้สมอง Opus 4.8 เหมือนกัน (เรื่องนี้ 9arm ก็มีเล่าให้ฟังตอนทำ 9arm AI Passport)</p>



<h2 class="wp-block-heading">ปัญหาของ Agent ที่ให้ทำงานยาวๆ</h2>



<p class="wp-block-paragraph">บทความนี้เริ่มจากโจทย์ที่ Anthropic ทดลองอยู่ 2 เรื่อง คือทำให้ Claude สร้าง frontend design ที่มีคุณภาพสูงขึ้น และทำให้ Claude สร้าง application เต็มรูปแบบได้โดยไม่ต้องมีมนุษย์เข้าไปช่วยระหว่างทาง</p>



<p class="wp-block-paragraph">สองงานนี้ดูเหมือนคนละเรื่อง งานแรกเป็นเรื่องรสนิยมและความสวยงาม งานหลังเป็นเรื่องซอฟต์แวร์ที่ใช้งานได้จริง แต่ทั้งคู่มีปัญหาร่วมกันอย่างหนึ่ง คือถ้าให้ AI ทำงานยาวๆ แบบ naive เกินไป คุณภาพจะเริ่มแกว่ง</p>



<h3 class="wp-block-heading">1. Context เต็มแล้วเริ่มหลุด</h3>



<p class="wp-block-paragraph">งานที่ยาวหลายชั่วโมงจะมีข้อมูลสะสมเยอะมาก ตั้งแต่ requirement, decision, bug, code, test result, feedback ไปจนถึงสิ่งที่ลองแล้วไม่เวิร์ก ถ้าทุกอย่างถูกกองอยู่ใน context window เดียว สุดท้าย agent จะเริ่มจับประเด็นไม่ครบ</p>



<p class="wp-block-paragraph">Anthropic ยังพูดถึงอาการที่น่าสนใจชื่อว่า <strong>context anxiety</strong> คือ model เริ่มเหมือนรู้ตัวว่าบริบทใกล้เต็ม แล้วพยายามรีบ wrap up งานก่อนเวลา ทั้งที่งานจริงยังไม่เสร็จดี</p>



<p class="wp-block-paragraph">ปัญหานี้ผมว่าคนที่ใช้ coding agent น่าจะเจอบ่อย บางทีมันทำงานดีมาตลอด แต่พอท้ายๆ เริ่มสรุปเองว่าทุกอย่างเรียบร้อย ทั้งที่ test ยังไม่ครบ หรือยังมี TODO ค้างอยู่</p>



<h3 class="wp-block-heading">2. Agent มักตรวจงานตัวเองใจดีเกินไป</h3>



<p class="wp-block-paragraph">อีกปัญหาหนึ่งที่ตรงมากคือ self-evaluation</p>



<p class="wp-block-paragraph">เวลาถาม agent ว่างานที่ตัวเองทำดีไหม มันมักตอบว่าดี ใช้ได้ พร้อมแล้ว หรือใกล้เสร็จแล้ว ทั้งที่ถ้ามนุษย์ลองใช้งานจริงอาจเห็นเลยว่ามีหลายจุดยังไม่ดีพอ</p>



<p class="wp-block-paragraph">งาน coding ยังพอมี test ช่วยจับได้บ้าง แต่งานอย่าง design, UX, product completeness หรือบทความนี่ตรวจยากกว่าเยอะ เพราะไม่มีคำตอบแบบ pass/fail ชัดเจน</p>



<p class="wp-block-paragraph">Anthropic เลยใช้แนวทางแยก agent ที่สร้างงาน ออกจาก agent ที่ตรวจงาน ซึ่งผมคิดว่าเป็น pattern ที่ควรใช้จริงในระบบ agent ที่ต้องการคุณภาพ</p>



<h2 class="wp-block-heading">แนวคิดหลัก: Planner, Generator, Evaluator</h2>



<p class="wp-block-paragraph">โครงสร้างที่บทความนี้พูดถึงคือการแบ่ง agent ออกเป็น 3 บทบาทหลัก</p>



<figure class="wp-block-table"><table><thead><tr><th>บทบาท</th><th>หน้าที่</th></tr></thead><tbody><tr><td><strong>Planner</strong></td><td>รับโจทย์สั้นๆ แล้วขยายเป็น product spec, plan, task list หรือแนวทางการทำงาน</td></tr><tr><td><strong>Generator</strong></td><td>ลงมือสร้าง feature, เขียนโค้ด หรือผลิต output ตามแผน</td></tr><tr><td><strong>Evaluator</strong></td><td>ตรวจงาน ทดลองใช้งาน ให้ feedback และบอกว่างานผ่านเกณฑ์หรือยัง</td></tr></tbody></table></figure>



