พระเจ้าหรือซาตาล

อ่า สืบเนื่องจาก blog เพื่อนผม ไอ้คุณโอ เรื่อง คุณอยากรู้มั๊ยมันทำให้ผมนึกถึง ความคิดๆ หนึ่งที่เคยวิ่งผ่านหัวของคนที่นับถือพุทธ

“ศาสนาที่มีพระเจ้า จะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่พระเจ้าสอนนั้นถูกต้องและดีงาม และพระเจ้าเหล่านั้นถ้าหากว่าเป็นซาตาลแปลงกายเป็นพระเจ้า เราจะรู้ได้อย่างไร และคำสอนเหล่านั้นทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ที่ดีแล้วพ้นทุกข์อย่างนั้นหรือ”

นี่คือสิ่งที่เรา ซึ่งนับถือพุทธ ได้ถามกับตนเอง ว่ามันดีหรือป่าว รวมไปถึงได้อ่านหนังสือที่อัลเบิร์ต ไอสไตน์ ได้พูดไว้ทำนองว่า “ศาสนา ที่ดีที่สุดในโลก เท่าที่มนุษย์
ชาติพึงมี ตัวไอน์สไตนเองยกย่อง พระพุทธเจ้ามากว่าเป็นผู้รู้จริง…เป็นศาสนาของคนที่ต้องการรู้จริง
เป็นศาสนาเดียวในโลกที่สามารถจะไขปริศนาของความลับโลก
ได้จากพลังจิตอันบริสุทธิ์ของผู้ที่ปฏิบัติ”
และก็พูดไว้อีกว่า “พวกเราจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดอย่างมีเหตุผล ถ้ามนุษยชาติจะอยู่รอดต่อไปได้”

ทำให้เรากลับมคิดว่า หากพระเจ้าของบางศาสนา บอกให้ทำสงครามเพื่อศาสนาของตน มันถูกต้องแล้วหรือ, หากพระเจ้าของบางศาสนาสอนให้คนรักกันมันถูกแล้วหรือ

มนุษย์ทุกคนต้องการความสุข ความสุขที่ศาสนาที่มีพระเจ้าคือความสุขทางโลกของศาสนาพุทธ หากต้องการความสุขที่แท้จริงจะต้องเป็นความสุขเหนือโลก ขึ้นไปอีก

ยกตัวอย่างกรณีที่ผมได้กล่าวไว้ ว่าหากทำสงครามเพื่อศาสนา มันอาจจะมองในแง่ที่ว่าจงรักภักดีต่อพระเจ้าและศาสนา มันก็เป้นส่วนดี แต่มันเบียนเบียนและทำลายชีวิตผู้อื่น โลกมันจะสงบได้อย่างไร ตอให้ทั้งโลกนับถือเหมือนกันหมด คนในศาสนาเดียวกันแท้ๆ ยังฆ่ากันเลย อันนี้ผมมองว่าเป็นความเชื่อที่รุนแรงไป ไม่น่าพูดถึงต่อ

และบางพระเจ้าสอนให้คนรักกัน ข้อนี้ไม่แรง ข้อนี้เป็นสุข เป็นสุขทางโลก ทำไมผมถึงบอกว่าเป็นสุขทางโลก ให้ลองไปถามคนมีความรักสิครับ คิดถึงเขาเป็นทุกข์ไหมว่าเขาจะเป็นอย่างไร เป็นห่วงเขาเป็นทุกข์ไหมว่าเขาจะอยู่อย่างไร รักเขาเป็นทุกข์ไหมว่าเขาจะมีคนอื่นไหม ได้อยู่กับเขาเป็นทุกข์ไหมว่าสักวันเขาจะพรากจากเราไป ทุกสิ่งที่พูดมาถ้าเรามองดูดีๆ มันเป็นอวิชชาบังตา ที่เราหลงเชื่อว่าความรักนั้นเป็นของดี มีความสุข แต่ถ้าคิดให้ดี มันมีความทุกข์แฝงอยู่ มีความยึดติดแฝงอยู่ (แม้แต่ผมเอง ยังหลงยึด)

