TOP

Mindset ความเชื่อแบบไทยๆ ที่มีผลต่อพฤติกรรมแบบไทยๆ

ผมไม่รู้ว่านักเรียนสมัยนี้คิดแบบรุ่นผมหรือคนรุ่นก่อนๆหรือเปล่า ว่าการไปเรียน นอกจากความรู้แล้ว แรงจูงใจ คือ ได้เจอสาวๆ เจอเพื่อน สนุกสนาน คนรุ่นผมหรือรุ่นก่อนหน้า จะอยากไปโรงเรียนมาก เพราะเป้าหมายชัดเจน (ฮาาา..) ต่างจากเด็กสมัยนี้ติดต่อสื่อสารกันง่ายมาก ที่นัดเจอเฮฮาปาจิงโกะก็หลายที่ คงหมดแรงจูงใจไปพอควรมั้ง

หลายอาจารย์มักพร่ำสอนเรื่องวิธีการทำงานว่าทุกอย่างต้องมีเป้าหมาย และผมเชื่อว่าทุกคนก็มีเป้าหมาย มันอยู่ในหัวก่อนที่เราทุกคนจะทำอะไรบางอย่างอยู่แล้ว เพียงแต่จะกล้าบอกคนอื่น หรือกล้าพูดความจริงกับตัวเองหรือเปล่าก็เท่านั้นเอง ว่าเป้าหมายฉันคืออะไร

ผมครุ่นคิดถึงประโยคที่ครูบาอาจารย์ได้สอนว่า “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว”  หรือ “ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ” อยู่นานมากๆ แต่ผมไม่สามารถสรุปมันออกมาได้ว่าทำไม จนมีคำหนึ่งที่ทำให้ผมเข้าใจ นั่นคือคำว่า Mindset  ซึ่งผมชอบคำแปลของดิกชันนารี http://etdict.com/ นะที่เขาแปลว่า “ความเชื่อที่มีผลต่อพฤติกรรม”

10-04-2013 01-18-02-mindset
(แปะรูปทำเท่ไปงั้นแหละ เห็นเขาฮิตเขียนข้อความในภาพกัน แค่อยาก in-trend บ้าง, แม่มก็ไม่รู้ต่างกับอ่านตัวอักษรยังไง)

ไอ้ Mindset ตัวนี้แหละครับที่ผมคิดว่าสังคมไทยมีปัญหาอย่างยิ่งยวด และทำให้เราแตกต่างไปจากเพื่อนบ้านรอบๆเรา อย่าง เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย พม่า ลาว หรือไกลบ้านหน่อย ก็เช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลี

ประวัติศาสตร์ชาติเราไม่เคยผ่านพบสงคราม และลุ่มหลงในการใต่เต้าเป็นศักดินา แต่ด้วยกฎมณเฑียรบาลที่กีดกั้น ไพร่(ใช้คำนี้จะดราม่าไหมนะ?!) เช่นเรา
เราจึงถูกปลูกฝังความเชื่อว่าจะต้องความมั่งมี ร่ำรวย ไม่ลำบาก มีความสุข ชีนิ้วสั่ง อยากได้ก็ต้องได้ เหมือนกับพวกศักดินาเขาเป็นกัน

หากเปรียบเทียบกับกล้องถ่ายรูปว่า DSLR เทพๆ คือชนชั้นศักดินา คนอีกกลุ่มก็เหมือน DSLR-Like ที่แบบว่า ภายนอกมอง 100 เมตร มันเท่อ่ะ มัน DSLR ชัดๆ แต่ภายในแม่งเปลี่ยนเลนส์ไม่ได้, ซูมเข้าออกได้อยู่ช่วงเดียว เต็มที่ก็ใช้ Zoom Digital ห่วยๆทดแทน, เรื่องคุณภาพของภาพนี่แตกต่างกันฟ้ากับดิน, เกรดวัสดุก็ไม่ดีเท่า คือบริษัทกล้องเขาตั้งใจผลิตแค่ให้เหมือน และราคาถูก แต่อย่างไรมันก็ไม่ใช่ DSLR วันยังค่ำ

