เรียกมันว่า กีฬารีดผ้าผาดโผน (Extreme ironing)
วันนี้มีคนแชร์รูปในเฟส เป็นรูปผู้ชายรีดผ้าบนปลายเหว ผมดูแล้วก็แปลกๆ ตลกๆ ดี เลยกดแชร์ต่อแบบไม่ได้คิดอะไร จนมีเพื่อนคนหนึ่งโพสว่า Extreme ironing ก็เลยลองไปค้นหาดู คาดว่าอาจเป็นศัพท์อะไรบางอย่างที่ถูกบัญญัติไว้ แล้วก็โป๊ะเช๊ะครับ สตั๊นไป 3 วิ แล้วก็นั่งขำอุจาระแตกอุจาระแตนอยู่ 4 นาที
ใน Wikipedia ระบุไว้ว่า Extreme ironing (หรือ EI) ที่ฝรั่งเขาบอกว่ามันเป็นกีฬาผาดโผนชนิดหนึ่ง แบบว่าผสมความเป็นศิลปะในนั้นด้วย! (ตรงนี้ผมขอแปลเป็นไทยและเรียกมันว่า รีดผ้าผาดโผน ก็แล้วกัน) โดยผู้เล่น จะต้องพกกระดานรีดผ้า พร้อมเสื้อผ้าไปชุดหนึ่ง จากนั้น ก็ไปทำอะไรผาดโผนตามประสาคนรักสนุก แต่ขณะที่กำลังลุยนั้น ก็ต้องรีดผ้าไปด้วย!
จะเรียกคนบ้าก็คงไม่ใช่ ผมขอเรียกว่าผู้กล้าดีกว่า เพราะคนที่ทำ มีสารพัดรูปแบบ อย่างน้อยเขาต้องร่างกายแข็งแรง และกล้าหาญมาก เพราะกีฬาประเภทนี้อันตรายครับ เช่น รีดผ้าปีนเขา (Climbing), รีดผ้าเดินป่า (Treking), รีดผ้าสกี (Skiing), ว่ายน้ำรีดผ้า (Swiming), รีดผ้าแคนนู (Canoe), รีดผ้าดำน้ำ (Driving), รีดผ้าสโนว์บอร์ด (snowboarding) เป็นต้น
จากที่หาข้อมูล ดูเหมือนว่านิยามของคนเล่นกีฬาเหล่านี้คือ
“My wife will kill me if I don’t get this done by tonight.”
ประมาณว่า กรูก็อยากเที่ยว แต่เมียคงฆ่าตาย ถ้ากรูรีดผ้าไม่เสร็จภายในคืนนี้
หนังสือ บรรยง พงษ์พานิช คิด
ช่วง 2-3 ปี มานี้ ผู้หลักผู้ใหญ่ระดับบริหาร ที่เรามักมีภาพในหัวว่า เขาต้องเคร่งขรึม ได้แสดงออกไปในทาง “เซอไรพส์!..” (โปรดทำเสียงสูงๆ)
ด้วยความน่าเชื่อถือของพวกเขา เมื่อได้ออกมาสื่อสารกับคนทั่วไปแบบคนทั่วไปแล้ว (เอ๊ะยังไง!?!)
ก็คงไม่แปลกที่การทำ CEO Branding จะประสบความสำเร็จ
เช่น คุณซิกเว่ เบรกเก้ ออกมาปั่นสามล้อโปรโมทดีแทค, คุณตันภาสกรบนจอทีวีโฆษณาขายชาเขียว,
คุณวิกรม กรมดิษฐ์เขียนหนังสือผมจะเป็นคนดี, คุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์เขียนหนังสือซีอีโอโลกตะวันออก,
พี่ป้อมภาวุธโฆษณาตลาดดอทคอมบนสื่อออนไลน์
แล้วก็อีกหลายๆท่าน
บางอย่างที่ดูเป็นผลงาน เช่น งานเขียนหนังสือ งานวิทยากร แต่ในนั้นล้วนสอดแทรกวัฒนธรรมองค์กรที่ทำให้เราได้เคลิ้มแทบจะขายบ้านซื้อหุ้นบริษัทเขา หรือถวายตัวรับใช้เขาไปตลอด 7 อสงไขย ก็ไม่ปาน (จะว่าไป ผมรู้จักวัฒนธรรมองค์กร 5-7-11 ของ CP ALL ก่อนจะเข้าไปทำงานที่นั่นเสียอีก ก็เพราะได้อ่านหนังสือของคุณ ธนินท์ เจียรวนนท์ กับหนังสือคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ นี่แหละ)
อาทิตย์ที่แล้วพี่สาวผมเพิ่งฝากซื้อหนังสือ “บรรยง พงษ์พานิช คิด” แน่นอนว่ามีเขียนสอดแทรกวัฒนธรรมองค์กรเหมือนกัน เพราะเขาคือ ประธานกรรมการ บริษัท หลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน)
พอผมได้ยินชื่อเท่านั้นแหละ “ใครวะ ไม่รู้จัก!?!”
