Lifestyle

ลุยม่อนจอง ดูผาหัวสิงห์ และกุหลาบพันปี

By iFew

February 18, 2015

หากถามผมว่ามีที่ไหนเหมาะกับคนที่อยากลองเดินป่าครั้งแรก ผมจะเสนอสองที่คือ ผาสองฤดู และ ม่อนจอง เพราะทั้งสองที่นี้ เดินง่าย ไม่ไกล และสวยงามตามท้องเรื่อง..

ม่อนจอง อยู่ในเขต อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ หากใครไปก็ติดต่อหน่วยพิทักษ์ป่ามูเซอ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย ที่นั่นเราจะต้องต่อรถ 4WD ที่เขาจัดเตรียมไว้ให้ นั่งยาวไปอัก 1 ชั่วโมง ซึ่งเป็นเส้นทางที่โครตมันส์ โดยเฉพาะช่วงฝนตก เหมือนได้ทริป off-road ไต่เขาไปในตัว (หาข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ศูนย์บริการการท่องเที่ยวดอยม่อนจอง)

วันที่ไปถึงเป็นช่วงพายุเข้าเชียงใหม่พอดี หมอกที่อมก๋อยหนามากสลับกับฝนตก ต้นไม้เขียวและชุ่มสดชื่นมาก แต่ก็ทำให้เส้นรถและทางเดินลื่นตามไปด้วย มันส์ไปอีกแบบ

หมอกหนามากครับ ระหว่างทางในอมก๋อย

ช่วงที่ผมไป มีหลายกลุ่มได้มาพร้อมกันด้วย คาดว่าน่าจะ 200 คนได้เลย (แค่ทีมที่ผมไปด้วยก็ 30 คนแล้วครับ)

จัดถ่ายกระเป๋าขึ้นรถ 4WD ที่ทางหน่วยฯ จัดเตรียมให้ แล้วเราก็ต้องติดรถเพื่อไปจุดเริ่มเดินอีกประมาณ 1 ชั่วโมง

ทั้งหนาว ท้ังแดด พร้อพเลยจัดเต็มมากครับ ฮ่าๆๆ

ระหว่างทางที่นั่งรถไป (จริงๆยืนกระบะหลังไป) จะผ่านหมู่บ้านมูเซอ ซึ่งยังคงความเก่าไว้แบบเดิมๆ น่าสนใจมาก แต่ไม่มีโอกาสได้แวะลงไปเที่ยว ไปถ่ายรูปเลย เสียดายเล็กๆ และทางที่ไปจะเป็นป่าสนเกือบหมด ค่อนข้างแปลกตา ซึ่งผมคิดว่าป่าสนน่าจะถูกปลูกขึ้นใหม่เพิ่มเติม เพราะเรียงกันเป็นแถวสวยงาม ดูเพลินตามาก ส่วนถนนก็คดเคี้ยวให้โยกไปมา และมีให้ก้มตัวหลบกิ่งไม้กันตลอดเวลา กว่าจะถึงก็ดูดแรงพวกเราไปเยอะพอสมควร

จุดที่เริ่มเดินจะเป็นลานเล็กๆ มีองค์พระพุทธรูปให้ได้กราบไหว้ขอพรกันก่อน ลูกหาบจะตระเตรียมของ และลูกทัวร์ก็เตรียมตัว จะกินข้าว จัดกระเป๋าอะไรก็ให้เสร็จสรรพกันตรงนี้เลย

พวกเรามาถึงจุดเริ่มเดินตอนเที่ยง เลยนั่งกินข้าวกันก่อน เอาแรง

ทีม TrekkerHut.com ได้สปอนเซอร์เสื้อกันหนาวจาก Isuzu D-Max มาแจกลูกหาบกันด้วยนะคร้าบ

