ผาสองฤดู ไม่มาเห็นเองก็คงไม่เชื่อ

page

บอกตามตรงว่าไม่เคยได้ยินชื่อ “ผาแง่ม” หรือ “ผาสองฤดู” มาก่อน แต่ว่างพอดีก็เลยลงทริปไปเดินที่นี่สักครั้ง
อยู่ใกล้กับ ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) ที่หลายๆคนชอบไปดู ดอกซากุระ กันที่นั่น

เส้นทางที่ไปศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) ค่อนข้างคดเคี้ยว และถนนเล็ก
ยิ่งตอนผมไปกำลังทำถนนพอดี หากธาตุไม่แข็งก็อาจมีปล่อยอาหารเช้าที่ข้างถนนได้

จัดแจงสัมภาระส่วนตัวเสร็จ ก็เดินทางต่อไปจุดเริ่มต้นเดินกันเลย

10849742_10154959973880644_3403962335262691989_n

 

ณ จุดเริ่มต้น เป็นแปลงปลูกดอกไม้และสตอเบอรี่ อยู่ไม่ไกลจากศูนย์เกษตรมากนัก

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ตอนเช้ามองขึ้นไปยอดดอยไม่เห็นอะไรเลย เจอแต่หมอก แต่ดูจากระยะแล้ว ไม่สูง แต่ชันแน่ๆ

10172675_10154951972970644_8351789387695523009_n

 

เป็นไปตามคาด เส้นทางไม่มีราบเลย ชันอย่างเดียว น่าจะประมาณ 30-45องศา

OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ประเมินง่ายๆ ระยะทาง 2.7กิโลเมตร แต่ไต่ระดับความสูงจาก 1,500 ไป 2,100 เมตร ก็หนักหนาพอตัว

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

เป็นป่าดิบที่ไม่ร้อนครับ สบายๆ ต้นไม้ร่มไม้เยอะ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

แต่ยังดีที่ระยะไม่ไกล อดทนอึดใจเดียวก็จะโผล่สันเขา เป็นทางราบให้ได้พักเท้าแป๊บหนึ่ง
แล้วก็อดทนไต่ชันอีกสักนิด เพื่อไปถึงจุดกางเต็นท์

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

เมื่อไต่บนสันเขา หมอกลงแทบไม่เห็นอะไรเลย แม้แต่ยอดไม้ที่ห่างกันไม่กี่เมตร

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

พอเดินสูงมาอีกหน่อยก็เริ่มพ้นหมอก ฟ้าใสสวยงาม

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

ที่จุดกางเต็นท์ เป็นสันเขาไม่กว้างมาก มีต้นไม้ใหญ่ต้นเดียว และมีปาดหน้าดินเพื่อกางเต็นท์ไว้ให้ 5-6 หลัง (Update 14 Dec 2015 – ปัจจุบันจุดตั้งแคมป์ได้ย้ายจากจุดนี้แล้ว ถ้าเดินจากพื้นขึ้นมา จะใกล้กว่า แต่ก็ทำให้ตอนขึ้นยอดต้องเดินไกลกว่าเดิม)
ตรงนี้เอง ก็แทบจะเป็นสองฤดูแล้ว เพราะด้านหนึ่งเป็นหมอก(ด้านที่เรามา) อีกด้านฟ้าใส(ด้านทิวเขาดอยอินทนนท์)

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

และเมื่อมองไปด้านหน้าของเราก็จะเห็นวิวยอดดอยแบวีถูกปรกคลุมด้วยหมอกครึ่งซีก แบ่งเป็นสองฤดูอย่างชัดเจน

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

จากที่สังเกตและฟังจากพี่ในทีมเล่า หมอกไหลจากด้านซ้ายไปขวา แต่เมื่อพ้นยอดดอย จะมีลมตีกลับ
จึงทำให้หมอกอยู่ได้แค่ฝั่งซ้ายฝั่งเดียวเท่านั้น unseen มากๆ สมคำล่ำลือครับ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

เราขึ้นไปรอดูพระอาทิตย์ตกดินกันตั้งแต่ 4 โมงเย็น อากาศเริ่มหนาวขึ้นสวนทางกับดวงอาทิตย์ที่เริ่มคล้อยหายไป
ตอนแรกผมคิดว่าหมอกเยอะจนไม่น่าได้เห็นอะไร แต่เปล่าเลยครับ ฟ้าเวลานั้นสีทองอร่าม ทำมุมกับยอดดอยอินทนนท์สวยมากๆ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

เมื่อแสงทองของอาทิตย์สาดมาทางด้านขวา มีไอหมอกที่พยายามลอยมาจากทางด้านซ้าย พื้นหลังเป็นยอดดอยอินทนนท์สูงใหญ่
มันช่างเป็นบรรยากาศที่วิเศษมากๆ ภูมิประเทศแบบนี้คงมีไม่มาก หรืออาจจะที่เดียวในไทยเท่านั้นก็เป็นได้

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

บนยอดดอยแบวีจะมีพระธาตุขุนวางให้เราได้กราบไว้กัน ว่ากันว่าศักดิ์สิทธิ์ ขอพรได้สมใจ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

และจากยอดสามารถเดินต่อไปได้อีกหน่อย เป็นสันคมมีดค่อนข้างหวาดเสียว
แต่เป็นมุมที่ผมคิดว่าถ่ายรูปได้สวยสุดๆ เพราะทั้งน่าหวาดเสียวและเห็นสองฤดูด้วย
(แสงช่วงเย็นจะเหมาะสมมาก มันช่างเหมาะกับการถ่ายทำ Profile Picture มาก ฮ่าๆๆ)

PC130312

 

และก็โชคดีต่อที่สอง ในค่ำคืนนั้นฟ้าใส และมืดสนิท ทั้งๆที่ไม่ใช่คืนเดือนมืด
ประกอบกับตรงกับวันที่มีฝนดาวตกพอดี เลยตั้งกล้องถ่ายทางช้างเผือกกัน ติดฝนดาวตกมาดวงหนึ่งแน่ะ

PC130421

 

คืนนั้นอากาศเย็นมาก แต่ไม่ถึงกับหนาว และไม่มีลม เราวัดกันได้ประมาณ 12องศา ช่างเหมาะกับนั่งปาร์ตี้และดูดาวสุดๆ
แต่ถ้าช่วงไหนมีลมวูบเข้ามา ก็สั่นสะท้านเหมือนกันครับ น้ำค้างลงจัดมาก หากใครจะไปก็เตรียมเต็นท์ดีๆ นะครับ

