กระบี่วันเดียว ได้เสียวสามที (ปีนเขาหงอนนาค ไต่ผาไร่เลย์ โรยตัวอ่าวนาง)

ลังเลอยู่นานว่าจะตั้งชื่อกระทู้แบบนี้ดีไหม ดูล่อเป้ามาก เลยวงเล็บสักหน่อยว่าเสียวเพราะอะไรบ้าง ฮ่าๆ

กระทู้นี้เล่าสั้นๆ แต่หนักรูปก็แล้วกันนะครับ เป็นการไปกระบี่ที่ไม่เที่ยวทะเลครั้งแรกของผม และตื่นเต้นแปลกใหม่ที่สุดละเพราะปกติจะไปเกาะ และสระมรกต แต่เป้าหมายของผมในครั้งนี้ (ที่มีแค่วันเดียว) คือ ไปปีนเขาหงอนนาค ไต่หน้าผาที่ไร่เลย์ และโรยตัวลงจากถ้ำที่อ่าวนาง

ทริปนี้มีพี่ขาลุยคนหนึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีอยากไปลอง โพสชวนๆกันในเฟสบุ๊คแป๊บเดียว ก็ได้สมาชิกมา 10 คน ทั้งชาย ทั้งหญิง ที่ยังไม่รู้รายละเอียดและชะตากรรมว่า ไปแล้วต้องเจออะไรบ้าง เห็นแค่บอกว่าไปปีนผาแอ็คถ่ายรูปสวยๆที่ไร่เลย์ ไม่ต้องมีประสบการณ์ก็ได้ และพี่แกก็เอารูปนี้มาล่อ…

11041749_1616492231920867_4525503086552200562_n

เฮ้ยยยย.. แบบนี้ใครเห็นก็อยากไป ขอมุมนี้เลยๆ แต่คนที่โหนนั่นจะเป็นเรา หันหน้ามาแสยะยิ้มหวานๆ หล่อๆ ใส่กล้องด้วยนะเว้ยยย..

ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ ใกล้วันเดินทางแล้ว คือยิ่งใกล้ก็ยิ่งหวั่นใจ อ้วนๆหนักๆอย่างตรูจะปีนได้ไหมวะ?! เอ๊ะ ต้องฟิตอะไรไหมวะ!?! เคยปีนผาจำลองก็ได้แค่ 10 เมตร นี่สุงกว่าเยอะเลยนะ ตรูจะฝ่อไหมวะ?! แอบกล้าๆกลัวๆ แต่เมื่อตกลงใจแล้วก็ลองเว้ย

เดินทางคืนวันศุกร์ ไปถึงเช้าวันเสาร์ กินโจ๊กกันไปคนละชาม ก็เริ่มตามโปรแกรมทันที คือ ไปปีนเขาหงอนนาคก่อน

“เขาหงอนนาค” เพิ่งเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเมื่อปี 2555 เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติและการผจญภัยในป่าที่อุดมสมบูรณ์ ระยะทางประมาณ 4-5 กิโลเมตร ไม่ชันมาก และมีฐานที่ให้ความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติให้ได้อ่านกันเรื่อยๆ ครับ มีจุดชมวิวให้ได้ดูวิวทะเลและวิวป่าต้นปาล์ม เมื่อเดินไปถึงยังจุดสูงสุดของยอดเขา สูงประมาณ 500 เมตร จะมีจุดชมวิวเป็นชะง่อนผาที่สวยมากๆ และท้าทายให้คนที่เดินทางไปได้ยืนเสียวๆถ่ายรูปเล่น

11168565_10155540353060644_4689544550357342093_n

11152343_10155540374235644_4171779456347168969_n  11212780_10155540374230644_2829440230693463918_n

11216590_10155540353390644_7108059732079546516_n

11061273_1642108769359213_3333159845373805325_n

18526_10155540374240644_8625411884967962417_n

10929069_10155540353820644_3153679842089536702_n

10985892_10155540353700644_1862138752691337216_n

11182328_10155540374250644_2004030822182750446_n

รอบแรกที่ผมไป ใช้เวลาขึ้น-ลง และถ่ายรูปเล่น ไม่เกินเที่ยงวัน ก็จบทริปได้ครับ แต่รอบสองที่พี่เขาพาอีกกลุ่มไป กลุ่มนั้นได้กางเต๊นท์นอนค้างข้างบนยอดเขา ผมเสียดายมาก เพราะวิวพระอาทิตย์ตก กับวิวพระอาทิตย์ขึ้น สวยมากกกก