แต่สำหรับศาสนาพุทธ ถึงแม้ว่าจะไม่เคยสอนให้คนรักกัน แต่ศาสนาพุทธสอนให้เราอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข (หรือพูดอีกนัยหนึ่งให้เขาใจก็อาจจะเรียกว่ารัก แต่เป็นรักที่หวังดี รักที่อยู่อย่างมีสุขที่แท้ รักที่ไม่ยึดติด รักที่เป็นกลาง)ซึ่งอาศัย พรหมวิหาร 4 มาอธิบายได้ดังนี้

ไม่เบียดเบียนผู้อื่น

มี เมตตา ( การปรารถนาดีรักใคร่ต่อสัตว์ทั้งหลาย
เมตตาคือความไม่โกรธ
ความรักใคร่ชื่นชมนี้ มี2 อย่าง คือ (1) เมตตาอโทสะ
(2) ตัณหาเปมะ ใน ๒ อย่างนี้ เมตตาอโทสะ เป็นความ
รักใคร่ชื่นชมปรารถนาดี ไม่มีการยึดถือว่าเป็น บิดา มารดา บุตร
ธิดา ภรรยา สามี ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง แต่อย่างใด ถึงจะจากไป
อยู่ที่อื่นก็ไม่เดือดร้อน ส่วนตัณหาเปมะนั้น เป็นความรักใคร่ชื่นชม
ด้วยการยึดถือว่าเป็น บิดา มารดา บุตร ธิดา ภรรยา สามี
ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงและแยกจากกันไม่ได้ ดังนั้นความรักใคร่ชื่นชม
ชนิดที่เป็นชนิดตัณหาเปมะนี้ จึงได้ชื่อว่า เป็นเมตตาเทียม เพราะยัง
มีโลภะอยู่ด้วย
)

มี กรุณา ( เมื่อเห็นสัตว์ทั้งหลายได้รับ
ความลำบาก จิตใจของสัปบุรุษ (สัปบุรุษ – สัตบุรุษ คือ คนสงบ
คนดี คนมีศีลธรรม คนที่ประกอบด้วยสัปปุริสธรรม – พจนานุกรม
พุทธศาสน์) ก็เกิดความหวั่นไหว นิ่งดูอยู่ไม่ได้ หรืออีกนัยหนึ่ง
หมายความว่า ย่อมช่วยผู้ที่ได้รับความลำบากนั้นให้ได้รับความสุข
ดังแสดงวจนัตถะว่า
ปรทุกฺเข สติ สาธูนํ หทยกมฺปนํ กโรตีตี = กรุณา
ธรรมชาติใดย่อมทำให้จิตใจของสัปบุรุษทั้งหลาย หวั่นไหว
อยู่นิ่งไม่ได้ เมื่อผู้อื่นได้รับความลำบาก ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น
ชื่อว่า กรุณา
กิณาติ ปรทุกฺขํ หึสติ วินาเสตีติ = กรุณา
ธรรมชาติใดย่อมเบียดเบียนทำลายความลำบากของผู้อื่นเสีย
ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่า กรุณา
)

มี มุทิตา ( ความรื่นเริงบันเทิงใจ
ในความสุขความสมบูรณ์ของผู้อื่น มี ๒ อย่าง คือ มุทิตาแท้และ
มุทิตาเทียม ใน ๒ อย่างนี้ มุทิตาแท้ แม้ว่าจะมีความรื่นเริง
บันเทิงใจต่อสัตว์ที่มีสุขอยู่ หรือจะได้รับความสุขต่อไป
ข้างหน้าก็ดี จิตใจหาได้มีการยึดถือหรืออยากโอ้อวดต่อผู้อื่น
แต่อย่างใดไม่ มีแต่ความเบิกบานแจ่มใสอันเป็นตัวมหากุศล

สำหรับมุทิตาเทียมนั้น แม้จะมีความยินดีปรีดาก็จริง
แต่ก็มีการยึดถืออยากได้ดีมีหน้า ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
ส่วนมากย่อมเกิดขึ้นเมื่อได้เห็นบิดา มารดา ญาติพี่น้อง
บุตร ธิดา มิตรสหายของตนมียศ มีทรัพย์ อำนาจ หรือ
ได้ทราบว่าจะได้รับยศอำนาจในวันหน้า โดยความยึดถือ
ว่าผู้นั้นเป็นบิดา มารดา ฯลฯ ของตน
)

