ถามสาวยาคูลท์สิคะ
เธอชื่อ ยุ สาวร่างเล็ก สวมชุดยูนิฟอร์มพนักงานสาวย
และมีกระเป๋าสะพายข้างสี่เห
จากที่ผมเคยเห็นหลายคน สาวยาคูลท์จะแต่งตัวเรียบร้
เธอบอกว่า เธอต้องตื่นประมาณตี 5 กว่าๆ เพื่อจัดของให้เสร็จก่อน 6 โมง
พอ 7 โมง เธอต้องไปรับยาคูลท์กับโรงง
สัมปทานที่เธอส่งจะอยู่แถวส
“แปว่าจัดสรรไว้เรียบร้อยแล้
“ไม่ค่ะ พนักงานยาคูลท์มีเยอะก็จริง
“โอ้โฮว แปลว่าแบบนี้ก็ขายกันไม่หวั่
“ทุกวันนี้แค่พื้นที่ที่ได้
“โอ้ สี่โมงเย็นเลยหรอครับ ผมนึกว่าเลิกช่วงเที่ยงๆ บ่ายๆ” ผมอุทานอีกครั้ง ด้วยความตกใจ
“อ๋อ ไม่ใช่หรอกค่ะ นี่ยังส่งไม่ครบทุกตึกเลย” (ผมคุยกับเธอตอนเที่ยงครึ่ง
เธอบอกกับผมต่อว่า เฉพาะเธอเองขายได้ประมาณ 550 ขวด ต่อวัน
ผมก็พอรู้มาว่าเขาได้กำไรขว
“ใช่ค่ะ 3-4 ตึก ได้ 500 กว่าบาท ก็หมดหนึ่งวันแล้ว”
“เฉพาะที่นี่ (ตึก CP ALL) ก็ยังขายไม่ครบทุกชั้นเลย พยายามจะไปให้ได้ทุกชั้น จะได้ไม่ต้องเดินทางบ่อยๆ”
สาวยาคูลท์ ตอบผม โดยไม่ปิดบังรายได้ที่แท้จร
“ห้าร้อยกว่าบาทต่อวัน ก็เดือนละหมื่นกว่า ก็เยอะนะครับ แย่อย่างเดียวต้องตากแดดทั้
“ไอ้ร้อนไม่เท่าไรค่ะ แต่นี่ยังไม่รวมค่าน้ำมัน 50 บาทต่อวัน กับค่าน้ำแข็งแช่ของนะคะ”
“อ๋อ ครับ แต่ก็พออยู่ได้เนอะ?” ตรงนี้ผมเริ่มหายสงสัยอะไรห
“อ๋อ ก็ได้ค่ะ แต่ก็ขายได้เยอะๆขึ้นก็ดี ขายให้ได้ทุกชั้นทุกที่ที่ไ
“เช่นนั้น ก็ต้องอาศัยการบอกปากต่อปาก
“ใช่ค่ะ ต้องทำแบบนั้น ถึงจะได้มากขึ้น”
แล้วผมก็รู้จากเธออีกว่ายาคู
เธอเลยให้คำตอบผมต่อว่า สาเหตุที่ 7-Eleven ไม่ขายยาคูลท์เพราะว่า
ของจะหมดอายุเร็วมาก 1-2 อาทิตย์เท่านั้น และบริษัทยาคูลท์ก็ไม่รับคื
ดังนั้น มันก็เลยไม่ใช่อย่างที่ผมเข้าใจว่านมเปรี้ยวบีทาเกนเหม
เป็นเรื่องราวเล็กๆ ที่ทำให้รู้ว่าสาวยาคูลท์เป็
หรืออาจเพราะผมไม่เคยเจอสาว
และคงเป็นเพราะคอนเซ็ปของบริ
ถามสาวยาคูลท์สิคะ..
ขายของธรรมดาๆ มันต้องหาเรื่องกันหน่อยแล้ว..