ก็เลยไปซื้อให้ แล้วแอบอ่านก่อนส่งมอบ
เท่านั้นแหละคุณเอ๋ย ผมก็ยังไม่รู้จักเขาอยู่ดี (ฮ่าๆ)
เอาเป็นว่าผมจะรู้หรือไม่รู้ก็ไม่ใช่ประเด็น แต่หนังสือเล่มนี้เป็นอีกเล่มหนึ่งที่คนระดับผู้บริหารได้เขียนและใช้สำนวนอ่านง่าย
ผมแอบดีใจที่มีหนังสือลักษณะนี้ออกมาจากคนเหล่านี้บ่อยๆ
ผมไม่แคร์เท่าไรที่ในบางบทอาจจะเขียนเชิง Advertorial ให้กับบริษัทตนเอง
แต่การได้รู้เห็นวัฒนธรรมองค์กรอื่นๆ แนวคิดของผู้บริหาร และสำนวนการสื่อสาร
ดูจะเป็นกำไรต่อผู้อ่านมากกว่า.. ว่าบริษัทเหล่านี้ คนเหล่านี้ เขาเจริญได้อย่างไร
ปล. โปรดเอาใจช่วย CEO Branding คนต่อไป ที่อาจเป็นป้าผม (คุณยาใจ ไวพยาบาล) หัวหน้าสหกรณ์จังหวัดอุตรดิตถ์ ตอนนี้ชีขึ้น Cover เป็นรูป ถั่วเขียวพันธุ์ชัยนาท 72 คาดว่ากำลังโน้มน้าวให้สมาชิกสหกรณ์ปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ
ถามสาวยาคูลท์สิคะ
เธอชื่อ ยุ สาวร่างเล็ก สวมชุดยูนิฟอร์มพนักงานสาวย
และมีกระเป๋าสะพายข้างสี่เห
จากที่ผมเคยเห็นหลายคน สาวยาคูลท์จะแต่งตัวเรียบร้
เธอบอกว่า เธอต้องตื่นประมาณตี 5 กว่าๆ เพื่อจัดของให้เสร็จก่อน 6 โมง
พอ 7 โมง เธอต้องไปรับยาคูลท์กับโรงง
สัมปทานที่เธอส่งจะอยู่แถวส
“แปว่าจัดสรรไว้เรียบร้อยแล้
“ไม่ค่ะ พนักงานยาคูลท์มีเยอะก็จริง
“โอ้โฮว แปลว่าแบบนี้ก็ขายกันไม่หวั่
“ทุกวันนี้แค่พื้นที่ที่ได้
“โอ้ สี่โมงเย็นเลยหรอครับ ผมนึกว่าเลิกช่วงเที่ยงๆ บ่ายๆ” ผมอุทานอีกครั้ง ด้วยความตกใจ
“อ๋อ ไม่ใช่หรอกค่ะ นี่ยังส่งไม่ครบทุกตึกเลย” (ผมคุยกับเธอตอนเที่ยงครึ่ง
เธอบอกกับผมต่อว่า เฉพาะเธอเองขายได้ประมาณ 550 ขวด ต่อวัน
ผมก็พอรู้มาว่าเขาได้กำไรขว
“ใช่ค่ะ 3-4 ตึก ได้ 500 กว่าบาท ก็หมดหนึ่งวันแล้ว”
“เฉพาะที่นี่ (ตึก CP ALL) ก็ยังขายไม่ครบทุกชั้นเลย พยายามจะไปให้ได้ทุกชั้น จะได้ไม่ต้องเดินทางบ่อยๆ”
สาวยาคูลท์ ตอบผม โดยไม่ปิดบังรายได้ที่แท้จร
“ห้าร้อยกว่าบาทต่อวัน ก็เดือนละหมื่นกว่า ก็เยอะนะครับ แย่อย่างเดียวต้องตากแดดทั้
“ไอ้ร้อนไม่เท่าไรค่ะ แต่นี่ยังไม่รวมค่าน้ำมัน 50 บาทต่อวัน กับค่าน้ำแข็งแช่ของนะคะ”