11050644_859418540772355_6215692043865862358_n

11245477_1642132929356797_5992907046940866824_n

ช่วงบ่าย เรานั่งเรือไปที่หาดไร่เลย์ ไปยังร้านที่ให้บริการปีนหน้าผา เจ๊เจ้าของร้านถามพวกเราก่อนเลยว่า “มีใครไม่อยากปีนไหมคะ” พวกเราได้แต่ยืน งงๆ ยิ้มๆ เจ๊เลยสรุปว่า “โอเค อยากทุกคนนะคะ” จากนั้นเจ๊ก็จัดแจงอุปกรณ์ให้พวกเรา

เจ๊ให้เราบอกขนาดเท้าของเรา เพื่อเลือกรองเท้าปีนหน้าผาให้ ซึ่งควรจะขนาดพอดีเท้า ไม่หลวม เพราะรองเท้าพวกนี้มันจะทำให้นิ้วเท้าเรางุ้มนิดหน่อย และมียางแบบพิเศษที่เกาะผาได้ดี เหมาะกับการปีนผาที่จะต้องใช้ปลายเท้าเกาะที่หน้าผา จากนั้นเจ๊ก็ให้สวมอุปกรณ์อื่นๆ แล้วก็ห้อยถุงแป้งคนละใบ ไว้ใช้ทามือกันลื่นระหว่างปีน

10423938_10155540353960644_8651213049063051462_n

จุดปีนผาไร่เลย์จะต้องเดินฝ่าโรงแรมไปอีกฝั่งหนึ่ง จะเห็นคนปีนกันหลายคน ส่วนมากเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งหน้าผาแผ่นเดียวติดๆกันนี่แหละครับ แต่จะใช้เส้นทางปีนต่างกัน ก็ทำให้ความยากง่ายต่างกันมากเลยทีเดียว

และช่วงปีน ถ้าเป็นมือใหม่ จะมีเชือกมัดเราไว้ และมีคนดึงอยุ่ข้างล่างเพื่อความปลอดภัย
แต่แม้กระนั้น… อ้วนๆ อย่างตู ห้อยบนเชือกเส้นเดียว.. มันจะเอาอยู่หรอว้าาาาT-T

ตรงนี้จะมีผาเล็กๆให้ลองปีนด้วย ใครไม่ชิน หรืออยากวอร์ม ก็ลองตรงนี้ได้เลย ซึ่งระหว่างรอเพื่อนปีนหน้าผาใหญ่ ผมลองปีนดู เออ ก็ปีนได้นี่หว่า ค่อยมีกำลังใจปีนผาใหญ่หน่อย(นึง)

11263943_1642110466025710_7227933408893571015_n

ผมให้เพื่อนปีนผาใหญ่กันให้หมดก่อน ขอเป็นคนสุดท้าย คือ ไม่ได้กลัวนะ แต่แมนๆไง ตามนโยบาย “เพื่อนต้องมาก่อนเสมอ”

แต่รู้สึกว่าคิดผิด เพราะเพื่อนปีนกันถึงทุกคนเลย แม้แต่เพื่อนผู้หญิง..
“ตายหละฉัน กดดันละถ้าตรูไปไม่ถึง อายเลยนะเว้ยๆ” คิดในใจเงียบๆ พร้อมก้มหน้าเศร้าๆ ยืนเอามือกุมเป้า

พอถึงคิวเราปีน..
ช่วง2-3 เมตรแรก ไม่สูง ชิลๆ มีที่วางเท้าพอควร มีที่ให้มือจับได้เต็มมือ
กระเถิบไปอีกหน่อย 5-7 เมตร เริ่มจะหวั่นใจ ใช้ปลายนิ้วเกี่ยวแทน และยืนด้วยปลายเท้า