มี อุเบกขา ( วามวางเฉยต่อสัตว์ทั้งหลาย
โดยมีจิตใจที่ปราศจากอาการทั้ง ๓ กล่าวคือ ไม่น้อมไปในความ
ปรารถนาดี ในการที่จะบำบัดทุกข์ ในการชื่นชมยินดี ในความสุข
ของสัตว์แต่อย่างใดทั้งสิ้น พิจารณาในสัตว์ทั้งหลายพอประมาณ
ด้วยการที่ไม่รักไม่ชัง คือ สละความวุ่นวายที่เนื่องด้วยเมตตา กรุณา
มุทิตา และมีสภาพเข้าถึงความเป็นกลาง

การวางเฉยต่อสัตว์ทั้งหลายนั้น มีอยู่ด้วยกัน ๒ อย่าง คือ
เป็นไปด้วยอำนาจแห่งตัตตรมัชฌัตตตา (ความเป็นกลางในอารมณ์
นั้นๆ / ภาวะที่จิตและเจตสิกตั้งอยู่ในความเป็นกลาง)
นี้เป็นอุเบกขาแท้

ส่วนที่เป็นไปด้วยอำนาจโมหะนั้น เมื่อได้ประสบกับสิ่งที่น่ารัก
ก็ไม่รู้จักรัก น่าขวนขวายอยากได้ก็ไม่มีการขวนขวายอยากได้
เฉยๆ ไป น่าเคารพเลื่อมใสก็ไม่รู้จักทำการเคารพเลื่อมใส
น่ากลัวน่าเกลียดก็ไม่รู้จักกลัวจักเกลียด ควรสนับสนุนส่งเสริม
ก็ไม่รู้จักสนับสนุนส่งเสริม ควรแก้ไขปรับปรุงให้ดีให้สมบูรณ์
ในการงานทั้งปวงก็นิ่งเฉยเสีย นี้เป็นอุเบกขาเทียม
)

ที่มาของคำแปล http://board.dserver.org/e/easydharma/00000024.html

ซึ่งถ้าใครยังไม่เข้าใจอวิชชาบังตา ก็ลองดูคาวมหมายของ พรหมวิหาร 4 แต่ละตัวก็ได้ เช่น คำว่า อุเบกขา ถ้าเรารู้อย่างคร่าวๆ เราจะรู้ว่ามันคือการวางตัวเป้นกลาง ไม่ถือดีถือร้ายใดๆ นี่แหละยังเรียกว่าบังตา แต่สิ่งที่เรียกว่าวิชชา คือเราจะรู้ลึกซึ้งไปกว่านี้ว่า “มันมีแยกเป็น 2 แบบนะ คือการวางเฉยแบบอารมณ์และจิตเป็นกลาง กับการวางเฉยแบบใครจะทำอะไรก็ปล่อยมัน ไม่สนใจ”

คราวนี้กลับมาหัวข้อของเรา ว่า พระเจ้าหรือซาตาล …. สิ่งที่ได้กล่าวไปแล้วคือบางศาสนาสอนให้สุขทางโลก คือให้อยู่ตั้งแต่เกิดจนตาย ถึงแม้จะสุขแค่ไหนก็ยังมีทุกข์แฝงอยู่เป็นเรื่อยๆ เป็นศาสนาที่ยึดติดกับพระเจ้า พระเจ้าไม่ชอบสิ่งใด ต้องทำสิ่งนั้นให้ มันเป็นทางโลก

แต่ศาสนาที่เหนือโลก (หรือที่เรียกว่าโลกุตระ) มันอยู่เหนือการยึดติดกับพระเจ้า อยู่เหนือการยึดติดกับความทุกข์ หรือแม้แต่ความสุข (หลายคนชาวพุทธมักเชื่อว่า ศาสนาพุทธที่สุดคือการพ้นทุกข์และมีสุข แต่ที่จริงแล้วสูงสุดคือการ พ้นจากทุกข์และพ้นจากสุข อยู่ในสภาพเป็นกลาง)

ถึงแม้ว่าการปฏิบัติอย่าที่กล่าวมาทางพุทธ จะเป็นเรื่องยาก เป็นการปฏิบัติชั้นพระอริยะ แต่สิ่งที่พุทธสอนให้ปุถุชนใช้ในทางโลกคือ ศีล 5 ก็เพียงพอแล้วสำหรับทางโลก แล้วมันจะเป้นรากฐานไปสู่ความเป็นพระอริยะ และพ้นทุกข์ถึงพระนิพพานต่อไป