เส้นทางที่เดินประมาณ 6-7 กิโลเมตร ใช้เวลา 4 ชั่วโมง แต่ถ้าเดินไวๆหน่อยก็ 2 ชั่วโมงได้อยู่ เส้นทางไม่ชันมาก และทางค่อนข้างชัดเจนไม่ต้องกลัวหลง (แต่ก็ควรมีลูกหาบหรือเจ้าหน้าที่นำทางไปด้วยเพื่อความอุ่นใจ) ในตอนแรกนี้จะเจอทางขึ้นลงบ้างให้พอยืดกล้ามเนื้อ แต่ก็เต็มไปด้วยต้นไม้ เดินเย็นๆ ร่มรื่นมากครับ

เมื่อเดินมาถึงครึ่งทาง จะเจอกับหินก้อนใหญ่ พอจะได้นั่งพักและไต่ขึ้นไปชมวิว 360องศา ถ่ายรูปเก๋ๆ พร้อมรับลมเย็นให้ชื่นใจ เป็นกำลังใจก่อนถึงจุดหมาย

หินก้อนใหญ่ ครึ่งทางแล้วครับ ไว้เป็นจุดรวมพล พักผ่อน ถ่ายวิว รับลมเย็นๆ

เมื่อมองจากบนก้อนหิน สดชื่นเลยทีเดียวครับ

อีกมุมจากบนก้อนหินครับ

หลังจากผ่านก้อนหินใหญ่แล้ว เราจะเริ่มเดินบนสันเขาไปเรื่อยๆ เป็นทุ่งหญ้าโล่งๆ เปิดวิวให้เห็นทิวเขาไกลสุดลูกหูลูกตา

เดินต่อมาอีกหน่อยจะเจอป่าก่อนที่จะไปถึงลานกอล์ฟช้างที่เป็นเส้นทางไปยอดหัวสิงห์ ทีมที่ผมไปด้วย TrekkerHut จะตั้งแคมป์กันที่จุดนี้ โดยมีข้อดีคือ ใช้หลบลมหนาว(ที่นี่ลมแรงมาก)ได้ดี แต่ข้อเสียคือไกลจากแหล่งน้ำ และไกลจากยอดหัวสิงห์มากกว่าทีมอื่นๆ

หลังจากกางเต๊นท์และได้พักเหนื่อยไปนิดหนึ่ง ก็เดินต่อไปยังหัวสิงห์ ต้องบอกว่าเส้นทางนี้จะผ่านลานทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ เรียกว่าลานกอล์ฟช้าง สามารถเดินไปถ่ายรูปไปด้วยตลอดทาง เพราะสวยตลอดทางจริงๆครับ ถ้าใครโชคดีก็อาจได้เห็นทะเลหมอก แต่ถ้าโชคร้ายหน่อยก็อยู่ในหมอก มองไม่เห็นวิวอะไรเลย

เริ่มเดินจากขุดกางเต๊นท์จะเห็นยอดหัวเสือไกลลิบๆ จะมีป้ายบอกว่าเป็นลานกอล์ฟช้าง (ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องกอล์ฟช้าง)

วิวมันสวยใช่ไหมล่าาาา

เดินมาได้ครึ่งทางจากจุดกางเต๊นท์ หัวสิงห์เริ่มชัดเจน

พอมามองใกล้ๆ บางคนก็บอกว่าเหหมือนหัวลิงบาบูนมากกว่า เออก็จริงนะ เห็นคนไหมครับ ตัวเล็กนิดเดียวเอง

ณ จุดหัวสิงห์นี้เอง จะเต็มไปด้วยต้นกุหลายพันปี ซึ่งช่วงที่ผมไป กุหลาบพันปียังไม่เต็มที่นักจึงไม่บานสะพรั่งเต็มต้น แอบเสียดายเล็กๆ

บนหัวสิงห์มีป้ายให้ถ่ายเป็นที่ระลึกว่าเราว่าพิชิตยอดม่อนจองกันสำเร็จแล้วจ้า ณ จุดนี้เอง เหมาะกับการชมพระอาทิตย์ตกดินมากครับ แต่ถ้าจะชม ก็ควรพกไฟฉายติดตัวไปด้วย เพราะเส้นทางระหว่างเต๊นท์กับยอดหัวสิงห์ไกลกันประมาณ 1-2 กิโลเมตร และด้านหนึ่งเป็นเหวด้วย ถ้าเดินมืดๆอาจเจออันตรายได้ครับ