10423976_10155540405840644_4510044838175701487_n

ที่สำคัญ เริ่มเมื่อยขาครับ.. ในใจก็คิดว่าทำไมพี่แกไม่พามาปีนผาก่อนไปปีนเขาหงอนนาคว้าาา
บางช่วงมันต้องแหกขากว้างๆ แล้วถีบดันตัวเองขึ้นไป คือ ไอ้เราก็เคยแต่ทำท่า squat แบบเต็มเท้า (ท่าลุกนั่งๆ) ไม่เคยจิกปลายเท้าทำเลย แต่นี่ฉันต้องยันตัวขึ้นด้วยปลายเท้าตลอดการปีนหรอนี่ โอ้ยยย..  (ระหว่างที่คิด อยู่ในท่าแหกขาร้อยองศา และน่องกำลังสั่นกะพรือ)

11141198_10155540411145644_7765358705354151488_n

10986466_1642110639359026_6750162528454393211_n

อุปสรรคอีกอย่าง ไกด์ที่คอยรั้งเชือกเซฟเราอยู่ข้างล่าง จะตะโกนบอกเส้นทางปีนอยู่ตลอด ซึ่งก็ดีมากครับ ไม่ต้องคลำเอง
แต่ๆๆ.. ตรงนั้นก็มีไกด์ของทีมอื่นด้วย น่าจะร่วมสิบ คราวนี้เสียงมันตีกันปนเปเลยครับ ทั้งภาษาไทย อังกฤษ จีน

“เอ๊ะ นั่นเสียงไกด์ตรูหรือเปล่าวะ”
“เอ๊ะ ทำไมตอนแรกบอกซ้าย ทำไมอีกทีบอกขวา”

คือ จะเหลือบตาลงไปมองก็เสียว จะเหลียวหน้าหันไปมองก็จกร่วง
ต้องพยายามจำเสียงไกด์ตัวเองให้ได้ แล้วไม่ตื่นเต้น

11200582_10155540320230644_1667103634748134555_n

11188309_10155540442875644_8479930044239710348_n

11206074_10155540639390644_2946187070910446762_n

ตอนใกล้จะถึงจุดปลายทาง เป็นช่วงที่ค่อนข้างยาก

“เท้าขวายืนตรงเท้าซ้ายเลยๆ” ไกด์ตะโกนมา
ไอ้เราก็ก้มลงไปมอง มีแง่งหินเล็กๆ ประมาณ 1×1 นิ้ว
“เอ้ย มัน ยืนไม่ได้ว่ะ ยืนแล้วร่วงๆ”

“ได้ดิพี่ ลองดูๆ เท้าขวายืนตรงเท้าซ้ายๆ”
คิดในใจ “เมิงจะให้กรูเอาเท้าขวายืนเหยียบบนเท้าซ้ายหรอวะ!..”

ตอนนั้นเลยต้องถอยเท้าซ้ายออก ไขว้เท้าขวามายืนแทน แล้วแหกเท้าซ้ายไปเหยียบที่อื่น (ที่คิดว่าไม่น่ายืนได้ แต่รองเท้ามันเจ๋งมาก มันเกาะหนึบเลย) แล้วใช้มือเกาะหิน ดึงตัวพร้อมๆกับยืดขาด้วยปลายเท้า

นี่ตรูฝึกเป็นแพะภูเขาอยู่ใช่ไหม…

11221590_10155577585900644_6527847098553042576_n

ในที่สุดก็ทำได้..

11218481_1642110709359019_916011352453660669_n

11150882_10155540414005644_8051822336080052492_n

ช่วงขาลง ไม่ต้องปีนลง แต่ห้อยตัวลงมาเลย ผมว่ามันเสียวกว่าตอนขึ้นอีกนะ หวิวๆ
แต่พอลงไปสักระยะ เออ สนุกดีอ่ะ ฮ่าๆ

จบจากการปีนผา คราวนี้เราไปต่อกันที่โรยตัวจากหน้าผา
ซึ่งต้องเดินอ้อมกลับไปทางหน้าหาดไร่เลย์ และเข้าไปในถ้ำ
ในถ้ำแสงเข้าไม่ถึง แม้ระยะทางไม่ไกล แต่ต้องปีนบันไดสูงและชัน ต้องพกไฟฉายคาดหัวไปด้วย