** ปล. ความคิดเห็นส่วนตัวเด้อ ว่าศาสนาแตกต่างอย่างไร แต่มิได้จะว่าพระเจ้าของศาสนาใดๆ ว่าไม่ดี เพียงแต่อยากเสนองแง่มุมของคนที่ไม่มีพระเจ้าให้แก่คนที่มีพระเจ้าได้ทราบว่าพวกเราคิดอย่างไร

การเสพทางอารมณ์ กับ การกิน

การเสพกับการกิน ผมเพิ่งค้นพบว่ามันเหมือนกันนะ

ในเชิงลบ
การกิน เรากินขนม อร่อยมากเลย มีรสหวานมาก แต่ในขณะนั้นเรากำลังรับสารอาหารอะไรบ้างก็ไม่รู้ที่กำลังจะสะสมในร่างกาย สุดท้าย ถ้ากินเหมือนเดิมทุกวัน เราก็จะอ้วน หรือเป็นเบาหวานในที่สุด

การเสพทางอารมณ์ สมมุติว่าเราปล่อยใจให้คิดถึงใครสักคน ในขณะนั้นเราจะไม่รู้ว่า มันจะมีอารมณ์อยาก รัก หลง เข้ามาเกี่ยวข้อง สุดท้ายแล้วถ้าเราคิดถึงทุกวันๆ เราก็จะกลายเป็นคนที่หลงและคลั่งใคล้ มีแต่ความอยากที่จะเจอ ตลอดเวลา พูดง่ายๆ เมหือนคนบ้า

ในเชิงบวก
หากเรากินพวกผักผลไม้ไปเรื่อยๆ เราไม่รู้เดี๋ยวนั้นหรอกว่า มันจะไปช่้วยอะไรในร่างกายเราบ้าง มันจะใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล ผมเคยได้ยินเรื่องเล่าว่ามีชายแก่คนไทย ไปเที่ยวจีน เขาเดินบนกำแพงเมืองจีน ลุยหิมะ เพื่อจะเที่ยว ได้อย่างไม่หนาว และไม่เหนื่อย ซึ่งสอบถามไป เขาก็บอกว่า เขากินโสมมาตั้งแต่อายุประมาณ 18 จนตอนนี้จะ 80 ก็ยังกินอยู่

หากเราเสพโดย เสพอารมณ์ทางสงบ เช่นการนั่งสมาธิ หรือทำใจให้ปลอดโปร่ง โอเคมันจะไม่ทำให้สติหรือสมาธิประทปัญญาคุณดีขึ้นทันตาเห็น แต่มันจะค่อยๆสะสมไปเรื่อยๆ จนเกิดขึ้นในอนาคต และมันจะมีผลกับร่างกายเหมือนการกินคือ เมื่ออารมร์ได้พักผ่อน ร่างกายก็จะได้พักผ่อนตาม หน้าตาและผิวพรรณของเราจะดี ให้คุณสังเกตุ คนแก่ที่เข้าวัดบ่อยๆ (เข้าด้วยใจนะ ไม่ใช่เข้าบังหน้า) จะมีหน้าตาดี สดใสมาก แม้แต่ผมช่วงที่เพิ่งสึกมาใหม่ๆ ก็มีคนทักว่าหน้าตาสดใสขึ้น เพราะช่วงบวชเราไม่ต้องคิดเรื่องใดๆให้ปวดหัว แล้วได้พักผ่อนที่เพียงพอทั้งทางกายและทางใจ

source: http://ifew.exteen.com/20050921/entry-1

บันทึกการออกบวช วันที่ 8

วันที่ 28 พค. 2548 (บ.28/05/2548 exteen.21/09/2548)

วันนี้บิณฑบาตร โดยมีหลวงตาที่ท่านมาจากต่างอำเภอ (อ.ชุมแสง จ.นครสวรรค์) ร่วมเดินทางด้วย ท่านอายุประมาณ 76 ปี แต่แข็งแรงมาก เดินตามพวกเราด้วยความเร็ว และถือของพะรุงพะรังพอสมควร ซึ่งต้องเดินร่วมๆ 2 – 3 กิโลเมตร นับถือท่านจริงๆ และรู้สึกว่าท่านจะกลับวัดที่อำเภอของท่านวันนี้พอดี เพราะไม่มีใครจำวัดเป็นเพื่อนท่านเลยบนศาลา

