ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมานาน แต่ไม่มีโอกาสได้ไปสักที สิ้นปีพอมีวันหยุดติดกัน ตั้งแต่ คืน 30 ธค 2568 – 2 มค 2569 เพื่อนๆ ก็เลยจัดสักหน่อย ให้ได้ชื่นใจ
ความลำบากของทริปนี้ สรุปสั้นๆ คือ นั่งรถจาก กรุงเทพฯ ไปแม่ฮ่องสอน นานถึง 16 ชั่วโมง (นานกว่าไปม่อนจองอีกนะ) แค่ฟังก็ท้อแล้ว แต่ดีหน่อยที่ระยะทางเดินรวมกัน 3 วัน ระยะทางแค่ 8.57 กิโลเมตร เท่านั้น (ใช้เวลาแค่ 6 ชั่วโมง) แต่เพื่อนบางคนก็รู้สึกว่า นั่งรถนาน แต่เดินสั้นเกิ๊น
ปวดตูด ปวดหลัง มากกว่าปวดขา ฮ่าๆ
เส้นทาง เราเดินจากจุดศาลาจอดรถขึ้นไปที่ยอดดอยแรกคือหว่าวาโจ ช่วงแรกมีระยะทางแค่ 1.5กิโลเมตร แต่เป็นทางชันขึ้นไปอย่างเดียวเลย ใกล้ๆ ยอดจะมีทางแยกให้พึ่งขึ้นไปยอดหว่าวาโจเพื่อถ่ายกับป้าย กับอีกทางคือเดินเลาะขอบเหวอ้อมยอดแรกไปโผล่ตรงทางขึ้นยอดสองได้ (ลูกหาบจะใช้เส้นทางนี้ประหยัดแรง) จุดที่เรากางเต็นท์จะเดินเลยไปอีกเป็นยอดที่สาม แม้จะไกลหน่อย แต่ก็จะเป็นทางเดียวกับที่จะไปยอดหงอนไก่ ประหยัดเวลาวันที่สองได้สัก 10 นาที ฮ่าๆ













ที่นี่วิวสวยอลังการ 360 องศา สามารถดูได้ทั้งพระอาทิตย์ตกในวันแรก และพระอาทิตย์ขึ้นในวันที่สองได้เลย ถ้าโชคดีก็จะเจอทะเลหมอกฟูๆ แต่วันที่เราไปอากาศแห้งพอสมควร หมอกเห็นได้ไกลๆ แต่ก็ยังสวยมาก (ข้อดีของอากาศแบบนี้คือเต็นท์ไม่เปียก ไม่มีน้ำค้างเลย)
วันที่สอง เดินจากหว่าวาโจไปขึ้นยอดหงอนไก่ ทางนี้ระยะทางประมาณ 2 กม แต่เส้นทางผมคิดว่ายากที่สุดแล้วในสามวัน เพราะต้องเดินสันเขา สลับกับเลาะเดินข้างเขาที่เป็นเหว มีแค่ทางเล็กๆ ให้พอวางเท้าได้ และดินที่เจอก็แห้งๆ ร่วนผสมหิน ส่วนตัวผมคิดสว่าอันตรายนะ ถ้าวางเท้าไม่ดี หรือทรงตัวไม่ดี มีโอกาสเซตกเขาได้
บนยอดหงอนไก่ จุดนี้ก็สวยอลังการ ดูได้รอบ 360 องศา เช่นกัน จะมีหินยื่นออกไปสองจุด ซึ่งถ้าไม่มั่นใจ หรือทรงตัวไม่ดี หรือรองเท้าไม่ดี ไม่แนะนำให้ไปเด็ดขาด อันตรายมาก ผมลองไปดูทั้งสองจุด ยังรู้สึกหวิวๆ ขาสั่นๆ เลย ฮ่าๆ