ชาวไทยผู้ลุ่มหลง (จริงๆก็รวมถึงผมด้วย) เป็นคนเก่งนะครับ ทุกคนพยายามหางาน หาเงิน หาทางทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมา และสนองความ Need ด้วยการ ซื้อนั่นโน่นนี่ตามที่ใจปราถนา เพราะค้นข้อมูลหรือดูโฆษณามาแล้วว่า ไอ้นี่เจ๋ง ไอ้นี่ดี สุโก้ยมากๆ แม่ม Made in Japan
(หรือบางยี่ห้ออยากบอกตรงๆ แต่ขอทำเจ๋งนิดนึงครับ “Designed by Some Red Fruit in California Assembled in China”)

และก็เพราะแบบนี้ไงครับ คนไทยจึงติดอันดับนักช้อปปิ้งอันดับ 6 ของโลก และนักช้อปปิ้งผ่านเน็ตอันดับ 2 ของภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก

Mindset หรือเป้าหมายเรามองว่าเราต้องการหามันมาให้ได้ ต้องการซื้อมันมาให้ได้ แต่เราไม่ได้มองว่าจะทำอย่างไรที่จะหาวิธีผลิต หรือดัดแปลง หรือต่อยอดอะไรบางอย่างให้ได้มาในลักษณะแบบมัน

รัฐบาลไทยก็ไม่เคยออกนโยบายสนับสนุนการผลิตของคนในประเทศด้านสินค้าหรือบริการสมัยใหม่ จะมีเห็นบ่อยๆก็สนับสนุนการเกษตร แล้วดูสิทุกวันนี้คนรุ่นลูกมันไปทำไร่ไถนาตามรุ่นพ่อแม่มันหรือเปล่า? จับเคียวหรือขับคูโบต้า? เอาอีแค่น้ำยาฆ่าแมลงเจ๋งๆที่มาธรรมชาติ ไอ้ประเทศที่บอกว่าสนับสนุนการเกษตรมันผลิตเองได้หรือยัง? หรือผลิตได้แล้วแตคนไม่ใช้? ไม่ใช้เพราะอะไร? เพราะรัฐบาลไม่สนับสนุนหรือเปล่า? เพราะรัฐบาลออกมานำเสนอเอาหน้าแค่ในข่าวหรือทำรายการเกษตรแล้วก็จบหรือเปล่า? รับเงินจากบริษัทยาฆ่าแมลงต่างชาติมาหรือเปล่า?

หรือบางทีรัฐบาลไทยสนับสนุนอุตสาหกรรมหรือเทคโนโลยี แต่ประทานโทษครับ เราผลิตเอง 100% หรือเปล่า? เทคโนโลยีเป็นของเราหรือเปล่า? ถ้าทุกอย่างทำด้วยคนไทย 100% จะอนุมัติให้วิ่งได้โดยถูกกฏหมายไหม?

คือแม่ง Fake อ่ะครับ รัฐบาลนี่ตัวดีเลย โดยเฉพาะรัฐบาลที่ทำประชานิยม(พรรคไหนไม่รู้) จะชอบออกนโยบายสนับสนุนให้เราเป็นผู้ใช้ หรือรับใช้คนอื่น โดยหลอกว่านั่นแหละคือความสุขที่แท้จริง ปลอดภัย ไร้กังวล เชื่อผู้(แกน)นำ ชาติพ้นภัย..

มันแย่ตั้งแต่ Mindset เราเอง แถมยังมาเจอรัฐบาลแย่ๆอีก มันน่าเศร้าใจนะครับ อนาคตก็ตัวใครตัวมัน เหล่าเอี๊ย ป๋อห่อ เลย (เทวดาคุ้มครอง)

ข่าวล่าสุดเมื่อไม่กี่วันก่อนบอกว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นประกาศมาตรการคิวอี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่นจากที่เติบโตมานานจนนิ่งแล้ว ให้เติบโตขึ้นไปอีก มันส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงทันที 20% ดังนั้นกลุ่มผู้นำญี่ปุ่นเห็นด้วยครับที่จะทำ เพราะคนต่างประเทศซื้อสินค้าญี่ปุ่นได้ถูกลง ทำให้สินค้าเขาขายได้ง่ายขึ้น (ส่วนคนไทยก็ดีใจไปกับเขาด้วย เตรียมเที่ยวแหลก ช้อปสนั่นที่ญี่ปุ่น)