<p class="wp-block-paragraph">ถ้ามองในเชิงทีมซอฟต์แวร์ มันก็คล้ายๆ การแยก role ในทีมจริง</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>Planner ทำหน้าที่คล้าย product/tech lead</li>



<li>Generator ทำหน้าที่คล้าย developer</li>



<li>Evaluator ทำหน้าที่คล้าย QA, reviewer และ product tester</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อดีคือเราไม่ต้องหวังให้ agent ตัวเดียวทำทุกอย่างเก่งหมด เพราะในความเป็นจริง มนุษย์เองก็ยังไม่ค่อยทำงานแบบนั้น เรามีคนคิด คนทำ คนตรวจ และ feedback loop ที่ทำให้งานดีขึ้น</p>



<h2 class="wp-block-heading">ทำเรื่อง subjective ให้ตรวจได้</h2>



<p class="wp-block-paragraph">ส่วนที่ผมชอบมากในบทความคือการทดลองกับ frontend design เพราะ design เป็นเรื่องที่วัดยาก</p>



<p class="wp-block-paragraph">Anthropic พบว่า Claude มักสร้าง UI ที่ technically ใช้งานได้ แต่ดู generic มาก เช่น layout ปลอดภัย card เยอะๆ gradient เดิมๆ หรือหน้าตาที่ดูเหมือน AI สร้างแบบไม่มี character</p>



<p class="wp-block-paragraph">เขาเลยสร้าง evaluator ที่มี criteria ชัดเจน เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>Design quality</strong> งานดูเป็นภาพรวมเดียวกันไหม</li>



<li><strong>Originality</strong> มีความคิดสร้างสรรค์จริงไหม หรือเป็น template</li>



<li><strong>Craft</strong> typography, spacing, contrast, color harmony ดีไหม</li>



<li><strong>Functionality</strong> ผู้ใช้เข้าใจและใช้งานได้จริงไหม</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">จุดสำคัญคือเขาไม่ได้ถามกว้างๆ ว่า “สวยไหม” แต่แตกคำว่าสวยให้กลายเป็น rubric ที่ตรวจได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผมว่านี่เอาไปใช้กับงานอื่นได้เยอะมาก เช่นบทความดีไหม requirement ชัดไหม dashboard ใช้งานง่ายไหม หรือแม้แต่ระบบ automation ที่ agent สร้างขึ้นมามี failure mode อะไรบ้าง ถ้าเราไม่มี rubric evaluator ก็จะตอบกว้างๆ และหลุดง่าย</p>



<h2 class="wp-block-heading">Context Reset ไม่ใช่แค่ล้างแชท แต่ต้องมี Handoff</h2>



<p class="wp-block-paragraph">อีกเรื่องที่สำคัญมากคือ structured handoff</p>



<p class="wp-block-paragraph">ถ้า agent ทำงานยาวจนต้องเริ่ม session ใหม่ หรือให้ agent ตัวใหม่มารับช่วงต่อ เราไม่ควรส่งต่อด้วย chat history ยาวๆ อย่างเดียว แต่ควรมี artifact ที่สรุปสถานะงานอย่างเป็นระบบ</p>



<p class="wp-block-paragraph">handoff ที่ดีควรบอกอย่างน้อยว่า</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เป้าหมายของงานคืออะไร</li>



<li>ทำอะไรเสร็จแล้ว</li>



<li>ไฟล์ไหนถูกแก้</li>



<li>คำสั่งไหนรันแล้ว</li>



<li>ผลลัพธ์จริงคืออะไร</li>



<li>ยังเหลือปัญหาอะไร</li>



<li>next step คืออะไร</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ถ้าเป็นงาน coding ก็ควรมี test result, git diff, known issue และคำอธิบาย decision ที่สำคัญด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในมุมผม นี่คือจุดที่ทำให้ agent system เริ่มจริงจังขึ้นมาก เพราะเราเริ่มย้าย source of truth จาก “บทสนทนา” ไปอยู่ใน “artifact” ที่อ่านซ้ำได้ ตรวจได้ และส่งต่อได้</p>



<h2 class="wp-block-heading">Sprint Contract: ก่อนทำ ต้องรู้ก่อนว่า Done คืออะไร</h2>



<p class="wp-block-paragraph">อีกไอเดียที่น่าสนใจคือก่อนแต่ละ sprint ให้ Generator และ Evaluator ตกลงกันก่อนว่า sprint นี้จะทำอะไร และจะตรวจยังไงถึงเรียกว่าสำเร็จ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผมมองว่านี่คือ acceptance criteria สำหรับ agent โดยเฉพาะ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ถ้าให้ agent “สร้างระบบ task management” เฉยๆ มันอาจทำหน้าจอสวย แต่ข้อมูลไม่ persist หรือ filter ใช้ไม่ได้ แต่ถ้ามี sprint contract เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>สร้าง task ได้</li>