จากยอดหงอนไก่ไปดอยปุยหลวง ทางจะหลากหลายมาก ใครอยากดูวิวและมีแรงก็สามารถเดินบนสันเขาไปได้เรื่อยๆ แต่แดดร้อนหน่อย หรือเดินเส้นทางลูกหาบก็จะเลาะข้างๆสัน เป็นหุบต้นไม้ทางร่มรื่นและเดินสบายกว่ามาก, ต้องบอกว่าผมก็สลับเดินสันบ้าง เลาะข้างๆ บ้าง อยากดูวิว แต่ก็ร้อน กอปรกับหลงด้วย ไม่รู้จะไปทางไหนดี (แต่มันก็บรรจบกันหมดนั่นหละ)
จากยอดหงอนไก่มาถึงจุดกางเต็นท์ตรงดอยปุยหลวง ระยะทางประมาณ 1.5 กม (ระยะรวมตั้งแต่เริ่มวันแรก คือ 5 กม) ตรงนี้ที่กางเต็นท์เยอะ แต่สโลปเยอะหน่อย พวกเรามาได้ที่นอนลึกสุดแต่ก็ดูราบสุดแล้วและมีทุ่งดอกบัวตองไว้บังลม (เสียดายที่ไม่ใช่ฤดูกาลดอกไม้ ไม่เช่นนั้นคงเหลืองทั้งภูเขา) ข้อเสียของจุดกางเต็นท์ตรงนี้คือ พอมาถึงเร็ว ประมาณ เที่ยงตรง แดดร้อน ไม่มีที่หลบเลย เราต้องไปหาร่มเงาไม้จุดอื่นนั่งพักแทน จนพระอาทิตย์เริ่มคล้อยบ่ายแก่ๆ
พอตกเย็น เราเดินเลาะขึ้นสันไปริมหน้าผาเพื่อถ่ายแสงสีทอง แล้วรีบไปเช็ตอินต่อที่ยอดดอยปุยหลวง 1,722 เมตร (นาฬิกาผมจับได้ 1,729 เมตร) จุดสูงที่สุดของทริปนี้ แต่คิดว่าริมหน้าผาแรกสวยกว่าก็เลยรีบแจ้นลงมาบินโดรนและนั่งดูพระอาทิตย์ตกดินกัน จุดนี้สวยมากๆ เห็นทุ่งภูเขาสลับซับซ้อนสุดลูกหูลูกตาเลยทีเดียว









จากที่ได้สัมผัส วิวภูเขาแม่ฮ่องสอนจะสลับซับซ้อนเหมือนจักรวาลตาก แต่เขาที่นี่พุ่งสูงชันเลย แม้เดินบนสันเขาก็จริง แต่ชันแทบทุกยอด เป็นดินสลับหิน (เข้าใจว่าเป็นแผ่นดินโบราณชนตัวกันเป็นเทือกเขา เพราะมันเทือกเดียวกับหิมาลัยอ่ะนะ) จนหลายๆเส้นทาง ต้องตัดทางเดินอ้อมข้างๆ แทน
วันที่สาม ไกด์บอกว่าเดินลงแค่ 2 กม ประมาณ 30นาที พวกเราเลยรีบตื่นเช้า และเก็บของ ออกเดินกันประมาณ 8.30 น เพื่อรีบลงไปกินข้าวข้างล่างแทน
สิริรวมระยะทางทั้งหมด ของทริปประมาณ 8.57 กม เอง แม้ระยะทางเดินไม่ไกลก็จริง แต่ส่วนตัวคิดว่าเป็นเทคนิคัลพอสมควร ดินแห้งร่วนผสมหินกลิ้ง ตรงไหนชันก็ชันมาก สลับกับเดินเลาะขอบเหวที่คิดว่าอันตรายพอสมควร ถ้าคนกลัวความสูงหรือกลัวลื่น ก็จะช้าหน่อย และยิ่งถ้ามาหน้าฝน น่าจะเละเทะและลื่นได้ง่ายพอสมควร
โดยรวม หากใครชอบเทควิว 360องศา ที่นี่สวยมากๆ ถ้าไม่ติดเรื่องเดินทางยาวนาน ผมก็อยากมาซ้ำอีกนะ ![]()
#หว่าวาโจ #หงอนไก่ #ปุยหลวง #แม่ฮ่องสอน #เดินป่า #เที่ยวป่า #Hiking #Trekking