คืนนี้ ชม ชิม ชิล เพลินมากกว่าจะได้นอนก็ทนหนาวเกือบ 5 ทุ่ม
แต่ต้องยอมครับ โอกาสและบรรยากาศลงตัวแบบนี้ หาไม่ได้ง่ายๆ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

เช้ารุ่งขึ้นพบว่าตัวเองตื่นสายมาก 6.15 น.! เปิดเต็นท์มาทุกคนหายไปหมดแล้ว
เลยต้องรีบแต่งตัวเตรียมกล้องวิ่งขึ้นอดยแบวีเดี๋ยวนั้นเลย

ระหว่างเดินขึ้นก็เห็นเส้นขอบฟ้าสีเหลืองตลอดทาง ลุ้นอย่างเดียวว่าไปให้ทันเห็นก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

พอไปถึงยอด พบทุกคนยืนมองแบบงงๆ ว่าเอ็งมาด้วยเหรอ
แต่โครตดีใจ มาทันพอดี พระอาทิตย์กำลังจะขึ้น ตอนนี้เลยกดชัตเตอร์รัวๆ ไม่สนใจอะไรแล้ว

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

บรรยากาศสวยมากๆครับ แต่แอบรู้สึกว่าช่วงอาทิตย์ตกของเมื่อวาน สวยกว่านี้มากๆ
แต่ก็คนละอารมณ์ เพราะมันขึ้นคนละฝั่งผากัน เลยได้เห็นอะไรที่เมื่อวานไม่เห็น เช่นหมู่บ้าน

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

พวกเราอยู่กันไม่นานมาก พอพระอาทิตย์โผล่ขึ้นมาเต็มฟ้า ก็เดินลงยอดแบวีไปกินข้าวเช้ากัน

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 

ระหว่างทางลงจากดอยแบวี เห็นเขาเชียงดาวด้วย! ไม่น่าเชื่อ เพราะมันไกลมาก อยู่คนละฝั่งเชียงใหม่เลย

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

สรุปการเดินทาง

เป็นยอดที่ผมคาดว่าจะบูมต่อจากช้างเผือก และม่อนจอง
ขึ้นง่าย ลงง่าย แม้จะชันหน่อย แต่ระยะทางไม่ไกล
บนยอดวิวสวยมากๆ และน่าหวาดเสียวนิดๆ
เป็นอะไรที่ unseen จริงๆครับ ที่ได้เห็นภูเขาฟากหนึ่งเป็นหมอก อีกฟากหนึ่งฟ้าใส
ผมเข้าป่าหลายที่ก็ไม่ค่อยเห็นอะไรแบบนี้ (หรืออาจไม่สังเกตเองก็ไม่รู้นะ แหะๆ)
ว่ากันว่า หากมาช่วงฤดูกาลเหมาะสม จะเจอดอกซากุระและกุหลาบพันปีด้วยนะ

ความสวย: 10/10
ความสนุก: 8/10
ความยาก: ง่าย
แหล่งเติมน้ำ: ไม่มี

ระยะเวลาขาขึ้น: ประมาณ 2 ชั่วโมง
ระยะเวลาขาลง: ประมาณ 1 ชั่วโมง

ความสูงยอดดอย: 2,129 เมตร (จุดกางเต็นท์)
ความสูงจุดเริ่ม: 1,540 เมตร

วิธีการไป (Update 14 Dec 2015)

ติดต่อ อ้ายหือ (ลุงหือ) เบอร์โทร 087-788-0707
แจ้งจำนวนคนเดินทางไปด้วยนะครับ เพราะสถานที่กางเต็นท์มีจำนวนจำกัด
ค่าลูกหาบแบกสัมภาระ กิโลกรัมละ 50 บาท ไม่มีขั้นต่ำ

จากนั้นเดินทางไปศูนย์เกษตรหลวงเชียงใหม่ (ขุนวาง) อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ (แผนที่)
เพื่อเริ่มต้นเดินเท้าขึ้นสู่ยอดเขา

ขาขึ้น

20141213-go-up-pha-ngam

 ขาลง

20141214-come-down-pha-ngam

เส้นทางใหม่ที่ใช้ขึ้น-ลง (Update 14 Dec 2015)

ทางอ้อมกว่าทางเดิมหน่อยนึง และลูกหาบบอกว่าเหนื่อยน้อยกว่า แต่ผมว่ามันก็พอๆกันเลยนะ ฮ่าๆ
แล้วอีกอย่างหนึ่งคือ จุดตั้งแคมป์เขาย้ายลงมาจากจุดเดิม ทำให้ตอนขึ้นยอดต้องเดินไกลกว่าเดิม

2015-12-14 10_57_58-Endomondo

ปอ ลิง…

เหล้าบ๊วยที่ขุนวางเป็นที่ลือเลื่องมาก หากใครชื่นชอบ แนะนำให้ซื้อพกไปบนยอดแก้หนาวครับ หวานๆเหมือนน้ำจิ้มบ๊วย  หาซื้อได้ที่ศูนย์เกษตรฯเลยครับ

10606147_10154955760795644_7065545122903493759_n

แค่อยากมั่นใจว่าเราเดินมาด้วยกันเท่านั้นเอง

A3722352-30
ภาพมิตรภาพแสนซื่อ ขณะที่พิกเล็ทเดินตามหมีพูห์ไปต้อยๆ
รอยเท้าคู่เล็กๆย่ำไปบนหิมะ เคียงข้างกับรอยเท้าของพูห์ไปตลอดทาง
เป็นความอบอุ่นในหัวใจที่ทั้งสองทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง
ทั้งคู่คงเดินมาด้วยกันนานพอสมควร และคงไม่ได้คุยอะไรกันเลย
พิกเล็ทเลยต้อง “ขอเสียง” ด้วยการเรียกพูห์
เมื่อพูห์ขานรับและถามกลับว่า”มีอะไรหรือพิกเล็ท”
พิกเล็ทกลับเกาะมือพูห์ไว้ก่อนตอบว่า
” เปล่าไม่มีอะไร แค่อยากมั่นใจว่าเราเดินมาด้วยกันเท่านั้นเอง ”

………..