<li>แก้สถานะ task ได้</li>



<li>filter ตาม status ได้</li>



<li>refresh แล้วข้อมูลยังอยู่</li>



<li>Evaluator ต้องทดสอบผ่าน browser จริง</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">แบบนี้งานจะตรวจได้ชัดขึ้นมาก และลดโอกาสที่ agent จะทำ feature แบบดูเหมือนเสร็จ แต่ใช้งานจริงไม่ได้</p>



<h2 class="wp-block-heading">ผลลัพธ์ที่ Anthropic เจอ</h2>



<p class="wp-block-paragraph">บทความยกตัวอย่างให้ Claude สร้าง 2D retro game maker แล้วเทียบระหว่าง solo agent กับ full harness</p>



<figure class="wp-block-table"><table><thead><tr><th>วิธี</th><th>เวลา</th><th>ต้นทุน</th></tr></thead><tbody><tr><td>Solo agent</td><td>ประมาณ 20 นาที</td><td>ประมาณ $9</td></tr><tr><td>Full harness</td><td>ประมาณ 6 ชั่วโมง</td><td>ประมาณ $200</td></tr></tbody></table></figure>



<p class="wp-block-paragraph">full harness แพงกว่ามาก แต่คุณภาพต่างกันชัดเจน solo agent ทำหน้าตาได้บางส่วน แต่เกมเล่นจริงไม่ได้ดีนัก ส่วน full harness ทำ feature ได้ลึกกว่า polished กว่า และ play mode ใช้งานได้จริงกว่า</p>



<p class="wp-block-paragraph">นี่เป็น trade-off ที่ต้องจำไว้ ไม่ใช่ว่าเราควรใช้ harness หนักๆ กับทุกงาน เพราะบางงาน single agent ก็พอ แต่ถ้างานสำคัญ งานซับซ้อน หรืองานที่ต้องการคุณภาพสูงมาก harness แบบนี้อาจคุ้ม</p>



<h2 class="wp-block-heading">เมื่อ Model เก่งขึ้น Harness ก็ต้องเปลี่ยน</h2>



<p class="wp-block-paragraph">อีกประเด็นที่ผมชอบคือ Anthropic บอกว่าเมื่อ model รุ่นใหม่เก่งขึ้น บางส่วนของ harness ที่เคยจำเป็นอาจไม่จำเป็นอีกต่อไป</p>



<p class="wp-block-paragraph">นี่เป็นความจริงที่สำคัญมาก ทุก component ใน harness คือสมมติฐานบางอย่างว่า model ยังทำเองได้ไม่ดีพอ เช่น ยังวางแผนไม่ดีพอ ยัง review ตัวเองไม่ดีพอ ยังทำงานยาวไม่ได้พอ หรือยังต้องแตกงานเป็น sprint เล็กๆ</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่เมื่อ model ดีขึ้น สมมติฐานเหล่านี้อาจหมดอายุ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้น harness ที่ดีไม่ควรเป็น pipeline แข็งๆ แต่ควรเป็นระบบที่ปรับได้ เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>เปิดหรือปิด planner ได้</li>



<li>เลือก evaluator แบบเบาหรือหนักได้</li>



<li>ปรับจำนวนรอบ iteration ได้</li>



<li>เลือกใช้ context reset หรือ compaction ได้</li>



<li>ถอด component ที่ไม่ load-bearing ออกได้</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ผมคิดว่านี่คือแนวคิดที่ดีมากสำหรับคนทำ agent platform เพราะเราไม่ได้ออกแบบระบบเพื่อ model รุ่นเดียว แต่ต้องออกแบบให้ evolve ตาม model ได้</p>



<h2 class="wp-block-heading">ถ้าจะเอามาพัฒนาต่อ ผมจะเริ่มจากอะไร</h2>



<p class="wp-block-paragraph">ถ้าเอาแนวคิดนี้มาใช้กับระบบ agent ที่ผมกำลังทำอยู่ ผมคิดว่าสิ่งที่ควรเริ่มมีคือ 5 เรื่องนี้</p>



<h3 class="wp-block-heading">1. Artifact-first workflow</h3>



<p class="wp-block-paragraph">อย่าให้ chat เป็นที่เก็บ state หลักของงาน แต่ให้ agent ทำงานผ่านไฟล์หรือ object ที่ชัดเจน เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><code>SPEC.md</code></li>



<li><code>PLAN.md</code></li>



<li><code>TASKS.md</code></li>



<li><code>STATE.md</code></li>



<li><code>EVAL.md</code></li>



<li><code>HANDOFF.md</code></li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ไฟล์เหล่านี้ทำให้ agent ตัวถัดไปอ่านต่อได้ และมนุษย์ก็ตรวจได้ด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ซึ่งหากใครใช้ skill พวกทำ Spec Driven มันจะสร้างเอกสาร spec/plan/adr ให้อัตโนมัติ คอนเซ็ปประมาณนี้เลย</p>