เดินไดโซ,โคโมโนย่า บ่อยๆ เข้าใจแล้วว่าญี่ปุ่นมันขาย
ของบางอย่างโคตรจะธรรมดาเลย
อ่ะๆๆๆ ถ้าแกอยากได้เอาไป ฉันให้ฟรี รกบ้านว่ะ
อ่ะ ลองมาดูรูปที่ผมถ่าย ไอ้ซองใส่เศษไม้จากญี่ปุ่น มันบอกว่าเอาไว้เป็นอาหารด้
แล้วก็เอามาขายกรูและชาวโลก
oh holy shit! fucking god!
พี่แก เล่นทำให้ในหัวกรูไม่มั่นใจ
สุดท้ายกรูก็อาจต้องซื้อเศษ
ถึงตอนนั้น จักจั่นไทยบ้านกรูคงยิ้มแก้
สรุปได้ว่า ของธรรมดาๆทั่วไป ถ้าใส่เรื่องราว (story) ให้มัน หรือใส่ไอเดียการใช้ให้มัน เพื่อสร้างจินตนาการให้กับผ
เอวังด้วยประการฉะนี้
The Secret Life of Walter Mitty
แต่สำหรับผม มันทำให้คิดถึงตอนที่ตัวเองตัดสินใจแบกเป้เที่ยวครั้งแรก(แชงกรีลา) และตัดสินใจเข้าป่าปีนเขาครั้งแรก มันเป็นเสี้ยวเวลาตัดสินใจเพียงนิดเดียว จากที่เรารู้สึกจำเจ เบื่อกับสิ่งที่เป็นอยู่ในทุกๆวัน มองข้ามอุปสรรคต่างๆ จนพาตัวเองออกไปหาอะไรที่ตื่นเต้นทำสักครั้ง(หลายๆครั้ง)
ผมเริ่มเบื่อกับการแค่ไปดูรูปคนอื่นที่ไปมา หรือได้เสพรูปจากแหล่งต่างๆในอินเทอร์เน็ตหรือ Google Earth แล้วมาบ่นแค่รู้สึกว่าอยาก..
ทุกสถานที่และร่างกายของคุณเอง ความพร้อมของคุณเอง มันไม่พร้อมไปให้คุณได้ตลอดชีวิตหรอกนะ สุดท้ายก็คงได้แค่นั่งแก่ๆ แล้วบ่นกับลูกหลานว่า อยากไป.. แต่แก่เกินไป..
Catch ball by Hoshin Kanri
เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ผมได้ยินคำว่า Catch ball บ่อยๆ ก็ เออ ออ เก็บความสงสัยมาค้นดูว่าคืออะไร ซึ่งจริงๆมันคือหนึ่งในแนวคิดของการบริหารนโยบายแบบโฮชินคังริ (Hoshin Kanri) ที่หมายถึงการสื่อสาร(ส่งต่อ)นโยบายจากผู้บริหารลงไปสู่ระดับคนทำงานให้ทั่วถึงกัน
แต่ความหมายที่ผมได้รับรู้และดูจากการกระทำของหลายๆคน คือ คำว่า Catch ball หมายถึงการเอางานตนเองแต่โยนงานไปให้คนอื่นทำ.. (พูดดูดีหน่อยก็คือ การกระจายงานให้คนอื่นทำ) แล้วตัวเองก็ไปทำงานอื่นต่อ ถึงจุดหนึ่งก็โยนต่ออีก เพื่อไปรับงานอื่นต่อ.. โดยทั้งหมดนี้ไม่มีการวางแผนล่วงหน้าด้วย
มันก็แปลกดี ว่าทำไมตีความเอามาใช้แบบนั้น..