ภาพนี้ ถ้อยสนทนานี้ เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง สังเกตไหมว่าพูห์เดินนำหน้า
ควรเป็นพูห์หรือเปล่าที่น่าจะเป็นฝ่าย”ขอเสียง”พิกเล็ท
ว่ายังเดินตามตัวเองมาหรือไม่ นั่นหมายถึงว่าเป็นความกังวลในใจพิกเล็ทเอง
ที่เกรงว่าพูห์จะลืมเพื่อนตัวเล็กๆอย่างเขา

ในชีวิตเราทุกคนคงเคยผ่านพบมิตรภาพแสนดี
แต่มีกี่คนที่รักษามันเอาไว้ได้คงมั่นไม่หวั่นไหว
วันคืนแห่งชีวิตกลืนกินและฉุดดึงเรารุดไป หันกลับมามองข้างหลังอีกทีอาจจะเศร้าใจ
หากพบว่าคนที่เราไว้ใจ …ไม่มีใครเดินตามเรามาอีกแล้ว

ไม่อยากเดินข้างหน้าเพราะเกรงว่าฉันจะลืมเธอ ไม่อยากตามหลังเช่นกัน กลัวตามไม่ทัน
กลัวเธอทำฉันหล่นหาย อยากให้เราเดินเคียงกันไป อยากอุ่นใจมั่นใจ
ว่าตลอดการเดินทางชีวิตอันยาวไกล …เรายังมีกันและกันไปตลอดทาง

… ปราย พันแสง

7 ข้อเสียเวลา ที่บอกว่า เที่ยวจบ แต่คนไม่จบ!

เมื่อต้องวางแผนไปเที่ยวสองวัน ช่วง เสาร์ อาทิตย์ กับเพื่อนๆ ใครจะคิดว่าไปแล้วจบแค่นั้น ลองมาดูกันครับว่า หลังจากเที่ยวจบ 2 วัน เราอาจต้องสูญเสียเวลามากกว่าที่คิด

อันนี้ลองเขียนจากข้อสังเกตส่วนตัว ที่เวลาแบกเป้ไปเที่ยวป่า หรือต่างประเทศนะครับ ซึ่งอาจจะไมเ่กิดกับเที่ยวลักษณะช็อป ชิม ชิล ระยะใกล้ๆเท่าไรนัก ลองมาดูกัน

1. เหนื่อย และอ่อนล้า (เสียเวลา 1-2 วัน)

images

จริงๆข้อนี้ไม่ควรเกิดกับการท่องเที่ยวเลยเนอะ ทุกวันนี้ผมยังสงสัยกับเพื่อนหลายคนที่ไปเที่ยว แล้ววันรุ่งขึ้นต้องลางาน เพราะเหนื่อยจากการเที่ยว ทั้งๆที่การเที่ยวนั้นควรจะความสุข ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเที่ยวแบบสะดวกสบายก็ยิ่งไม่น่าจะเหนื่อย (ตรงกันข้าม ถ้าเทียบกับกลุ่มขาลุย เดินป่าปีนเขาที่ผมรู้จัก มักไม่ค่อยพบเช่นนั้น กลับถึงบ้าน ตีสอง ตีสาม ก็ยังไปทำงานตามปกติ)

2. เก็บ ซัก อบ รีด เมื่อเดินทางกลับมาถึง (เสียเวลา 1-3 วัน)

p35458970823

ยิ่งไปเที่ยวลุย และนานแค่ไหน ก็ยิ่งต้องใช้เวลากับส่วนนี้มากเท่านั้น ของบางอย่างต้องรีบรื้อมาตากแดด แช่น้ำยา กว่าจะได้ซักหรือทำความสะอาดต้องกินเวลา 1 วัน อย่างน้อย แล้วเอามาซัก เพื่อตากแดดอีกรอบ เผลอๆ ใช้เวลารวมกันทั้งหมดอาจ 2-3 วัน และจัดเข้าที่เข้าทางอีก 30-60 นาที

3. จัดแจงของฝาก (เสียเวลา 1-2 ชั่วโมง)

1352973499_Deluxe Christmas Hamper

สำหรับคนเดินทางไปต่างประเทศ มักเจอปัญหาว่าต้องซื้อของฝาก พ่อ แม่ พี่ น้อง แฟน เพื่อนร่วมงาน เพื่อนเรียน เพื่อนข้างห้อง ไหนจะเป็นเพื่อนที่ฝากซื้ออีก ต้องรื้อมาแยกถุง แกะป้ายสินค้า ถ้าเป็นคนสำคัญ เหตุการณ์สำคัญ ก็ต้องห่อของขวัญอย่างดี ยิ่งถ้าเป็นของเสี่ยงต่อการบูดเน่า แตกหัก ยิ่งต้องประณีตเพิ่มขึ้น

4. ตกแต่งภาพ เขียนบล็อก และแชร์บนออนไลน์ (เสียเวลา 2-7 วัน)

941913_520642227972689_2009091540_n

ระหว่างเที่ยวเราก็มีโพสแชร์ตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่จะมีพวกเก็บตกเล็กๆน้อยๆ หรือบางคนเก็บข้อมูลกลับมาแล้วค่อยๆ ทะยอยแชร์ (บางคนเรียกว่าปล่อยของ) หลังเที่ยวจบ เพื่อให้เพื่อนๆ งงเล่นว่า อินี่ทำการทำงานบ้างหรือเปล่า เที่ยวยาวตลอดอาทิตย์เลย ทั้งๆที่กลับมาตั้งแต่สามวันก่อน และยิ่งถ้าเล่นกล้องด้วย จะต้องมาคัดรูปถ่าย ตกแต่งภาพ แยกกลุ่มว่าอันนี้แชร์อันนี้ส่งส่วนตัว แยกกลุ่มว่าอันไหนโพสเว็บไหน โพสขายหรือโพสเล่น บลาๆๆๆ บางคนชื่นชอบการเขียน ก็จะใช้เวลาสำหรับเขียนเล่าเรื่องในบล็อกตัวเองหรือตาม Pantip อีกด้วย

5. ตามติดความคิดเห็นต่างๆ และข้อมูลของเพื่อนร่วมทริป (เสียเวลา 3-5 วัน)