ผมนึกถึงตอนที่ภาวะค่าเงินไทยอ่อนตัวลง จาก 25 เป็น 30,35,40 ต่อดอลล่า คนไทยแม่งด่ากันชิบ เพราะซื้อของนอกได้แพง ข่าวแม่งก็ประโคมสร้างกระแสกันเข้าไป กลบข่าวภาคอุตสาหกรรมขายของได้ง่าย กับภาคการท่องเที่ยวบูมไปจนสิ้น เป็นแบบนี้หลายปี จนคนไทยเริ่มดิ้นรนและชินกับการซื้อของแพงได้ ถึงมาเห็นว่าการท่องเที่ยวบูม สินค้าเราบูม แต่ลืมไปเสียสนิทว่า สถานที่เที่ยวในบ้านเราแม่งก็เท่าเดิม เละเทะเน่าเฟะชิบเป๋ง แต่ที่บูมเพราะค่าเงินบาทมันยังอ่อนอยู่ แล้วคนต่างประเทศที่เขาจนๆก็ได้รวยนำหน้าเราไปแล้ว เช่น จีน เป็นต้น

หรือแม้เต่เรื่องใกล้ตัว เช่นการ ตื่นนอนตอนเช้าไปทำงาน เคยสังเกตไหมว่าวันไหนมีกิจกรรมบริษัท มีไป Outing ไปอบรมสัมนาต่างจังหวัด แม่งตื่นเช้าได้ง่ายมาก ตื่นก่อนนาฬิกาปลุกเสียอีก หรือวันไหนมีเรื่องสนุกๆในที่ทำงาน หรือเล็งหญิงที่ทำงานไว้ว่าต้องไปซุ่มมองแต่เช้า มันจะกระตือรือร้นมากเป็นพิเศษ นั่นคือเรามีเป้าหมาย เรามี Mindset อะไรบางอย่างจนทำให้พฤติกรรมเราเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว

ผมเคยลองกับตัวเองโดยตั้ง Mindset ก่อนนอนว่า พรุ่งนี้จะตื่นเช้าเพื่อรีบไปทำงานให้เสร็จ จากนั้นจะรีบเตรียมข้อมูลมันส์ๆไว้ต่อกรกับ Outsource ในที่ประชุมตอนบ่าย ผลปรากฏว่าแม่งแรงจูงใจสูงครับ ตื่นก่อนนาฬิกา สมองแล่นปรื๊ดปร๊าด เชื่อมโยงเรื่องนั้นนี้ได้อย่างดีทีเดียว ด่า เอ้ย ต่อกรมันส์ชิบเป๋ง แต่ถ้าวันไหนไม่ตั้งเป้าอะไรเลย แล้วลองคิดว่ากรูต้องประชุมอีกแล้ว ต้องเจอหัวหน้าอีกแล้ว วันนั้นมันจะน่าเบื่อตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงทั้งวัน เผลอๆส่งผลให้ Fail ไปทั้งสัปดาห์ สุดท้าย เราจะกลายเป็นมนุษย์เงินเดือนที่ทำงานไปวันๆเพื่อรอวันหยุดและรับเงินเดือนเท่านั้นเอง

จริงๆเรื่อง Mindset ค่อนข้างสนุกครับ และกว้างมาก ไว้ผมจะเขียนแตกเป็นย่อยๆไว้ให้อ่านกันเรื่อยๆ หากไม่ชอบคำหยาบคายหรือไม่พอใจสิ่งใด กราบขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับแต่หากไม่ให้อภัย แปลว่าท่านมี Mindset ของท่านเอง รบกวนไปจากบล็อกของผม เอ้ย! แจ้งใน Comment ด้วยนะครับ เพื่อ Tune ความเข้าใจกันสุดท้าย ฝาก Mindeset อย่างหนึ่งที่ผมเพิ่งได้อ่านจาก Twitter คุณแอนดรูว์ บิ๊กส์ ว่า ถ้าอยากเก่งภาษาอังฤษ ให้ทำตามวิธี 5 ข้อครับ คือ 1.ฝึก 2.ฝึก 3.ฝึก 4.ฝึก และ 5.หาผัวฝรั่ง

ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ชื่นชอบหลายเรื่องที่ไม่น่าจะไปกันได้ ทำงานไอที แต่ชอบท่องโลกกว้าง รักประวัติศาสตร์ แต่ก็สนใจเทคโนโลยี ชอบสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเอง และไปป้ายยาคนอื่นต่อ