11165298_10155540485400644_2824921882982122649_n

11150581_10155540485390644_5018720269528337437_n

ณ ปากถ้ำตรงจุดโรยตัว วิวอ่าวไร่เลย์อย่างสวยเลยครับท่านผู้ชม โปรดดูตามภาพประกอบ

11150656_10155540485665644_90517436874839463_n

และ ณ จุดนี้เช่นกัน โรยตัวลงไปก็โครตเสียวเลยครับ
เพราะเราไม่รู้ว่าข้างล่างมีอะไรบ้าง มันจะไม่เหมือนตอนที่เราปีนเองแล้วโรยตัวลงมาเอง

11219146_10155540922675644_3085160877608694734_n

11127227_10155540320735644_4569416080613488375_n

11210446_10155540354415644_4315406156751963995_n

จบกิจกรรมสามเสียว ก็หกโมงพอดี ได้ทันเห็นพระอาทิตย์ตกที่ไร่เลย์ ก่อนกลับ
คืนนั้นเรากางเต๊นท์นอนที่หน่วยอุทยานแห่งชาตินพรัตน์ (อยู่ตรงทางไปท่าเรือ) ซึ่งผมก็รู้ว่าเปิดให้นอนได้ เป้นทางเลือกอีกทางที่ไว้ไปนอนแบบประหยัดค่าโรงแรม

ทริปนี้ทุกคนปลอดภัย และเป็นการไปเที่ยวกระบี่มุมมองใหม่ของผมจริงๆ
ต้องขอบคุณพี่ดี้ผู้นำทริป และเพื่อนทุกคนที่ไปสนุกและคอยช่วยเหลือกันและกันครับ
ขอบคุณภาพจาก พี่ดี้, มิ้น, กุ๊ก, ยุ, พี่หนุ่ม, แอม ด้วยครับ

ปล. ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองเดินป่าปีนเขาแบบเดิมดีกว่า ปีนหน้าผาดูจะไม่ใช่แนว ฮ่าๆ เสียววุ้ย

8 วันเดินเท้า ไปเข้าตู้เย็น ในนาม ABC (ตอนที่ 7 จากลาพร้อมบทสรุป)

Day 7 – ABC -> MBC -> Deureli -> Hotel Himalaya -> Bamboo -> Sinuwa

เช้านี้สะดุ้งตื่นเพราะมีเพื่อนสาวตะโกนปลุก “ตื่นๆๆ วิวสวยมาก รีบออกมาถ่ายรูปเร็ว” ชายทั้งสิบคนในห้องนั้น สะดุ้งโหยง รูปซิปถีบตัวออกจากถุงนอน ใส่รองเท้าเทรกฯ แล้วคว้ากล้องอย่างลืมความหนาวไปชั่วขณะ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ผมเดินเลาะหน้าผาเลยบ้านพักขึ้นไป ตอนนั้นเอง แสงเริ่มส่องผ่านยอดเขาให้เป็นสีทองทุกยอด สวยมากครับ ถ่ายมุมไหนก็สวยรอบด้านไปหมด ผมยืนอยู่ริมหน้าผาระหว่าง Glacier (ธารน้ำแข็ง) ขนาดใหญ่ ตรงข้ามผมเป็นยอดเขา Annapurna I (สูง 8,091 เมตร) ด้านข้างเป็นยอดเขา Annapurna South (สูง 7,219 เมตร) และ Hiunchuli (สูง 6441 เมตร) ส่วนด้านหลังผมเป็นยอดเขา Machapuchare (สูง 6,993 เมตร)

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

รอบตัวผมโอบล้อมด้วยภูเขาหิมะสูงตระหง่าน อลังการได้ใจจริงๆ.. คือบอกตามตรง ตอนนั้นแม้จะปวดขรี้มากก็ตาม แต่ก็ยอมทนจนถ่ายรูปให้ได้เยอะที่สุด สวยจริงๆ ครับ

2558-04-11-003

หลังจากถ่ายรูปกันอย่างจุใจ ก็รีบเก็บของและกินข้าวเช้า วันนี้ถึงจะเป็นแซนวิชแฮมชีส ไม่ใช่ข้าวผัดผักไข่ดาว แต่ก็กินไม่ค่อยลง กินได้ชิ้นเดียว แล้วก็ฝืนกินอีกชิ้น เพราะกลัวไม่มีแรงเดินทางไกล ซึ่งวันนี้จะเป็นวันที่เดินไกลที่สุดในทริป ประเมินว่าอาจจะ 10-12 ชั่วโมง