305573e8b

หลังจากแชร์ข้อมูลไปต่างๆ นานา จะมีเพื่อนมาแสดงความเห็นตลอดแทบทุกโพส นั่นหละ จะเป็นช่วงเวลาที่เราเล่น Social Network มากกว่าปกติ (จากเดิมที่ว่าเล่นมากอยู่แล้ว ฮ่าๆ) ยิ่งไปกับกลุ่มเพื่อนหลายคน จะมีคนนั้นคนนี้ tag มาบ้าง รูปหล่อๆสยๆ บ้างจังหวะได้หน้าเหียกๆเบลอๆ ก็เฮฮาปาจิงโกะ บางคนเป็นเพื่อนใหม่ ก็ใช้เวลาย้อนไปดู Timeline เดิมๆของเพื่อนคนนั้นว่ามันเคยไปเที่ยวไหนมาบ้างวะ จะได้ถามหรือไปบ้าง

6. เม้าส์มอยกับเพื่อนๆ (เสียเวลา 2-3 วัน)

16246_002

พอกลับมาเจอหน้าเพื่อนๆที่เห็นเราโพสแชร์ ก็จะถูกถามนั่นโน่นนี่เพิ่มเติม หรือบางทีเราก็จะเริ่มเล่าเอง พูดง่ายๆ เหมือนอารมณ์ค้าง ต้องกลับมาเล่าความรู้สึกการเดินทางให้ฟังว่าฉันไปผ่านอะไรมาบ้าง สนุกอย่างไร แย่อย่างไร เหมือนเป็นการสอบสัมภาษณ์ (ส่วนในข้อ 4 ที่แชร์ เหมือนเป็นการสอบข้อเขียนประมาณนั้น)

7. นั่งคิดถึงทริปถัดไป (เสียเวลาไม่จำกัด)

images (1)

ข้อสุดท้าย หลังจากการเที่ยวเสร็จหรือกระบวนการข้อ 1-6 เริ่มเบาลง สำหรับคนที่มีความสุขในการเที่ยว เขาและเธอมักจะคิดถึงทริปถัดไปเสมอ ผ่านเว็บไซต์บ้าง การพูดคุยบ้าง หรือรูปที่เพื่อนคนอื่นเคยไปเที่ยวบ้าง เป็นแบบนี้ไปจนกว่าจะได้เริ่มออกเดินทางใหม่อีกครั้ง (และก็ย้อนกลับไปอ่านตั้งแต่ ข้อ 1)

เป็นอย่างไรครับ ใครเป็นแบบนี้บ้างยกมือขึ้น!

ไปเสียวบนเขาช้างเผือก ไม่ได้ประกาศนียบัตร แต่ได้ใบสั่ง!

เขาช้างเผือกที่คนอื่นฮิตไปกัน ผมก็ไปกับเขาบ้าง
แต่การไปครั้งนี้แปลกที่สุดตั้งแต่เดินป่ามาเลยครับ
เพราะไปแล้วโดนปรับ! ข้อหาบุกรุกอุทยาน!
เรื่องราวเป็นอย่างไร ลองอ่านกันดูครับ

1. กรี๊ดแตก

กาญจนบุรี ผมหลงเสน่ห์หลังจากไปเที่ยวแถวนั้นบ่อยๆ ความหลากหลายทางธรรมชาติเยอะ
คนก็ยังไม่วุ่นวายเหมือนโคราช ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำ ภูเขา วัฒนธรรม
และเป็นหนึ่งในจังหวัดที่นั่งรถนาน 3 ชั่วโมงก็ยังไม่พ้นสักที

ช่วง 4-5 ปีมานี้ กาญจนบุรีบูมมากในหมู่คนรักการผจญภัย
โดยเฉพาะ เขาช้างเผือก ที่ตั้งอยู่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ
(ถ้าเจอใครเรียกว่า บ้านอีต่อง ก็ที่เดียวกันนี่แหละ เพราะจุดเริ่มต้นเดินทางอยู่ที่หมู่บ้านนั้น)

ต่อให้คนไม่ชอบการผจญภัยผมเชื่อว่าต้องเคยได้ยินชื่อ เขาช้างเผือก
เพราะตามโลกออนไลน์เขาโพสรูปกันกระหน่ำซัมเมอร์มากๆ ทั้ง pantip, facebook, multiply(สมัยก่อน)
ส่วนตัวผมเองก็รู้จักเมื่อ 4-5 ปีก่อน จากเพื่อนใน multiply

จำได้ว่าตอนนั้นเห็นรูปแล้วกรี๊ดมากค่ะ!
ภูเขาหญ้าเขียวๆ ทะเลหมอกรำไร
แล้วมีคนถ่ายเซลฟี่ตัวเองบนสันเขาที่สองข้างเป็นเหว

ซึ่งความรู้สึกตอนนั้นคือ อยากไป แต่ก็กลัวชิบ! แล้วไม่รู้ด้วยว่าจะไปอย่างไร!

ส่งรูปให้ใครดู เขาก็ชอบ ชมว่าสวย แต่มักได้คำตอบว่า “กรูไม่ไปกับเมิงหรอก!”
สมัยนั้นก็ได้แต่เก็บความอยากไว้ลึกๆ.. ลึกก็ลืม…

จนวันหนึ่งเห็นเพื่อนผู้หญิงมันไปมา ทำให้รำลึกอดีตได้ว่าอยากไป
คิดว่า “ผู้หญิงบอบบาง(หรือเปล่าวะ)ไปได้ ทำไมตรูจะไปไม่ได้วะ!”
วิธีการคือ ไปค้นใน Google แล้วจะพบว่ามีคนจัดทัวร์
อารมณ์คล้ายทริปหารเฉลี่ย คือ มีคนตั้งทริปว่าจะไปเขาช้างเผือก
เดินทางสองวันช่วงไหน ไปด้วยรถตู้ รวมอาหารกี่มื้อ ค่าประกัน บลาๆ
ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมด สิริรวมแล้ว 2,700 บาท (ราคาเมื่อปี 2556)

คือแอบตกใจว่า ทำไมมันถูกและดูง่ายกว่าที่คิดวะ ก็เลยไม่คิดอะไรมาก จองไปเลย 1 ที่
ตอนนั้นตื่นเต้นมาก เพราะชวนเพื่อนแล้วไม่มีใครไปด้วย ก็เลยไปคนเดียวมันซะเลย! แถมไปกับใครไม่รู้

ทริปนี้เจออุปสรรคตั้งแต่แรกๆ
ผมจองไปเดือนมีนาคม แต่จู่ๆ อุทยานก็ปิดเร็วกว่ากำหนด เลยต้องเลื่อนไปต้นตุลาคม
แต่พอถึงกำหนด เจ้าหน้าที่อุทยานก็บอกว่าให้เลื่อนไปกลางเดือนแทน
แล้วคนในกลุ่มที่ร่วมทริป มีคนบินมาจากสงขลา ซึ่งเขาเคยเลื่อนไปแล้วเมื่อช่วงมีนาคม
คราวนี้หัวหน้าทริปผมโมโห ไม่เลื่อนตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ ขอไปแหกป่าเอาดาบหน้าซะเลย!

