สภาวะของจิต
เมื่อวานเป็นวันพระ เลยมีโอกาสไปทำบุญและแวะกราบครูบาอาจารย์ ท่านได้ไขข้อข้องใจให้แก่ผมเรื่องสติ และสมาธิในหลายๆจุด คิดว่าหลายท่านอาจมีคำถามเดียวกับผมก็เป็นได้
ผมเริ่มถามท่านว่า “เมื่อครู่ในศาลาการเปรียญ ผมนั่งสมาธิ แต่มีสารพัดสิ่งมากระทบ ทั้ง หู จมูก กาย จิต โดยเฉพาะหู ผมได้ยินเสียงเด็กร้องบ้าง เสียงรถหวอบ้าง เสียงคนคุยกันบ้าง พอนั่งไปสักพักก็เมื่อยบ้าง ปวดหลังบ้าง แล้วสภาวะพวกนี้เกิดขึ้นพร้อมๆกัน ผมควรเลือกจับสภาวะใดก่อน”
อาจารย์บอกว่า “สภาวะใดเด่นกว่าให้รู้สภาวะนั้น เสียงเด็กมา ก็เสียงหนอ แล้วจู่ๆเมื่อย ก็เมื่อยหนอ จู่ๆเด็กร้องอีก ก็เสียงหนอ เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ”
ผมเลยสงสัยถามต่อไปว่า “เช่นนั้น จิตจะไม่นิ่งเลยสิครับ เพราะไปรับรู้สภาวะเหล่านั้นตลอดเวลา เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาด้วย”
อาจารย์บอกว่า “นั่นถูกต้องแล้ว เพราะสิ่งทุกอย่างไม่คงที่ เด็กร้องเดี๋ยวก็หยุด เสียงหวอมา เดี๋ยวก็หายไป เมื่อยสักพักก็ชา ชาสักพักก็หาย เดี๋ยวก็เป็นใหม่ เดี๋ยวเราก็สุข เดี๋ยวเราก็ทุกข์ มันก็เป็นของมันอย่างนั้น เราจึงต้องรู้มัน ว่ามันมาแล้วก็ไป อย่าไปยึดติด”
ท่านบอกต่อว่า “แม้แต่ความคิดเราก็เช่นกัน ถ้าเบื่อ ถ้าคิดวอกแวก ก็ต้องให้มันรู้ว่ามันกำลังคิด ไม่ต้องไปคิดต่อว่า มันจะเป็นอย่างไร ให้ดึงกลับมา ยิ่งถ้าเกิดอาการหรืออารมณ์สงบ อารมณ์เป็นสุข ส่วนมากเราไปคิดปรุงแต่งเลยเถิดต่อไปเอง ว่านี่คือสิ่งที่ได้จาการนั่งสมาธิ ต้องดึงกลับมา อย่าไปยึดติดมัน”
“เอ๊ะ แล้วอย่างนั้น เราจะสงบได้อย่างไร เพราะเราไม่ได้จดจ่อสิ่งใด” ผมถามด้วยความยิ่งสงสัย
ท่านบอกว่า “การจับสภาวะคือการมีสติรับรู้ เป็นวิปัสสนาสมาธิ ส่วนถ้าอยากฝึกสมถสมาธิ ต้องจดจ่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น ลมหายใจ มันแยกกันนะสองอย่างนี้”
“อ่อออ” ผมถึงบางอ้อเลย
“จริงๆมันไม่ได้ซับซ้อนอะไร แต่ผมคิดเยอะ เผลอเอาไปผสมกันเอง แล้วก็คิดมากไปเองว่ามันง่ายไป อาจไม่ถูก” ผมบอกอาจารย์ อาจารย์เลยยิ้มๆ แล้วบอกว่า “ใช่แล้ว”