ฉันเช้าเสร็จก็ขึ้นมาจำวัดสักครู่ พอ 8 โมงกว่าๆ ก็ขึ้นโบสถ์เพื่อนั่งเป็นพระลำดับบวชนาค

ขณะที่นั่งเป็นพระลำดับ พระคูรนิภาที่เป็นพระอุปัชชา ก็สอดส่ายสายตามองและมาจ้องที่เราพอดี เราก็ “ครับ” ตอบท่านไป แต่ท่านก็ไม่ได้พูดอะไร แต่ก็จ้องเราต่อ เราเลยหลุดขำในลำคอออกมาซะดังเลย แต่คงไม่มีใครได้ยินมั้ง เหอๆ ที่ท่านมองเพราะท่านจะดูว่ามีพระรูปใดมานั่งทำพิธีบ้าง และท่านจะกำหนดให้พระรูปนั้น ขึ้นสวดคำกรวดน้ำ (ที่ขึ้นว่า “ยะถา วารีวะหาฯ”) เราและท่านอื่นๆที่นั่งเป็นพระลำดับส่วนใหญ่จะเป้นพระใหม่ เลยไม่ค่อยมีใครกล้าสวด เพราะกลัวจะผิด หรือเพี้ยน
แต่ที่สุดแล้ว บวชเสร็จ พระครูก็เลย เรียกหลวงพี่ปั๊ม มานั่งใกล้ๆ แล้วให้สวดกรวดน้ำ หลวงพี่ปอนเลยสะกิดเราแล้วยิ้มๆ ส่วนหลวงพี่ชิว ก็ทำท่าแบบโล่งอก
หลังจากเสร็จพิธีทั้งหมด พระครูเลย ถามหลวงพี่ชิวว่า ท่านได้สวดหรือยัง หลวงพี่ชิวเลยบอกว่า ยัง ท่านก็เลยพูดว่า “รู้อย่างนี้ ให้ท่านขึ้นสวดดีกว่า” จากนั้นก็มองมาที่เราแล้วบอกว่า “ท่านเป็นลำดับต่อไป” ซึ่งหมายความว่า เราจะต้องขึ้นสวดให้ญาติโยมฟังในงานบวชครั้งหน้า!!!

กลับมาก็ฉันเพลบนศาลา และจำวัด ตื่นมาอีกที ตอน บ่าย 3 หลวงพี่นัท บอกว่า เราทำท่าลนลานตอนอยู่ในโบสถ์ (ท่านพูดถึงเราว่า “ท่านที่มีเครา”)

source: http://ifew.exteen.com/20050921/entry

ความอดทน คือ อะไร

ความอดทน มาจากคำว่า ขันติ หมายถึง การรักษาปกติภาวะของตนไว้ได้ ไม่ว่าจะถูก กระทบกระทั่งด้วยสิ่งอันเป็นที่พึงปรารถนาหรือ ไม่พึงปรารถนาก็ตาม มีความมั่นคงหนักแน่น เหมือนแผ่นดิน ซึ่งไม่หวั่นไหว ไม่ว่าจะมีคนเท อะไรลงไป ของเสีย ของหอม ของสกปรก หรือของดีงามก็ตาม

งานทุกชิ้นในโลกไม่ว่าจะเป็นงาน เล็กงานใหญ่ ที่สำเร็จขึ้นมาได้นอกจากจะอาศัย ปัญญาเป็นตัวนำแล้ว ล้วนต้องอาศัยคุณธรรมอัน หนึ่งเป็นพื้นฐาน จึงจะสำเร็จได้ คุณธรรมอันนั้น คือ ขันติ

ถ้าขาดขันติเสียแล้ว จะไม่มีงานชิ้นใด เลยสำเร็จได้เลย เพราะขันติเป็นคุณธรรมสำหรับทั้ง ต่อต้านความท้อถอยหดหู่ ขับเคลื่อนเร่งเร้าให้ เกิดความขยัน และทำให้เห็นอุปสรรคต่าง ๆ เป็นเครื่องท้าทาย ความสามารถ ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า ความสำเร็จของงานทุก ชิ้น ทั้งทางโลกและทางธรรม คือ อนุสาวรีย์ของขันติทั้งสิ้น

โดยเหตุนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า

” ยกเว้นปัญญาแล้ว เราสรรเสริญว่าขันติเป็นคุณ ธรรมอย่างยิ่ง “ลักษณะของความอดทนที่ถูกต้อง

มีความอดกลั้น คือ เมื่อถูกคนพาลด่า ก็ทำราวกับว่าไม่ได้ยิน ทำหูเหมือนหูกระทะ เมื่อเห็นอาการยั่วยุ ก็ทำราวกับว่าไม่ได้เห็น ทำตาเหมือนตาไม้ไผ่ ไม่สนใจใยดี ไม่ปล่อยใจให้เศร้าหมองไปด้วย ใส่ใจ สนใจ แต่ในเรื่องที่จะทำความเจริญให้แก่ตนเอง เช่น เจริญศีล สมาธิ ปัญญา ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป

——————–

เวลา………….หนึ่ง .สายน้ำ…………หนึ่ง
คำพูด…………หนึ่ง โอกาส …………หนึ่ง
ลูกปืน……….. หนึ่ง……

 

ถ้า….หลุดไปแล้ว ไม่สามารถเรียกคืนได้
คนพูด …….พูดไปแล้วอาจจะลืม
แต่คนฟัง .. ฟังแล้วตกถึงหู กระทบถึงใจ…

บางคนอาจจะลืม แต่ก็มีบางคนไม่สามารถลบเลือนไปจากใจได้เลย….ตลอดชีวิต

source: http://ifew.exteen.com/20050920/entry

เรื่องของผมกับเว็บมาสเตอร์แชมป์

ไม่ได้อัพ blog มานานแสนนาน และแล้วก็ต้องมาอัพแต่คงพักการอัพประสบการณ์ของการบวชไปก่อน เพราะตอนนี้รู้สึกเป็นห่วงเพื่อนคนนี้มากเหลือเกิน เพื่อนคนนี้ก็คือ เว็บมาสเตอร์แชมป์ของ Exteen นี่เอง

ก่อนจะไปกล่าวถึงเนื้อหาหลักๆ ก็จะขอเกริ่นถึงความหลังครั้งหนุ่มๆ ที่ได้รู้จักกันมา ร่วม 5 ปี ซึ่งสมัยก่อน แชมป์จะอยู่โรงเรียนนครสวรรค์ ส่วนผมจะอยู่โรงเรียนสตรีนครสวรรค์

ในสมัยนั้นจะมีการแข่งขันเขียนเว็บไซต์ในงานโลกวิชาการ ซึ่ง เราทั้งคู่ต่างก็จะเป็นตัวแทนของแต่ละโรงเรียนมาแข่งกัน เพราะการแข่งขันฟาดฟัน จึงทำให้ได้รู้จักกัน และช่วงเดียวกันนั้น ผมก็ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเว็บไซต์ นักเรียนในจังหวัดนครสวรรค์ของพี่เป้ (PeaPea) (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นwww.ns.edu.th) จึงทำให้พบแชมป์บ่อยครั้งมากขึ้น แล้วได้คุยกันเรื่องของเว็บไซต์ เรื่องของคอมพิวเตอร์

จนปัจจุบัน แชมป์ก็ไปเรียนที่ ม.เกษตร ส่วนผมก็อยู่ที่ราชภัฏนครสวรรค์ จึงทำให้ห่างเหินกันไปพักนึง แต่ก็มีคุยทาง MSN บ้าง จนมีอยู่วันหนึ่ง ผมต้องการจะทำ Server เป็นของตนเอง จึงได้หาทางก่อตั้งขึ้นมา โดยถามแชมป์ว่าสนใจไหม แชมป์ก็สนใจ เพราะมีแผนการสำหรับ Exteen ในอนาคตพอดี (แต่กว่าแชมป์จะย้ายมาอยู่ ก็หลังจากเปิด Exteen ได้สัก10 เดือนมั้ง) เราก็เลยได้คุยกันมาตลอด และเป็นเพื่อนที่สนิทกันมากๆ และก็ได้ตั้งชื่อเครือข่ายเว็บไซต์ของพวกเราว่า 2x Network (2 = 2capsule.comtosdn.com | x = exteen.com)