<h3 class="wp-block-heading">2. Maker กับ Checker ต้องแยกกัน</h3>



<p class="wp-block-paragraph">งานสำคัญไม่ควรให้ agent ตัวเดียวสร้างและรับรองงานตัวเอง ควรมี reviewer หรือ evaluator แยกออกมาเสมอ โดยเฉพาะงานที่ต้อง publish, deploy หรือกระทบข้อมูลจริง</p>



<h3 class="wp-block-heading">3. Evaluator ต้องมี Rubric</h3>



<p class="wp-block-paragraph">rubric คือชุดเกณฑ์การให้คะแนน หรือเครื่องมือประเมินผลที่อธิบายระดับคุณภาพของชิ้นงาน </p>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้น Evaluator ที่ไม่มี rubric จะตรวจแบบลอยๆ และมักใจดีเกินไป rubric ที่ดีควรบอกว่าอะไรคือ pass, อะไรคือ fail, ต้องลอง edge case ไหน และอะไรที่ห้ามมองข้าม</p>



<h3 class="wp-block-heading">4. Context Reset ต้องเป็น Feature ไม่ใช่ปล่อยให้แก้ตอนเต็ม</h3>



<p class="wp-block-paragraph">ถ้างานยาวพอ เราควรออกแบบไว้เลยว่า agent จะ reset ตอนไหน ส่งต่ออะไร และ agent ตัวใหม่ต้องอ่านอะไรบ้าง ไม่ใช่รอให้ context เต็มแล้วค่อยหาทางรอด</p>



<h3 class="wp-block-heading">5. ต้องมี Stop Condition</h3>



<p class="wp-block-paragraph">Agent ที่ทำงานเองได้ต้องรู้ด้วยว่าเมื่อไรควรหยุด ถ้าไม่มี stop condition มันอาจวนแก้ไปเรื่อยๆ ใช้ token ใช้เวลา แต่คุณภาพไม่ได้ดีขึ้นตามสัดส่วน</p>



<h2 class="wp-block-heading">ข้อควรระวัง</h2>



<p class="wp-block-paragraph">แนวทางนี้น่าสนใจมาก แต่ก็มีข้อควรระวังเยอะเหมือนกัน</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>Cost สูงขึ้น</strong> เพราะใช้หลาย agent ทำงานหลายรอบ และต้องมี evaluation loop</li>



<li><strong>สร้างงานได้ช้าขึ้น</strong> เพราะงานบางอย่างต้องรอ browser test, QA หรือ iteration</li>



<li><strong>ซับซ้อนขึ้น</strong> เพราะต้องดูแล state, artifact, prompt, rubric และ orchestration</li>



<li><strong>Evaluator ก็พลาดได้</strong> ถ้า rubric ไม่ดีหรือทดสอบไม่ลึกพอ</li>



<li><strong>Handoff ที่ไม่ดีอันตรายมาก</strong> เพราะ agent รุ่นถัดไปอาจสานต่อจากข้อมูลผิด</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้นผมคิดว่าควรใช้ harness หนักๆ เฉพาะงานที่คุ้มจริง เช่นงานที่มีผลลัพธ์สำคัญ งานที่ต้องใช้ซ้ำ หรืองานที่ถ้าพลาดแล้วเสียเวลามาก</p>



<h2 class="wp-block-heading">สรุป</h2>



<p class="wp-block-paragraph">บทความนี้ทำให้ผมยิ่งเชื่อว่าอนาคตของ AI Agent ไม่ได้อยู่ที่ prompt อย่างเดียว แต่อยู่ที่การออกแบบ harness รอบๆ model ให้ดีพอ</p>



<p class="wp-block-paragraph">Agent ที่ทำงานยาวได้จริงต้องมี plan ต้องมี state ต้องมี handoff ต้องมี evaluator ต้องมี rubric และต้องมีวิธีรู้ว่าเมื่อไรควรทำต่อหรือหยุด</p>



<p class="wp-block-paragraph">ถ้าทำได้ดี เราจะเริ่มเปลี่ยนจากการใช้ AI เป็นผู้ช่วยทีละคำสั่ง ไปสู่การมี AI operator ที่รับโจทย์ซับซ้อน ทำงานต่อเนื่อง ตรวจตัวเอง ส่งต่องาน และปรับปรุงผลลัพธ์ได้มากขึ้นเรื่อยๆ</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับผม นี่เป็นทิศทางที่น่าทดลองมาก และน่าจะเป็นแกนสำคัญของระบบ agent รุ่นถัดไปที่ไม่ได้แค่ “ตอบเก่ง” แต่ “ทำงานเป็นระบบ” ได้จริง</p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://myifew.com/7778/harness-design-by-anthopic/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