2. ออกเดินทาง

เรานัดเจอกันคืนวันศุกร์ และเดินทางไปถึงหมู่บ้านอีต่อง จ.กาญจนบุรี ตอนตี 4 ของวันเสาร์
ที่นั่นอากาศเย็นพอสมควร (แต่ผมว่าแอร์ในรถหนาวกว่ามาก)
ทุกคนนอนเก็บแรงต่อจนถึง 6 โมงเช้า ก็เริ่มแยกย้ายกันไปเตรียมตัว เตรียมของเดินทาง

20131011_210910

นั่งรวมตัวนั่งรอรถตู้กันที่ BTS หมอชิต

 

 

20131012_062148

บ้านอีต่อง สงบๆ ชิลๆ อากาศดี น่ามานอนเล่นมากครับ

20131012_065530

บ้านอีต่องมี Guesthouse, ร้านอาหาร และตลาด  ตอนนี้ทาง ปตท เข้าไปทำท่อและสถานีก๊าซ แต่วุ่นวายไม่มากนัก

ในทริปนี้เนื่องจากพวกเราบุกรุกป่าในช่วงที่ยังไม่เปิดอุทยาน จึงทำให้ไม่มีเจ้าหน้าที่ตามไป
และไม่มีลูบหาบคนไหนกล้าไปกับพวกเราด้วย เพราะกลัวเจ้าหน้าที่เล่นงาน
ดังนั้นพวกของกองกลางต่างๆ หม้อ กะทะ จาน ของกิน ต้องแบ่งๆกันแบกขึ้นไป
(ปกติแล้วการเที่ยวแบบนี้มักจะมีลูกหาบแบกของกลางให้ เช่น เต็นท์ อุปกรณ์ทำครัวและอาหาร
ส่วนเราจะแบกของใช้ส่วนตัว เช่น เสื้อผ้า ถุงนอน กล้อง ขนม น้ำดื่ม)

ซึ่งตอนนั้นผมชั่งน้ำหนักเป้ตัวเองได้ประมาณ 22กิโลฯ!
(ลืมบอกครับ ช่วงที่เลื่อนทริปไปหลายเดือน ผมไปเดินป่าอื่นๆมาก่อนแล้ว เลยพอมีประสบการณ์บ้าง)

20131012_080558

แบกกันเต็มเป้

20131012_082928

ประตูทางขึ้นเขา

เราเริ่มต้นเดินขึ้นเขา ประมาณ 9 โมงเช้า
ที่นี่ต้องทำใจนิดหนึ่งครับว่าแดดร้อนมาก และแทบไม่มีต้นไม้ให้หลบแดดเลย
สภาพเขาเป็นป่าหญ้า 70% ดังนั้นอุปกรณ์กันแดด เช่น หมวก ปลอกแขน ใส่มันเข้าไป
คือนอกจากกันแดดแล้วยังกันหญ้าคาบาดแขนบาดขาด้วยนะครับ

ถ้ามีร่ม ก็กางเเดินไปเลย เก๋ๆ

ใครมีครีมกันแดดก็โปะมันให้ทั่วตัว และถ้าใครไปช่วงอากาศชื้นๆ มีฝน
แนะนำให้พกถุงกันทากไปด้วย เพราะมีจุดหนึ่งในช่วงแรกๆ จะพบดงทากให้เสียวเล่น

20131012_091453

แค่วิวระหว่างทางก็สวยแล้วครับ แต่แดดร้อนมากๆ

20131012_093926

นอกจากใส่ถุงกันทากแล้ว แป้งเย็น เกลือ ก็พกไปโรยให้ทากหลุดด้วยก็ดีนะครับ

การเดินช่วง 1-3 กิโลฯ แรก จะไม่ชันมาก สัก 10-30องศา
พอเข้าสู่กิโลฯ ที่ 4-5 จะมีบ้างที่ต้องปีนหินระดับ 30องศา
แล้วก่อนจะถึงจุดกางเต๊นท์ ต้องลงเดินแบบดิ่งชันๆ ค่อนข้างลำบาก ระวังลื่น (จุดนี้จะมีเชือกให้จับ)
ผมแนะนำให้มือหนึ่งจับเชือก อีกมือคว้าหญ้าเป็นกำๆ แล้วดึงไว้
ถ้าใครมีไม้เท้าก็พยายามใช้ยันตัวไว้

20131012_110142

ทางขึ้น มีชันสลับราบบ้าง แต่ยังไม่มากนัก

เนื่องจากผมมากับทีมอินดี้ครับ จึงไม่ลงไปนอนในหุบที่เป็นจุดกางเต๊นท์ แต่จะนอนบนยอดเขาก่อนถึงหุบ
ข้อดีคือ ทำให้สบายขึ้นนิดนึงตอนขากลับ เวลาเดินไปยอดแล้วต้องลงไปในหุบก็ไม่ต้องแบกของหนักๆ ให้เสี่ยงลื่น
แถมสามารถดูพระอาทิตย์ขึ้นและตกได้จากจุดนั้นพอดี
ส่วนข้อเสียคือ ไกลแหล่งน้ำและไม่มีห้องน้ำ ลำบากลูกหาบหน่อย
(แต่ในเวลานี้ เจ้าหน้าที่จัดระเบียบใหม่ เข้าใจว่าจะไม่ให้นอนตรงที่ผมเคยนอนแล้ว)

เราใช้เวลาเดินประมาณ 5-6 ชั่วโมงถึงยอดเขาที่จะใช้นอน
เรากางเต๊นท์ และทำแคมป์กลางเสร็จ ก็ไปลุยต่อกันบนยอด
ซึ่งจากจุดนี้ไปถึงยอดประมาณ 2 กิโลฯ กว่าๆ
เส้นทางขึ้นสันเขา 2 ลูก ความชันระดับ 30-45องศา ต้องปีนป่ายหินตลอด
ดังนั้นหากใครเมื่อยล้ามาทั้งวัน ให้กินยาคลายกล้ามเนื้อหรือพาราเซตามอลก่อนสักระยะหนึ่ง