แล้วก็คุยเรื่องสภาวะจิตอีกสักพักใหญ่ๆ พอสรุปคำอาจารย์ได้ใจความว่า
“ถ้าจับความรู้สึกได้เรื่อยๆ จะเริ่มแยกได้ว่า นี่คือความคิด นี่คือจิต นี่คือร่างกาย เราจะไม่ไปผูกมัน เราจะรับรู้ แต่ไม่รู้สึก เพราะเราหยุดมันไว้แค่นั้น”
ฟังแล้วรู้สึกดี
“เอวัง โหตุ” ท่านอาจารย์ให้พร
ปล1. เอวัง โหตุ แปลว่า ขอความปรารถนาที่ท่านปรารถนาแล้วอย่างนั้น จงสำเร็จด้วยเทอญ
ปล2. ย้อนกลับไปเชื่อมโยง Iceberg Model ได้นะครับ ว่าแยกแยะจิต ความคิดได้ ก็จะรู้ว่าเราอยู่ในสภาวะใด เพื่อไม่ให้หลงคิดต่อ ยึดติด
–
โต๊ะทำงาน ในห้องนอนย่านกลางกรุง 15 โมษายน 2557
เลี่ยงจุ้ย
ร้านขายน้ำเลี่ยงจุ้ยเจ้าปร
เห็นหม้อต้มอาอี๊แกวางแบบนี
อาอี๊แกเลยอุทานเสียงตกใจ ว่าใครจะไปทำแบบนั้น นี่เอามาไว้โชว์ส่วนผสมต่าง
ว่าแล้วก็ได้แต่ยิ้มและพงกห
อืมมม นี่กรูแดกอะไรไปมั่งวะเนี่ย
–
บนเตียงนอน บ้านอาม่า 14 เม.ย 2557
ทิชชู่เช็ดตูด
จากคราวก่อนที่บ่นเรื่องไม่
คือวิธีที่ผมเลือกใช้ ผมเลือกที่จะเอาทิชชู่แห้งใ
เอาหละประเด็นมันอยู่ที่ว่า
แต่.. เราคงหลงลืมไปว่า เรามีขนตูดครับ ทิชชู่บางๆจุ่มน้ำมันก็พันก
แต่… (อีกแล้ว) มันไม่ง่ายอย่างนั้นครับ เพราะเราจะเริ่มรู้ทันทีว่า
ดังนั้น เอาทิชชู่จุ่มน้ำเช็ดตูด เป็นวิธีที่ผมไม่แนะนำๆ ลองพกทิชชู่เปียกจะช่วยได้ม
ความช่วยเหลือจากโดเรม่อน
ค้นเจอโดเรมอนเล่มเก่าๆ เลยหยิบขึ้นมาอ่าน สมัยเด็กๆเคยรู้สึกสนุกอย่า
มีสิ่งหนึ่งที่ผมเพิ่งสังเก
โนบิตะสามารถไปโรงเรียนทัน เพียงใช้ประตูวิเศษ
โนบิตะสามารถสอบผ่านภาษาอัง
โนบิตะสามารถทำให้ชิซูกะรัก
ทำไมโนบิตะต้องทำทุกอย่างเอ
บางทีนั่นอาจเป็นจุดที่การ์
ลองย้อนกลับไปดูมุมทางสังคม
คนชาติเหล่านั้นยินดีที่จะเ
คนชาติเหล่านั้นโหยหากินอาห
คนชาติเหล่านั้นอยากเจอธรรม
บางที ผมก็สงสัยว่า เป็นเพราะเขามีเทคโนโลยี เขาจึงอาจไม่ต้องการ หรือเพราะพวกเขาถูกสั่งสอนใ
พอหันกลับมามองตัวเรา ก็แอบคิดถึงประโยค “สามล้อถูกหวย” ขึ้นมาทันที..
—
บนเตียงนอน 12เมษายน 2557
โอกาสเหมาะๆที่จะโดนต่อย
ช่วงแว่บหนึ่งของชีวิตบนรถเมล์สาย 12 จินตนาการเลยเถิดไปว่า ถ้ารถคว่ำจนผมต้องมีอันเป็นไป จะเดาสาเหตุกันอย่างไรนะ?