“อ๋อ ครับ แต่ก็พออยู่ได้เนอะ?” ตรงนี้ผมเริ่มหายสงสัยอะไรห
“อ๋อ ก็ได้ค่ะ แต่ก็ขายได้เยอะๆขึ้นก็ดี ขายให้ได้ทุกชั้นทุกที่ที่ไ
“เช่นนั้น ก็ต้องอาศัยการบอกปากต่อปาก
“ใช่ค่ะ ต้องทำแบบนั้น ถึงจะได้มากขึ้น”
แล้วผมก็รู้จากเธออีกว่ายาคู
เธอเลยให้คำตอบผมต่อว่า สาเหตุที่ 7-Eleven ไม่ขายยาคูลท์เพราะว่า
ของจะหมดอายุเร็วมาก 1-2 อาทิตย์เท่านั้น และบริษัทยาคูลท์ก็ไม่รับคื
ดังนั้น มันก็เลยไม่ใช่อย่างที่ผมเข้าใจว่านมเปรี้ยวบีทาเกนเหม
เป็นเรื่องราวเล็กๆ ที่ทำให้รู้ว่าสาวยาคูลท์เป็
หรืออาจเพราะผมไม่เคยเจอสาว
และคงเป็นเพราะคอนเซ็ปของบริ
ถามสาวยาคูลท์สิคะ..
ขายของธรรมดาๆ มันต้องหาเรื่องกันหน่อยแล้ว..
เดินไดโซ,โคโมโนย่า บ่อยๆ เข้าใจแล้วว่าญี่ปุ่นมันขาย
ของบางอย่างโคตรจะธรรมดาเลย
อ่ะๆๆๆ ถ้าแกอยากได้เอาไป ฉันให้ฟรี รกบ้านว่ะ
อ่ะ ลองมาดูรูปที่ผมถ่าย ไอ้ซองใส่เศษไม้จากญี่ปุ่น มันบอกว่าเอาไว้เป็นอาหารด้
แล้วก็เอามาขายกรูและชาวโลก
oh holy shit! fucking god!
พี่แก เล่นทำให้ในหัวกรูไม่มั่นใจ
สุดท้ายกรูก็อาจต้องซื้อเศษ
ถึงตอนนั้น จักจั่นไทยบ้านกรูคงยิ้มแก้
สรุปได้ว่า ของธรรมดาๆทั่วไป ถ้าใส่เรื่องราว (story) ให้มัน หรือใส่ไอเดียการใช้ให้มัน เพื่อสร้างจินตนาการให้กับผ
เอวังด้วยประการฉะนี้
The Secret Life of Walter Mitty
แต่สำหรับผม มันทำให้คิดถึงตอนที่ตัวเองตัดสินใจแบกเป้เที่ยวครั้งแรก(แชงกรีลา) และตัดสินใจเข้าป่าปีนเขาครั้งแรก มันเป็นเสี้ยวเวลาตัดสินใจเพียงนิดเดียว จากที่เรารู้สึกจำเจ เบื่อกับสิ่งที่เป็นอยู่ในทุกๆวัน มองข้ามอุปสรรคต่างๆ จนพาตัวเองออกไปหาอะไรที่ตื่นเต้นทำสักครั้ง(หลายๆครั้ง)
ผมเริ่มเบื่อกับการแค่ไปดูรูปคนอื่นที่ไปมา หรือได้เสพรูปจากแหล่งต่างๆในอินเทอร์เน็ตหรือ Google Earth แล้วมาบ่นแค่รู้สึกว่าอยาก..
ทุกสถานที่และร่างกายของคุณเอง ความพร้อมของคุณเอง มันไม่พร้อมไปให้คุณได้ตลอดชีวิตหรอกนะ สุดท้ายก็คงได้แค่นั่งแก่ๆ แล้วบ่นกับลูกหลานว่า อยากไป.. แต่แก่เกินไป..













