ถ่ายคู่กับป้ายเป็นที่ระลึก

มองย้อนกลับไปทางที่เดินมา สวยมากครับ เราเดินบนสันเขา เลาะหน้าผามาเรื่อยๆ

ส่วนใครจะดูดาวก็ดูจากตรงนี้ได้เช่นกันครับ หรือเลือกดูได้ทุกจุดตลอดแนวทางเดินเลย ไม่มีต้นไม้ขวางแน่นอน แต่วันที่ผมไปดาวไม่ชัด เพราะหมอกเยอะ และลมหนาวมาแรงมาก เดินกลับไปเต๊นท์สะท้านกันเลยทีเดียว

คืนนั้นนั่งคุยกัน ลมพัดแรงจนต้นไม้เสียงดังไปหมด ผมมารู้ทีหลังจากน้องที่ไปกับทีมอื่นๆ เขากางเต๊นท์ด้านลานกอล์ฟช้าง เต๊นท์ถล่มกันไปหลายหลัง แทบไม่ได้นอนกันเลยทีเดียว นับว่าคืนนั้นโชคดีสำหรับพวกเราอย่างแรง

นั่งดื่มกินท่ามกลางลมแรง

ตื่นเช้ามาเพื่อเตรียมกินข้าวและเก็บแคมป์ อากาศหนาวมากครับ คาดว่าสิบองศาต้นๆ แต่นั่นยังไม่เท่ากับเจอฝนตกด้วย! ผมว่ามีอุณภูมิตกไปเลขตัวเดียวเลยหละ โชคดีนะที่พกเสื้อกันฝนไปด้วย เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนเดินป่า ควรเช็คสภาพอากาศไว้ก่อนเดินทาง และแม้อากาศจะเป็นอย่างไร ก็เตรียมเสื้อกันหนาวและกันฝนไว้อย่าให้ขาด

ขากลับเจอฝน หนาวเหน็บยิ่งกว่าเดิม

โชคดี พกชุดกันฝนมา

มีร่องรอยการลื่นมาเรียบร้อยแล้ว

ขากลับเนื่องจากฝนตก ถนนลื่นมากครับ อันตรายจนต้องลงเดิน แล้วช่วยเข็นรถในบางจุด

ทางรถวิ่งชันมาก โคลนเละมากๆ นอกจากได้เดินป่ายังแถมทริป off-road มาด้วย มันส์เลย

ภูมิปัญญาชาวบ้านครับ เพิ่มดอกยางรถยนต์ให้วิ่งเกาะถนนให้ดีขึ้น

สรุปการเดินทาง

ระยะทางไม่ไกลมาก (พอๆกับเขาช้างเผือกและภูกระดึง) แต่เดินง่ายๆ ไม่ยาก เป็นเขาทุ่งหญ้า เช่นเดียวกับ เขาช้างเผือก ส่วนตัวคิดว่าถ้าเขาช้างเผือกมันไปยากนัก ก็มาที่นี่ทดแทนพอได้นะ มาเจอลมเย็นๆ กลางวันดูทิวเขา และพระอาทิตย์ตก กลางคืนดูดาวและทางช้างเผือก เจ๋งมากเลยหละครับ

ความสวย: 10/10ความสนุก: 8/10ความยาก: ง่ายแหล่งเติมน้ำ: มี

ระยะทาง: 6-7 กิโลเมตร (ถึงจุดกางเต๊นท์), 1-2 กิโลเมตร (จากจุดกางเต๊นท์ไปยอดหัวสิงห์)

ระยะเวลาขาขึ้น: ประมาณ 3 ชั่วโมง (ถึงจุดกางเต๊นท์), 1 ชั่วโมง (จากจุดกางเต๊นท์ไปยอดหัวสิงห์)ระยะเวลาขาลง: ประมาณ 2 ชั่วโมง (จากจุดกางเต๊นท์)

ความสูงยอดดอย: 1,929 เมตร