คำว่า “กรรม” หรือที่บางคนเรียกว่า “เจ้ากรรมนายเวร” คงถูกยกมาอ้างถึงเป็นแน่ ถ้าเป็นเหตุบังเอิญหรือไม่มีเหตุผลเพียงพอ
บางทีผมก็แอบสงสัยว่า “กรรม”, “เจ้ากรรมนายเวร” หรืออื่นๆ มันจะมีระยะเวลาเล่นงานเราไปได้นานเพียงใด ในหนึ่งชีวิตนี้ ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิด
แล้วเจ้ากรรมที่ว่า เลือกช่วงเวลาเล่นงานเราอย่างไรกัน ไหนๆก็เกิดมาพร้อมกรรมแล้ว ก็เล่นให้ครบเครื่องไปเลย เหมือนกับผ่อนบ้าน มีเท่าไรถาโถมโปะให้หมด โดนมันทุกวัน ทุกเวลา สมมุติว่าพออายุสัก 50 ปี ก็จะได้หมดกรรมกันไป หรือกรรมหนักไปเล่นจนตาย ก็เกิดปุ๊บ ตายปั๊บ ชดใช้กันไปก่อนเลย ชาติหน้าค่อยว่ากันใหม่ วนไปเรื่อยๆจนกว่าจะหมดชดใช้การตาย แล้วค่อยเหลือชาติที่มีชีวิตมาผ่อนกรรมกันอื่นๆกันต่อ
จริงๆ พอมาถึงตรงนี้ก็แอบได้สติเหมือนกันว่าระหว่างชดใช้กรรม เอ็งก็ต้องทำกรรมอื่นมาทับถมต่อไปอีก ใช้อย่างไรก็คงไม่หมด, ไอ้ฟิวส์เอ้ย ชีวิตมันไม่ใช่การผ่อนบ้าน และไม่ใช่เกมส์นี่นา
และการจะเกิดเหตุการใดๆขึ้นกับเรา (แม้แต่การเกิดปุ๊บตายปั๊บแบบใช้กรรม) แปลว่ามันต้องมีสาเหตุ ไม่ว่าจะสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย สิ่งมีชีวิตเอื้ออำนวย สิ่งไม่มีชีวิตเอื้ออำนวย พอคิดมาถึงนี่ แล้วอย่างนี้มันจะไปเกิดได้อย่างไรกัน
ตัดฉากกลับมาสภาวะปัจจุบันที่ธรรมชาติเป็น แปลว่า กรรมที่เราเผชิญ มันอาจจะมีหรือไม่มีเราไม่รู้ รู้แต่มันอยู่ในสภาวะ “กรรมรอส่งผล”
มันรอโอกาส รอจังหวะเหมาะๆ แล้วเหวี่ยงหมัดซัดเราทีเดียวให้น่วมเลย อาจจะเจ็บตัวเท่าตอนที่เคยทำ หรือเจ็บกว่าเพราะมีดอกเบี้ยตามทวงข้ามภพชาติ อันนี้ก็ไม่มีใครรู้
คำว่าโอกาสและจังหวะเหมาะๆ ที่มันรอส่งผลดีหรือไม่ดีกับเรา คงเป็นเพราะตัวเรานั่นเองที่สร้างจังหวะเหล่านั้นให้กับมัน เช่น กำลังทำชั่ว กำลังประมาท ขาดสติ ยุ่งกับเรื่องไม่ดี คนไม่ดี ก็เป็นจังหวะเหมาะที่เจ้ากรรมมันอาจขุดคุ้ยข้อมูลที่ใกล้เคียงมาจากฐานข้อมูล ว่ามีอะไรที่ฉันมีโอกาสจะเล่นงานแกได้บ้าง จากเหตุการณ์ที่แกกำลังทำอยู่
หรือแม้แต่กรรมดีๆ เช่น ทำดี บริจาคทาน เข้าวัด ช่วยคนพิการ ไอ้เจ้ากรรมก็คงไปค้นจากฐานข้อมูล แล้วเทียบเคียงเหตุการณ์ เพื่อส่งเสริมความดีหรือชดใช้คนที่เคยทำดีกับแก ในเหตุการณ์ที่แกกำลังทำอยู่ก็เป็นได้
คงอาจเป็นด้วยเหตุผลดังนี้หรือเปล่านะ ครูบาอาจารย์จึงบอกไว้ให้ทำดีเสมอ อยู่ในที่ดีเสมอ เจอแต่คนดีเสมอ ทำใจดีๆไว้ และอย่าไปทำความชั่ว เพื่อลดโอกาสที่กรรมชั่วมันจะเล่นงานเรานั่นเอง (แม้จะห้ามไม่ได้) หรือเรียกว่ายืดเวลาไปเรื่อยๆ ไม่ต้องพบกับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสที่เจ้ากรรมต่อยเรา จนกว่าชาติใดชาติหนึ่ง เราจะหลุดพ้นมัน อย่างที่ศาสนาพุทธเรียกว่า บรรลุนิพพาน
ว่าแล้ว รถเมล์ถึงบ้านเสียก่อน และผมก็ไม่ได้มีอันเป็นไปตามที่มโนไปเอง เรื่องนี้มันเป็นความคิดยามว่างของคนโง่เขลาอย่างผม ใครมีความคิดอย่างไร แลกเปลี่ยนกันได้นะครับ