เอ้อ ลืมบอกไปว่า มีเจ้าต่าย อีกคนหนึ่งที่แชมป์พามารู้จัก ซึ่งในสายตาของผม (ใครมองว่าต่ายไม่เก่งก็ช่างมัน) เจ้านี่เก่งคอมพิวเตอร์มากๆ เขียนโปรแกรมได้แบบว่าสุดยอด

เอาหละครับ พอรู้ที่มาของพวกเราคร่าวๆ แล้ว ก็จะมาถึงจุดไคลแม็คที่ผมอยากจะบอกกับเพื่อนๆที่เข้ามาใช้ใน Exteen บางอย่าง แบบเปิดอกเลยหละ

พวกเราที่ทำกันอยู่ตรงนี้เริ่มต้นทำเว็บไซต์ด้วยความที่มีใจรัก มีหลายคนนะครับ ถามกับผมว่า “ทำไปทำไม ไม่เห็นจะได้อะไรกลับมา หรือไม่เห็นจะได้เงินเลย” ผมก็จะตอบกลับได้ทันทีว่า ผมทำเป็นงานอดิเรกทำแล้วสนุกดี ทำเพราะใจรัก หลายคนที่เข้ามาใช้บริการของเราเมื่อเขาได้เข้ามาแล้วเขาพอใจ เราก็ดีใจด้วย เราก็ปลาบปลื้มใจว่า สิ่งที่เราทำนั้น สร้างความสุขให้แก่ผู้ใช้ได้

บางครั้งเรามักจะเจอผู้ใช้บางคนแนะนำสิ่งต่างๆ ให้แก่เรา ว่า เราควรจะเพิ่มตรงนั้นตรงนี้ ควรจะมีอย่านั้นอย่างนี้เหมือนที่เว็บอื่นมี ซึ่ง ต้องขอขอบคุณมากๆเลยนะครับ มันเป้นคำแนะนำที่ดีมากๆ และเป้นสิ่งที่พวกเราจะต้องทำตามแน่ๆ แต่บางครั้งที่เราไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้หมดก็ด้วยเหตุผล 2 ประการคือ
1. ตอนนี้สถานะภาพของเรา คือ นักศึกษา ที่จะต้องเรียน และทำกิจกรรมในชีวิตหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะทางแชมป์และต่าย มีกันอยู่ 2 คนแต่ต้องดูแลสมาชิกมากกว่า 15000 ซึ่งทำให้ผมเห็นใจมากๆ
2. เว็บไซต์แต่ละเว็บจะมีจุดยืนเป็นของตนเอง โดยเฉพาะ Exteen ซึ่งแชมป์ไม่ต้องการจะให้สังคมในนี้เปลี่ยนไป ไม่ต้องการให้ความอบอุ่นเปลี่ยนไป ซึ่งถ้าคุณลองเปรียบเทียบ Exteen กับ Blog ของไทยที่อื่นๆ (หรือไดอารี่บางที่) คุณจะพบได้ว่า สังคมมันไม่เหมือนกับที่นี่ หลายๆ เว็บ จะไปสร้างบริการอื่นๆ ให้หลากหลาย เพื่อยกระดับจำนวนคนเข้าชมให้มากขึ้น ทั้งๆที่จุดยืนของเขาคือ Blog! (หรือไดอารี่) ทำไปทำมา เหมือนกับเว็บนั้นจะเป็นเว็บวาไรตี้ไปเสียแล้ว และเขาไม่เคยพัฒนาระบบบริการหลักของเขาเลย ซึ่งมันจะต่างกับทาง Exteen ที่แชมป์กับต่ายจะไม่ไปทำบริการอื่นๆ แต่จะตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาระบบ Blog อย่างเดียว จนทุกวันนี้ Exteen ถึงมีอย่างที่พวกเราๆ ท่านๆ ได้เห็น

ช่วงหลังๆ มานี้ ผมได้สนทนากับแชมป์บ่อยขึ้น และนานกว่าเดิม ซึ่งเรื่องที่จะพูดกันส่วนใหญ่คือ แชมป์หนักใจเรื่องของความเปลี่ยนแปลงใน Exteen แชมป์กลัวเพื่อนๆ จะไม่เข้าใจคำว่า Blog และจุดยืนของ Exteen (จนหลายคนมองว่า “ทำไมที่นี่ต้องบังคับกันด้วย”)