2558-04-11-028

ทุกคนในตอนนั้น ไม่ว่าจะกลุ่มไหน จะแวะถ่ายรุปกับป้าย ABC กันอีกครั้ง เพระาแสงสวย ฟ่สใส และอากาศไม่หนาวมาก หากใครพลาดโอกาสหรือเหนื่อยช่วงขามา ก็ยังมีให้แก้มือได้ตอนนี้แหละครับ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ขาลงจาก ABC พวกเราเริ่มไม่กลัวหิมะแล้ว และแนะนำเลยครับว่าห้ามพลาด คือการวิ่งสไลด์หิมะลงมา คล้ายๆเล่นสกี แต่ใช้เท้าเดินลากๆ ให้มันไหลๆลงมา เหมือนเราเดินไหลลงมาจากทรายครับ สนุกมากๆ มีโอกาสเล่นได้แค่ช่วง ABC ถึง MBC เท่านั้นนะเออ ถ้าพลาดแล้วจะเสียใจ (ตอนนั้นสนุกจนลืมความกลัวว่าจะตกหลุมไปเลยหละ)

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เราเดินผ่าน MBC, Deurali จนมาพักทานข้าวเที่ยงแถว Himalaya Hotel ประมาณบ่ายโมง แต่ก็คงเร่งเดินต่ออย่างเดียวแทบไม่ถ่ายรูปเลยท่ามกลางฝนตกๆหยุดๆ ผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเท้าบวม คือมีอาการรองเท้าคับขึ้น และนิ้วชนปลายรองเท้า ผสมกับเริ่มเจ็บฝ่าเท้าเล็กๆ

2558-04-11-033

เราถึงที่พักที่อยู่ระหว่างเมือง Sinuwa และ Chomrong ผระมาณสองทุ่ม (เพราะที่พัก Sinuwa เต็ม T-T) ระหว่างทางมืดมากครับ เดินสวนกับคนเนปาล ทั้งเดินมาเดี่ยวๆ และเดินแบกของ คือพวกเขาไม่มีไฟกันเลย แต่ก็เดินกันได้ เหมือนกับตอนลูกหาบมาช่วยเราที่เมือง Deurali ผมเลยคิดว่าน่าจะเป็นความสามารถพิเศษของคนเนปาลนะ สามารถมองเห็นในที่มืด คือมืดสนิทจริงๆครับ แสงจันทร์แทบไม่มี ทางก็เป็นดิน เป็นหิน ขรุขระ พวกเขาเก่งมากๆ

ผมถอดรองเท้าออกมาดูปรากฎว่าเท้าชื้น ซีดขาว และบีบกันเป็นรอยลึก คิดว่าถ้าเดินนานไปกว่านี้คงแตกเป็นแผลเลือดออก พอเช็ดให้แห้งแล้วเริ่มหายซีด พบว่าฝ่าเท้าช้ำเป็นสีม่วงๆ และส่วนตามปลายนิ้วก้อยนิ้วชี้ที่เท้า มีตุ่มน้ำใสๆ ไม่ใช่ผมคนเดียว แต่หลายคนก็เป็นอาการคล้ายกันนี้ ซีด ขาว ช้ำ เจ็บนิ้ว บางคนถึงกับเล็บม่วงและจะหลุด

ถ้าเจออาการเท้าชื้น ผมไม่แน่ใจว่าวิธีที่ถูกต้องควรทำอย่างไร แต่ผมรีบไปล้างเท้า (เพราะมันเหม็นมากๆ) แล้วเช็ดให้แห้ง โรยแป้ง นอนเลย ลดการใช้เท้าครับ เพราะต้องเตรียมเดินต่อในวันรุ่งขึ้น

ผมเช็คระยะทางจากแอ๊พ พบว่าวันนี้เดินต่อเนื่องถึง 24 กิโลเมตร กินเวลาไป 12 ชั่วโมง และเบิร์นแคลลอรี่ไปเจ็ดพันกว่า นับว่าเป็นสถิติเดินมากสุด นานสุด เบิร์นเยอะสุดในชีวิตเลยหละ

คืนนั้นอยากอาบน้ำมาก มีเครื่องทำน้ำอุ่นจากแก๊สด้วย จ่ายตังซื้อด้วย แต่.. เปิดล้างได้แค่หัว ประมาณ 1 นาที แก๊สหมดครับ ซวยจริงๆ มาหมดที่เราพอดีเลย สรุปว่าได้ล้างหน้า ล้างเท้า ด้วยน้ำเย็นโครตๆ แล้วก็นอนเลย เซ็งจับจิต