20131012_140627

หลับเอาแรงเพื่อรอไปดูพระอาทิตย์ตกดิน

3. สู่ยอดช้างเผือก

หลังจากลงไปถึงหุบที่เป็นจุดกางเต๊นท์ของอุทยาน
ต้องเดินขึ้นมาบนยอดเขาแรก เราจะได้เจอสันคมมีดอันโด่งดัง
คนที่ไม่กล้าก็เลือกจะหยุดแค่นั้น ส่วนคนกล้าหน่อยก็จะมันส์มาก
สภาพคือเป็นสันหินแคบๆ 2 ฟุต และสองข้างเป็นเหว
ส่วนทางข้างหน้ามีหินสูงเกือบ 2 เมตร ที่เราต้องโหนเชือกขึ้นไป
(จุดนี้ แนะนำให้หาจุดวางเท้าให้มั่นคงก่อน จับเชือกให้แน่น แล้วดึงตัวเองขึ้นไป)

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

วิวบนเนินเขาที่ทีมผมกางเต๊นท์ ถ้าเดินต่อลงไปในหุบ ก็จะเจอจุดกางเต๊นท์ของอุทยาน แล้วเดินต่อไปบนยอดเขาช้างเผือกที่เห็นลิบๆ เมฆบัง

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ยอดเขาช้างเผือกที่ดูยิ่งใหญ่อลังการ อยู่ตรงหน้าผมแล้ว

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ทางลงหุบ ค่อนข้างลื่นและชัน วางเท้าดีๆ ใช้ไม้เท้าช่วย กำหญ้าก็ช่วยประคองตัวเองได้เช่นกัน

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

หลังลงจากหุบ ก็ต้องปีนขึ้นต่อไปอีก ตรงนี้เป็นหินล้วนๆ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

สันคมมีด จุดพีคของที่นี่ และต้องวัดใจกันเลย เพราะเป็นทางผ่านไปสู่ยอดเขาช้างเผือก

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ความสนุกอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่ได้ปีนสันคมมีด เหมือนมาไม่ถึงเขาช้างเผือก

หลังจากผ่านสันคมมีดมาแล้ว วิวจะสวยมากๆ ครับ เห็น 360 องศาโดยไม่มีอะไรบัง
เพื่อนผมบอกว่า ถ้าเป็นช่วงมีหมอก เราจะอยู่ในระดับเดียวกับหมอก
สัมผัสหมอกที่ไหลเอื่อยๆ ผ่านตัวไป ดั่งอยู่ในสวรรค์อย่างไรอย่างนั้น!
แต่อย่ามัวเสพบรรยากาศเพลิน ระวังตกเขาให้ดี เดี๋ยวจะได้ไปสวรรค์จริงๆ
เส้นทางนี้ยังแคบ 2 ฟุต ถ้ามีอาการกลัว ให้หมอบเดินต่ำๆ หรือคลานไปเลยก็ได้ไม่เป็นไร
(พอกลับมาก็จะมีเพื่อนแอบถ่ายรูปขอบกางเกงใน ตอนเราก้มคลานให้เก๋เล่นๆ)

20131012_161945

หลังจากผ่านสันคมมีดมาแล้ว วิวจะตระการตากว่าเดิมมากครับ

ก่อนถึงยอดเขาช้างเผือก จะเจอทางขึ้นสัก 100 เมตร
แต่เป็นร้อยเมตรที่ชันใช้ได้เลย น่าจะ 30-45องศา
ส่วนตัวคิดว่าจุดนี้โหด เพราะถึงจุดนี้ ขาจะล้า และสั่นฐานเริ่มไม่มั่นคง
ระวังลื่นให้ดี คลายสี่ขาได้ก็จัดเลย ทั้งขาขึ้นและลง

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เนินสุดท้าย เพื่อไปสู่ยอดเขาช้างเผือก

บนยอดเขาช้างเผือกเราจะเห็นวิว 360องศา ไกลสุดลูกหูลุกตา
โชคดีว่าผมไปวันฟ้าใส แดดร้อนหน่อย แต่ได้วิวสวยมากๆ
คิดว่าถ้าไปช่วงมีหมอก อาจได้อีกอารมณ์หนึ่งเพราะเห็นทะเลหมอกสุดขอบฟ้าแน่ๆ
จุดนี้จะมีป้ายให้ถ่ายเป็นที่ระลึกด้วยแหละ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ยอดเขาช้างเผือกสูง 1,249 เมตร จากระดับน้ำทะเล ข้างบนเห้นวิว 360 องศา และมีป้ายให้ถ่ายเป็นที่ระลึกด้วยครับ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

จากบนยอดเขาช้างเผือก มองไปทางฝั่งไทย

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

มองไปทางฝั่งประเทศพม่า

หลังจากเราถ่ายรูปเสร็จ ก็เดินกลับไปที่จุดกางเต๊นท์
จังหวะนี้ ปกติจะเป็นเวลาพระอาทิตย์เริ่มตกดิน
ไม่ต้องรอดูตกบนยอดครับ เพราะเดี๋ยวมืดแล้วจะเดินลำบาก
ให้ถ่ายภาพตามระหว่างทางเดินกลับนี่แหละ สวยแล้ว
เพราะพระอาทิตย์จะตกให้เห็นต่อหน้าเราเลย สวยมากๆ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ขากลับ ผ่านสันคมมีดเหมือนเดิม ซึ่งตอนปีนลงเสียวกว่าตอนปีนขึ้นมากครับ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

พระอาทิตย์ตกดินอยู่ตรงหน้าเราเลย

4. น้ำท่วม และหนังหมู

คืนวันนั้น อากาศเย็นสบายมากๆ
ไม่หนาวเกินไป กะว่าจะนอนชิลๆ ดูดาว
ปรากฎว่ามองไม่เห้นอะไร  อดดูครับ

20131012_184905

กำลังทำอาหารค่ำกินกัน

พอหลับไปได้สักพัก ช่วง 5 ทุ่ม เกิดฝนตกห่าใหญ่
เนื่องจากพวกเราส่วนมากนอนกองกลาง จึงทำให้โดนลมและน้ำฝนสาด และหยดน้ำที่ซึมจากผ้าใบ
วุ่นวายกันทั้งทีม เปลี่ยนที่หลับที่นอนใหม่
จัดตำแหน่ง Fly Sheet ใหม่  (แผ่นพลาสติกที่ใช้ทำเป็นหลังคา) ไม่ให้ฝนเข้า
คือจัดให้มันทับซ้อนกัน และดึงให้ตึงอย่าให้น้ำขังเป็นแอ่งบนหลังคาครับ

