10308324_10154120164375644_5253842233902312225_n

ชีวิตมั่งคั่งด้วยกระเป๋าสตางค์ใบเดียว

หนังสือแนวสร้างแรงจูงใจให้รู้จักพิถีพิถันดูแลเงิน เพราะเงินมีชีวิตเหมือนกับมนุษย์ มันอยากอยู่กับคนที่ดูแลมันดี และต้ิงการจากไปเมื่อคนนั้นหยาบคายและไม่ดีมัน

ผู้เขียนเป็นนักบัญชีตรวจภาษีอากร เขาสังเกตุเห็นนักธุรกิจรวยๆที่เป็นลูกค้าเขาว่าทุกคนมีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ ใช้ “กระเป๋าสตางค์ทรงยาว” และราคาแพง เขาเลยลองสำรวจหลายๆคนแล้วสรุปได้สูตรที่ว่า

รายได้ต่อปี = ราคากระเป๋าสตางค์ x 200

นอกจากคนรวยเหล่านั้นจะใช้กระเป๋าสตาวค์แพงแล้ว ยังพิถีพิถันการใช้เงิน เช่น เก็บเหรียญโบราณ เรียงแบงค์ให้เป็นทางเดียวกัน แยกแบงค์แยกเหรียญ ฯลฯ ผู้เขียนจึงได้ลองทำตามและทำให้เขามีรายได้มากขึ้น!

เล่มนี้ค่อนข้างอิงวัฒนธรรมญี่ปุ่นเยอะ แต่ก็ได้อธิบายเหตุผลให้เห็นเช่นกันว่าทำไม ทำแบบนี้ถึงได้แบบนั้น แม้ว่าจะเป็นแค่การคิดและสังเกตจากผู้เขียนเองก็ตาม อ่านง่ายๆ น่าสนใจดีครับ

The Railway Man

The Railway Man (แค้นสะพานข้ามแม่น้ำแคว)

บางที การลบความรู้สึกเจ็บปวดในอดีต ไม่ใช่การพยายามหลบหนี
แต่เป็นการกลับไปเผชิญกับอดีตอีกครั้งต่างหาก

เรื่องนี้เล่าถึงช่วงสมัยการสร้างทางรถไฟสายมรณะที่จังหวัดกาญจนบุรี
โดยผ่านชีวิตทหารชาวอังกฤษคนหนึ่ง ที่เป็นเชลยและถูกทหารญี่ปุ่นทารุณกรรมต่างๆนานา

เขาพยายามใช้ชีวิตอยู่บนความทรงจำในอดีตที่ทุกข์ทรมานตั้งแต่ช่วงที่เป็นทหาร
ในใจมีแต่ความแค้นที่จะต้องกลับไปสะสางกับทหารญี่ปุ่น

ใครชอบแนวประวัติศาสตร์จากเหตุการณ์จริง ไม่น่าพลาดครับ
แล้วอาจได้ฉุกคิดว่า
ผู้ที่เคยทำผิดและใช้ชีวิตดั่งปรกติ เขาอาจไม่ได้อยู่อย่างมีความสุขก็เป็นได้
เช่นนั้น เราจะทำผิด แล้วเป็นอย่างเขา ในอนาคตของเราทำไมกัน?

ปล. หนังสร้างจากเรื่องจริงที่ถูกบันทึกโดยนาย อีริค โลแมกซ์

สภาวะของจิต

เมื่อวานเป็นวันพระ เลยมีโอกาสไปทำบุญและแวะกราบครูบาอาจารย์ ท่านได้ไขข้อข้องใจให้แก่ผมเรื่องสติ และสมาธิในหลายๆจุด คิดว่าหลายท่านอาจมีคำถามเดียวกับผมก็เป็นได้

ผมเริ่มถามท่านว่า “เมื่อครู่ในศาลาการเปรียญ ผมนั่งสมาธิ แต่มีสารพัดสิ่งมากระทบ ทั้ง หู จมูก กาย จิต โดยเฉพาะหู ผมได้ยินเสียงเด็กร้องบ้าง เสียงรถหวอบ้าง เสียงคนคุยกันบ้าง พอนั่งไปสักพักก็เมื่อยบ้าง ปวดหลังบ้าง แล้วสภาวะพวกนี้เกิดขึ้นพร้อมๆกัน ผมควรเลือกจับสภาวะใดก่อน”