ว่าแล้วก็ขอเสริมหน่อย ถ้าคนใช้ได้อ่านเรื่องผลของการ Catch ball ก็ต้องรับสภาพด้วยว่า อาจเกิดเหตุการณ์ 2 กรณี
- 1. คนรับไม่รับ ปล่อยบอลทิ้งไป
- 2.คนรับไม่เต็มใจรับ พอรับแล้วหมกไว้กับตัว
(ยังไม่ได้บอกด้วยนะว่าไอ้คนรับมีบอลคามืออยู่หรือปล่า)
ดังนั้นไม่ว่าจะเอาไปใช้แบบถูกหรือผิด สักแต่ว่าใช้ศัพท์เก๋ไก๋ให้คนอื่นคิดว่าเท่ และดู งง ไปวันๆ โปรดเข้าใจผลของมันไว้ด้วยว่าสามารถเกิดผลขึ้นได้ทั้งสองแบบ
ลองไปหาอื่นต่อเอาเอง
- http://www.systems2win.com/c/catchball.htm
- http://www.ecosia.org/url?url=http%3A%2F%2Fcourse.eau.ac.th%2Fcourse%2FDownload%2F0154706%2F%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2582%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25AA%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A5%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%258D%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25B8%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2599.doc&v=2&i=0&q=%E0%B9%82%E0%B8%AE%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%99%20%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%99%20catch%20ball&p=0&tr=7730&at=0&ar=0&ab=0&mr=0&ir=0&kgr=0&nr=0&iar=0&sr=0
13 ข้อ วิธีประหยัดเงิน ในปี 2013 (จริงๆ มันก็ทำได้ทุกๆปีนั่นแหละ)
ไปเห็นมาครับ ชอบๆ เข้าใจง่ายดี และเป็นเรื่องที่ไม่ต้องฝืนใจทำมากนัก
- Pay yourself First – ได้เงินมาแล้วก็จ่ายสิ่งที่จำเป็น หรือหนี้ที่จำเป็นต้องจ่ายในทุกเดือนก่อน เช่น ค่าบ้าน ค่ารถ ค่าซักผ้า หนี้บัตรเครดิต
- Set Financial Goals – ตั้งเป้า รายรับ รายจ่าย ทั้งระยะสั้นและยาว เช่น ค่ากินแต่ละวันไม่ควรเกินเท่าไร ผ่อนบ้านควรจะหมดในกี่ปี
- Save your spare change – กลับไปเป็นเด็กหยอดกระปุกเก็บเงินไว้บ้าง เต็มแล้วก็ฝากบัญชี เผื่อมีเหตุฉุกเฉิน
- Leave the credit card at home – พยายามหยุดหรือลดการใช้บัตรเครดิตโดยไม่จำเป็น
- Turn off the lights when you leave the house – ปิดไฟทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน (หรือที่ไหนๆก็ตาม เช่น ออฟฟิต ห้องน้ำสาธารณะ บลาๆๆ)
- Double your recipe so you’ll have leftovers – หัดทำอาหารสูตรใหม่ๆจากวัตถุดิบที่ยังมี(หรือยังเหลือ) ภายในบ้าน
- Pack your lunch – พกอาหารกลางวันไปกินข้างนอกบ้าน! บางทีกินบนออฟฟิต เมื่ออิ่มแล้ว ขี้เกียจเดินไปที่อื่น ก็ประหยัดค่าซื้อขนมได้ด้วยนะ
- Skip the bottled water – พยายามลดหรือเลิกซื้อน้ำขวดดื่ม แล้วหันไปใช้ขวดแก้วหรือขวดพลาสติก reuse กรอกน้ำดื่มแทน (อาจกรอกมาจากบ้าน หรือในออฟฟิต ถ้าคิดว่าสะอาดพอ)
- Cancel your cable package – ยกเลิกเคเบิ้ลทีวีไปเลย ถ้าคิดว่าดูไม่คุ้ม หรือไม่กี่ครั้ง
- Ditch the delivery – ใช้บริการอาหาร Delivery บ้าง เพราะการทำอาหารในครัว อาจมีรายจ่ายที่สูงกว่า ทั้งวัตถุดิบ ค่าน้ำ ค่าไฟ ในการแช่ อบ ทอด ต่างๆ
- Clip coupons – มีคูปองอะไรก็หยิบๆออกมาใช้บ้าง ไม่ใช่รับแล้วเก็บไว้เฉยๆ บางทีก็ประหยัดเงินได้เยอะอยู่เหมือนกันนะ
- Evaluate your cell phone plan – สังเกตุการใช้งานมือถือตัวเอง แล้วสมัคร package เท่าที่จำเป็น
- Car pool to work – ไปทำงาน หรือไปไหนมาไหน ถ้าเป็นไปได้ ก็ไปด้วยกัน คันเดียวกัน กรณีนี้ผมมองว่า รถสาธารณะก็รวมไปด้วยนะครับ

ที่มา http://www.advantageccs.org/money-saving-tips-2013-infographic.html