แชมป์ ไม่อยากเห็นสังคมของ Exteen สับสนเหมือนเว็บไซต์อื่นๆ บางครั้งเราสามารถทำกิจกรรมบางอย่างได้ แต่บางครั้งเราก็ต้องดูสภาพแวดล้อมสมาชิกและจุดยืนของเว็บไซต์นั้นๆ ด้วย อยากให้เพื่อนๆ มองว่า ถ้าหาก แชมป์รักษาจุดยืนของ Exteen ไม่ได้ บัดนี้ Exteen คงจะเต็มไปด้วย คำหยาบ, ปั่นBlog, ปั่นคอมเม้น, คอมเม้นไร้สาระ, blogไร้สาระ, blogที่ใช้ไม่ถูกจุดประสงค์ เต็มไปหมด….. อยากบอกว่าที่ Exteen ไม่เป็นเหมือนที่อื่น เพราะเพียงประโยคๆ เดียวที่ว่า “จุดยืนเรามั่นคง”

วันนี้แชมป์บอกกับผมว่า แชมป์ร้องไห้ (ถ้าแชมป์ไม่อยากให้ใครรู้ เราก็ขอโทษด้วยนะ) แชมป์ร้องไห้เพราะว่าแชมป์เหนื่อย ผมสงสารเพื่อนผมมากๆ และอาจจะมีสมาชิกหลายท่านที่ได้อ่าน รู้สึกเช่นเดียวกับผม ผมก็เป็นเว็บมาสเตอร์ ผมก็พอเข้าใจในสิ่งที่แชมป์ประสบอยู่ว่ามันหนักใจเหนือยใจแค่ไหน

ที่ผมเขียนมาทั้งหมด ผมอยากบอกเพื่อนๆ สมาชิก ว่า แชมป์(และต่าย) เหนื่อยมาก กับการเรียกร้องบางอย่าง หรือถามปัญหาบางอย่าง ที่มันขัดกับจุดยืนของ Exteen ซึ่งในใจของแชมป์กับต่าย อยากทำให้นะครับ อยากตอบสนองทุกอย่างให้ทันที แต่ก็ทำไม่ได้ด้วยสาเหตุที่ได้กล่าวไปเบื้องต้น…. ความเป็นเว็บมาสเตอร์ จะต้องเป็นผู้ที่มีใจรักในงานบริการครับ งานบริการก็คือต้องทำให้สมาชิกทุกคนได้รับความสุข ได้รับประโยชน์มากที่สุด แต่สมาชิกเองก็ต้องคิดถึงเว็บมาสเตอร์ คำนึงถึงส่วนรวม ด้วยว่าสามารถไปกับสิ่งที่เราต้องการได้ไหม…. เว็บไซต์ถูกทำขึ้นด้วยคน เช่นเดียวกับถูกใช้งานด้วยคน ดังนั้นเว็บไซต์ก็มีจิตใจครับ โดยสื่อออกมาผ่านทางรายละเอียดและระบบต่างๆ กราฟิกต่างๆ ด้วยเหตุผลนี้ จะเห็นว่า แชมป์กับต่ายรัก Exteen ครับ Exteen ถึงออกมาให้พวกเราได้เห็นแบบนี้

ปล. ยินดีต้อนรับเพื่อนๆ ที่มาจาก ไดอารี่ฮับ นะครับ ผมเชื่อว่า ที่นี่จะเป็นที่ๆ เพื่อนๆได้รับความอบอุ่นไม่แพ้ที่อื่นๆ เลย

ปล2. รูปข้างล่าง คือแชมป์ กับ ต่าย เจอปุ๊บ ดักตีหัวได้ 555 ตอนนี้เป็นตอนที่ เรากำลังทำ Exteen อยู่ที่ ห้องเก็บ Server ในตึก กสท (คิดว่าน่าจะประมาณตี1 ได้มั้ง) ช่วงนั้นมันส์มาก ตี 2 เดินไปซื้อของที่ 7-11 แถวบางรัก แล้วทำกันยันเช้า (4โมงเย็น – 9 โมงเช้าอีกวัน) แต่ก็คุยกันครับว่า เป็นชีวิตที่สนุกมากเป็นชีวิตที่เราต้องการเลยทีเดียว มันบ้าดี 55

52PM0011

52PM0013

source: http://ifew.exteen.com/20050913/entry