ผมคิดว่ารอดแล้วก็เลยหลับต่อ
จู่ๆ เพื่อนข้างๆ มาสะกิด “น้ำท่วมๆ!”
ไอ้เราก็สะดุ้ง เพราะน้ำไหลนองผ่านข้างๆตัว (แต่ไหลโดนตัวเพื่อนที่มาสะกิดเต็มๆ)
ปรากฏว่าฝนตกหนักขึ้น น้ำซึมลงดินไม่ทัน
แล้วเราใช้หญ้าปูรองนอนให้นิ่ม เลยทำให้น้ำลงดินยากขึ้น
และตัวแผ่น Ground Sheet (แผ่นพลาสติกที่ใช้ปูพื้น) เราปูราบๆ
ไม่ได้พับพื้นให้มันเป็นกำแพงเพื่อกันน้ำแต่แรก
จึงต้องลุกมาวิดน้ำแล้วเช็ดพื้นใหม่
กว่าจะได้นอนก็เกือบตีหนึ่งเลยทีเดียว

20131013_003818

ฝนตกหนักมาก น้ำหยดจาก Fly Sheetแทบไม่ได้นอนกันทีเดียว

ผ่านคืนนั้นมาได้อย่างน่าตื่นเต้น
ตื่นเช้ามา เห็นหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นก็ชื่นใจ
เราทานมือเช้าเสร็จก็เดินลงจากเขาประมาณ 9 โมง
แน่นอนว่ากลางคืนฝนตก เช้าจะมีหมอกสวยงาม
และที่มันส์กว่านั้นคือ พื้นลื่นครับ!
ยิ่งขาลงชันๆ จะเร้าใจมาก!

วันนั้นผมไม่เสียประวัติ ไม่ลื่นเลยสักครั้ง
แต่ก็เห็นเพื่อนหลายคนลื่นกันสนุกสนาน
เพราะดินแถวนั้นอัดแน่น จนกลายเป็นดินหนังหมู เกือบตลอดทาง
(ดินหนังหมู คือดินแข็งๆ ผิวเรียบ พอเจอน้ำฉาบหน่อย ลื่นอย่างกับไสลด์เดอร์
รองเท้าดีๆ แพงๆ แค่ไหนก็เอาไม่อยู่)
เทคนิคคือ ถ้าไม่เดินหลบ ก็ต้องเหยียบตามโคนหญ้าแทนครับ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

หลังจากทรมานตากฝนกันทั้งคืน เช้ามาก็เจอทะเลหมอก ค่อยหายเหนื่อยหน่อย

5. สรุปการเดินทาง

เขาช้างเผือกค่อนข้างประทับใจผมมาก เห็นวิว 360องศา
สภาพการเดินปานกลางไม่ยากมากนัก
(แต่ถ้าจะถามว่าเทียบกับภูกระดึงยากไหม ตอบไม่ได้เพราะไม่เคยไป)
ภูเขาเป็นภูเขาหญ้า ดังนั้นจะเห็นรูปทรงสันเขาชัดเจนสวยงาม
วันไหนฟ้าใสคงได้ดูดาวสวยๆ
วันไหนมีหมอกหนา ก็น่าจะเห็นทะเลหมอก
ไม่อดตาย เพราะมีแหล่งน้ำให้ดื่มให้ใช้
ช่วงตรงสันคมมีดวัดใจได้ดีในระดับหนึ่ง
ได้สนุกยามค่ำคืนคือวิดน้ำออกจากเต๊นท์
ถ้าให้กลับไปอีกรอบก็ไปครับ! ชวนเลย! ชวนฉันสิ!

ความสวย: 10/10
ความสนุก: 10/10
ความยาก: ปานกลาง
แหล่งเติมน้ำ: มี

6. สิ่งที่ต้องเตรียม

  • ถุงมือ – ไว้จับหญ้าเวลาเจอทางชัน และปัดป้องหญ้าสูงๆออกจากตัว และไว้ดึงเชือกตอนขึ้นสันคมมีด
  • ปลอกแขน – ป้องกันหญ้าบาด
  • หมวก – แดดร้อนมาก ไม่ค่อยมีต้นไม้ให้หลบ ถ้าได้หมวกแบบมีคลุมหลังหัวจะดีมาก หรือจะใช้ผ้าพันหัวก็ได้
  • ถุงกันทาก – มีทากในช่วงแรกๆนิดหน่อย (หรือไปหาซื้อตามร้านเกษตร บอกว่าถุงกันหอยเชอรี่ ก็ได้)
  • ร่ม – ไม่ดัดจริตนะฮะ อันนี้จริงจัง ร้อนมาก

ปล1. ที่ผมไปครั้งนี้เป็นการฝ่าฝืนระเบียบการเข้าป่าช่วงที่ยังไม่เปิดอุทยาน ซึ่งผิดกฏหมาย
ดังนั้น นอกจากประกาศนียบัตรไม่ได้แล้ว ยังได้ใบสั่งพร้อมโดนค่าปรับด้วย
และที่สำคัญไม่มีลูกหาบคนไหนอยากตามไปเพราะกลัวมีปัญหากับเจ้าหน้าที่
เจ้าหน้าที่เองก็จะไม่ตามเราเข้าไปด้วย ดังนั้นอาจเกิดอันตรายได้

ปล2. ข่าวทีมผมบุกรุกและโดนค่าปรับไป 500 โด่งดังมาก จนไม่มีใครกล้าไปตามอีกเลย ฮ่าๆ

 

20131013_112022

ลงมาถึงพื้น เจ้าหน้าที่ดักรอจดชื่อและออกใบสั่งค่าปรับ

20131013_135348

เก็บไว้เป็นที่ระลึก ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ปีนเขา แต่โดนใบสั่ง ฮ่าๆๆ

————————————————————————

มาแถมอีกนิด สำหรับคนจะไป ระเบียบการการปีนเขาช้างเผือกที่เพิ่งประกาศเมื่อเดือนที่แล้ว
โดยในเพจเพจอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรีได้ระบุข้อความไว้ดังนี้

“อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ขอประกาศให้นักท่องเที่ยวทุกท่านทราบว่าทางอุทยานแห่งชาติมีความพร้อมในการเปิดให้ขึ้นเขาช้างเผือก เปิดตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2557 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2558 และผู้ที่ขึ้นเขาต้องจองล่วงหน้า 7 วัน และส่งรายชื่อ สกุล เลขที่บัตรประชาชน พร้อมที่อยู่มาให้ก่อนล่วงหน้า และให้นักท่องเที่ยวขึ้นได้จำกัดจำนวน วันละ 60 คน เท่านั้น และขอให้นักท่องเที่ยวที่ขึ้นเขาช้างเผือกทุกท่านขอให้ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบของอุทยานแห่งชาติอย่างเคร่งครัด จึงประชาสัมพันธ์ให้ทราบโดยทั่วกันค่ะ”

“อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ขอแจ้งนักท่องเที่ยวที่จองขึ้นเขาช้างเผือก ทางอุทยานแห่งชาติรับจองล่วงหน้าก่อน 7 วัน เท่านั้น และในกรณีที่นักท่องเที่ยวจองวันได้แล้วเท่านั้น จึงให้ส่งชื่อ สกุล เลขบัตรประชาชน และที่อยู่ มาที่ อีเมล์ [email protected] หากคณะใดจองไว้แล้วแต่ไม่ส่งชื่อ มาก่อนวันเดินทางมาทางอุทยานแห่งชาติจะถือว่าท่านได้สละสิทธิ์ จึงประชาสัมพันธ์ให้ทราบค่ะ”

557000013111702

Challenge

เคยบอกตัวเองว่ายิ่งแก่ตัวไป จะต้องยิ่งแข็งแรง
ตอนนี้รู้สึกเป็นเช่นนั้น ปั่นจักรยานหลายๆกิโล วิ่งหลายๆกิโล ทนแดด ทนฝน เดินไกล ปีนเขา และถึงแม้จะยังน่ารักจ้ำม่ำอยู่ แต่ก็แข็งแรงกว่าช่วงหุ่นดีๆตอนเล่นยูโด จะมีแย่อย่างเดียวคือตัวไม่ยืดหยุ่น เลยผาดโผนได้ไม่เต็มที่

ล่าสุดทำสควอตต่อเนื่องได้ 120 ซึ่งก็ไม่เคยทำได้ แต่ก็ทำได้ แอบได้ปรัชญาชีวิตเพิ่มมาอย่างหนึ่ง คือ เราทำได้ทุกอย่าง แต่กลัวที่จะทำ (เพราะเผื่อแรงไว้ทไมไม่รู้ำ) ซึ่งถ้าอดทนทำมัน มันก็ทำได้ทุกอย่าง จริงๆนะ

ตอนนี้มีทัศนะคติที่ดีว่าทุกอย่างป็นการ challenge แต่บอกตามตรง ว่าการ challenge นั้นต้องมีเป้าหมายที่ให้ประโยชน์แก่ตัวเองเสียก่อน เพื่อให้มีเหตุผลที่จะทำ เพราะเราเป็นพวกคิดเยอะไง พอจะแข่ง เราก็คิดว่า จะแข่งไปทำไมวะ ซึ่งทุกวันนี้เจอพวกเด็กแว๊นซ์ท้าแข่งอยุ่บ่อยๆตอนขี่มอเตอไซต์ คือ ไม่รู้จะแข่งไปทำไม ชนะแล้วยังไง ไม่ช่วยให้ชีวิตกรุดีขึ้นมา แต่ถ้าพลาดไป ตายห่าไปก็โครตงี่เง่าเลย

คือบางทีก็คิดว่าการคิดแบบนี้ก็ดี ชีวิตมันปลอดภัย สมดุล เรียบง่าย ไม่ดิ้นรนเป็นไปตามหลักการทางธรรมมากๆ แต่ก็อีกทางหนึ่ง กรูอยากจะใช้ชีวิตโดยไม่ขยับขึ้นไม่ลิขิตอะไรเอง และเพื่อจะตายไปแบบนี้จริงๆหรือ

คือไอ้เรามันเป็นคนที่ contrast ในตัวเองสูง ชิบหาย ตีกันทางความคิดตลอด คือถ้าเห็นผมนั่งเงียบๆ บางทีตอนนั้นกำลังตีกับตัวเองอยู่ ซึ่งนี่แหละคงเป็นเหตุว่าต้องมีคนให้คำปรึกษา ต้องคอยถามคนอื่นบ่อยๆ ว่าจะทำอย่างไรดี เพราะทางเลือกแม่งเยอะเกิน (มันคือปํญหาของคนคิดมาก) คือเหมือนปลาว่ายทวนน้ำ มีเส้นทางเยอะแยะให้เลือก แต่ไม่เห็นปลายสายว่ากรูจะออกทะเลไหน หรืออย่างเลวก็ไปอยู่ในโคลนตมที่ไหนสักแห่ง

แต่ถ้าย้อนกลับไปแบบคิดไม่ดิ้นรน เรียบง่าย มันก็จะเจอปัญหาของคนไม่คิดอะไรเลย นั่นคือ ก็ไม่มีอะไรเลย สุขแบบไม่มีอะไรจริงๆ แบบปลาไหลล่องไปตามน้ำ แล้วสุดท้าย ก็เหมือนกัน คือ มีเส้นทางเยอะแยะให้ไหลไป แต่ไม่เห็นปลายสายเหมือนกัน

แต่ในความคิด ณ ตอนนี้ เวลานี้ ผมคิดว่า ถ้าจะดีจะเลว จะตัดสินใจอะไร ก็ขอให้เป็นด้วยน้ำมือตัวเอง ลิขิตเองจะดีกว่า แบบ ถ้าจะขี่มอเตอร์ไซต์แล้วคว่ำ ก็ให้กรูคว่ำด้วยตัวกรูเองดีกว่า ไม่ใช่วินพาคว่ำ แม่งรู้สึกเสียศักดิ์ศรี และงี่เง่าแปลกๆ (แค่ยกตัวอย่างนะ ไม่ต้องคิดว่าเป้นลางจะขี่ผาดโผนไปคว่ำที่ไหน)

ตามธรรมเนียมของผม มักคิดอะไรได้เขียนอะไรได้ตอนดึกๆ เงียบๆ อยู่คนเดียว คิดๆบ่นๆ แป๊บเดียวแม่งจะตี 3 แล้ว นอนดีกว่า

เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้..