อาจารย์บอกว่า “สภาวะใดเด่นกว่าให้รู้สภาวะนั้น เสียงเด็กมา ก็เสียงหนอ แล้วจู่ๆเมื่อย ก็เมื่อยหนอ จู่ๆเด็กร้องอีก ก็เสียงหนอ เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ”

ผมเลยสงสัยถามต่อไปว่า “เช่นนั้น จิตจะไม่นิ่งเลยสิครับ เพราะไปรับรู้สภาวะเหล่านั้นตลอดเวลา เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาด้วย”

อาจารย์บอกว่า “นั่นถูกต้องแล้ว เพราะสิ่งทุกอย่างไม่คงที่ เด็กร้องเดี๋ยวก็หยุด เสียงหวอมา เดี๋ยวก็หายไป เมื่อยสักพักก็ชา ชาสักพักก็หาย เดี๋ยวก็เป็นใหม่ เดี๋ยวเราก็สุข เดี๋ยวเราก็ทุกข์ มันก็เป็นของมันอย่างนั้น เราจึงต้องรู้มัน ว่ามันมาแล้วก็ไป อย่าไปยึดติด”

ท่านบอกต่อว่า “แม้แต่ความคิดเราก็เช่นกัน ถ้าเบื่อ ถ้าคิดวอกแวก ก็ต้องให้มันรู้ว่ามันกำลังคิด ไม่ต้องไปคิดต่อว่า มันจะเป็นอย่างไร ให้ดึงกลับมา ยิ่งถ้าเกิดอาการหรืออารมณ์สงบ อารมณ์เป็นสุข ส่วนมากเราไปคิดปรุงแต่งเลยเถิดต่อไปเอง ว่านี่คือสิ่งที่ได้จาการนั่งสมาธิ ต้องดึงกลับมา อย่าไปยึดติดมัน”

“เอ๊ะ แล้วอย่างนั้น เราจะสงบได้อย่างไร เพราะเราไม่ได้จดจ่อสิ่งใด” ผมถามด้วยความยิ่งสงสัย

ท่านบอกว่า “การจับสภาวะคือการมีสติรับรู้ เป็นวิปัสสนาสมาธิ ส่วนถ้าอยากฝึกสมถสมาธิ ต้องจดจ่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น ลมหายใจ มันแยกกันนะสองอย่างนี้”

“อ่อออ” ผมถึงบางอ้อเลย

“จริงๆมันไม่ได้ซับซ้อนอะไร แต่ผมคิดเยอะ เผลอเอาไปผสมกันเอง แล้วก็คิดมากไปเองว่ามันง่ายไป อาจไม่ถูก” ผมบอกอาจารย์ อาจารย์เลยยิ้มๆ แล้วบอกว่า “ใช่แล้ว”

แล้วก็คุยเรื่องสภาวะจิตอีกสักพักใหญ่ๆ พอสรุปคำอาจารย์ได้ใจความว่า

“ถ้าจับความรู้สึกได้เรื่อยๆ จะเริ่มแยกได้ว่า นี่คือความคิด นี่คือจิต นี่คือร่างกาย เราจะไม่ไปผูกมัน เราจะรับรู้ แต่ไม่รู้สึก เพราะเราหยุดมันไว้แค่นั้น”

ฟังแล้วรู้สึกดี

“เอวัง โหตุ” ท่านอาจารย์ให้พร
ปล1. เอวัง โหตุ แปลว่า ขอความปรารถนาที่ท่านปรารถนาแล้วอย่างนั้น จงสำเร็จด้วยเทอญ
ปล2. ย้อนกลับไปเชื่อมโยง Iceberg Model ได้นะครับ ว่าแยกแยะจิต ความคิดได้ ก็จะรู้ว่าเราอยู่ในสภาวะใด เพื่อไม่ให้หลงคิดต่อ ยึดติด

โต๊ะทำงาน ในห้องนอนย่านกลางกรุง 15 โมษายน 2557

 

เลี่ยงจุ้ย

1794621_10154050726330644_9218361891884922355_n

ร้านขายน้ำเลี่ยงจุ้ยเจ้าประจำที่นครสวรรค์ เห็นอาอี๊แกขายมานาน ป๊าผมก็ซื้อให้ดื่มมาแต่เด็ก ผมไม่รู้หรอกว่ามีส่วนผสมอะไรบ้าง เห็นแค่ว่าต้องทำจากสมุนไพรหลายอย่าง รสชาติถึงกลมกล่อม หวานเล็กน้อย อร่อยดี ยิ่งดื่มเย็นๆตอนหน้าร้อน ผมให้คะแนนสิบเต็มสิบ ยิ่งกว่าน้ำอีดลมหรือชาเขียวในเซเว่นเสียอีก

เห็นหม้อต้มอาอี๊แกวางแบบนี้(ตามภาพ)มาเป็นสิบๆปี วันนี้เลยเอ่ยปากถามแกตามที่ผมเดาวิธีทำไป ว่าอาอี๊ใช้สมุนไพรโปะแบบนี้ แล้วน้ำร้อนราดลงไปกรองหรอ

อาอี๊แกเลยอุทานเสียงตกใจ ว่าใครจะไปทำแบบนั้น นี่เอามาไว้โชว์ส่วนผสมต่างหาก น้ำจริงๆ ฉันก็ต้มมาจากบ้านจนเสร็จแล้วค่อยมาขายสิจ๊ะ

ว่าแล้วก็ได้แต่ยิ้มและพงกหน้าหงกๆ รับความอาย ก้มมองไปที่สมุนไพรดำๆ สารพัดสิ่งของแก

อืมมม นี่กรูแดกอะไรไปมั่งวะเนี่ย


บนเตียงนอน บ้านอาม่า 14 เม.ย 2557

ทิชชู่เช็ดตูด

10151235_10154045982230644_1543636168491175833_n

จากคราวก่อนที่บ่นเรื่องไม่ชอบใช้ทิชชู่เช็ดตูด แล้วมีผู้หวังดีหลายท่านแนะนำให้ผม พกทิชชู่เปียกบ้าง เอาทิชชู่ไปจุ่มน้ำมาเช็ดบ้าง ซึ่งผมไปลองมาแล้วครับ เลยขอประสบการณ์ให้อ่านกัน

คือวิธีที่ผมเลือกใช้ ผมเลือกที่จะเอาทิชชู่แห้งในห้องน้ำไปแตะๆที่ก็อกน้ำ แล้วค่อยเดินเข้าห้องน้ำครับ ด้วยเหตุผล ไม่ต้องพก ไม่ต้องกลัวลืม สะดวกกายสะดวกใจดี

เอาหละประเด็นมันอยู่ที่ว่า หลังจากขี้เสร็จ เราก็ปาดด้วยทิชชู่แห้งก่อนจนมันสะอาด แล้วค่อยลงด้วยทิชชู่ชุบน้ำอีกรอบ

แต่.. เราคงหลงลืมไปว่า เรามีขนตูดครับ ทิชชู่บางๆจุ่มน้ำมันก็พันกันหยุกหยุยเลย ก็ได้แต่อาศัยรูดๆ เอาครับ คาดว่าจะสะอาดดี ตบด้วยทิชชุ่แห้งอีกรอบ แล้วค่อยเดินออกมาตามปกติ

แต่… (อีกแล้ว) มันไม่ง่ายอย่างนั้นครับ เพราะเราจะเริ่มรู้ทันทีว่าดึงทิชชู่ออกหมดไหม ก็ตอนมันแห้งแล้วเดินไปมาเสียดสีรูตูดนี่แหละครับ ความรู้สึกเหมือนขี้ติดตูด แล้วต้องรีบไปเอาออก วันไหนไปธุระข้างนอก มีเดินขาถ่างตลอดทางหละฮะ

ดังนั้น เอาทิชชู่จุ่มน้ำเช็ดตูด เป็นวิธีที่ผมไม่แนะนำๆ ลองพกทิชชู่เปียกจะช่วยได้มากกว่า แต่ต้องแผ่นหนาๆหน่อยนะ ระวังขี้ทะลุทิชชู่แฉะติดมื