Day 8 – Sinuwa -> Chomrong -> Jhinu -> New Bridge-> Kyumi -> Shiwai

เช้านี้สดชื่นมาก เพราะเป็นคืนแรกที่หลับสนิททั้งคืน เท้าอาการดีขึ้น ไม่แห้งซีดแล้ว แต่ยังเจ็บและช้ำ เลยต้องทาแป้งซ้ำและแปะพลาสเตอร์ฝ่าเท้า กับทุกนิ้วเลย ลดการเสียดสี

วันนี้ตื่นสาย จัดของก็ช้า อาหารเช้าเลยแทบไม่ได้กิน กินเป็นน้ำๆข้าวต้มกับไข่เจียว แล้วก็ได้ลองแป้งทอดอาหารพื้นเมืองของเขาด้วย คล้ายปาท่องโก๋บ้านเรา เออ อร่อยดี เสียดาย ไม่มีนมให้จิ้ม ฮี่ๆ

2558-04-12-005

เดินทางออกมาใกล้ๆถึง Chomrong จะมีร้านขายของส่ง ตอนขามาผมไม่ได้แวะ เลยเพิ่งพบว่า ขายของถูกมากกกก สมควรซื้อตุนระหว่างทางทั้งไปและกลับ ขนม น้ำดื่ม น้ำหวาน ที่รัดเข่า ไม้เท้า แผนที่ ยา อุปกรณ์เดินป่า มีหมดเลยครับ

2558-04-12-009

2558-04-12-008

เส้นทางที่เราเดิน จะเลาะแม่น้ำไปเรื่อยๆ ไม่ชันมากนัก เดินสนุก ไม่ถึงกับเหนื่อย จะลำบากหน่อยตอนเมือง Sinuwa ไปลงๆ ขึ้นๆ ถึงเมือง Chomrong และลงต่อไปทางเมือง Jinhu ซึ่งรู้สึกว่าลงชันมาก พวกเราสวนกับคนไทยหลายกลุ่ม พวกเขามักถามเราว่าอีกไกลไหม เพราะส่วนใหญ่จะไปพักกันที่ Sinuwa พวกเราได้แต่ปลอบใจว่า ไม่ไกล เดี๋ยวก็ถึง แต่จริงแล้วแอบคิดในใจ เส้นทางของเอ็งสยองมาก เพราะต้องขึ้นจาก Jinhu ไปบนยอดเขาเมือง Chomrong แล้วลงสุดเพื่อขึ้นสุดเขาอีกรอบไป Sinuwa.. คิดแล้วก็ได้แต่เดินขำๆ ขอให้โชคดี

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ที่เมือง Jinhu มีไฮไลท์อย่างหนึ่งคือ มีบ่อน้ำพุร้อน ครับ เสียดายที่พวกเราไม่มีเวลาแม้จะไปแวะดู เพราะต้องเดินต่อจากตัวเมืองลงไปอีก 15 นาที กินแรงและเวลาเกินไป

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เมืองอีกเมืองที่ควรพูดถึงคือ New Bridge เป็นที่พักกินข้าวของเรา เพราะมีทางแยก สมควรจะรวมตัวกันก่อนป้องกันหลงทาง โดยเมืองที่เพิ่งสร้างใหม่ไม่นาน เขาทำสะพานข้ามไปไหนสักแห่งด้วย เลยทำให้ชาวบ้านย่นระยะทางจากเมือง Pokra ไป Chomrong จาก 3 วัน เหลือเพียง 1 วัน (คนที่เล่าคือ ชาวบ้านที่มาเต้นรำให้เราดูที่เมือง Chomrong นั่นแปลว่าเขาเดินทางมาแสดงจาก Pokra เชียวนะครับ!)

เมื่อใกล้จะถึงเมือง Shiwai ปลายทาง เราเห็นรถจิ๊ป รถบัส จอดรออยู่ไกลลิบๆ ทุกคนดีใจมาก ถึงกับอุทานว่า “ดีใจกว่าขึ้นถึงยอด ABC เสียอีก!”

อีกเรื่องที่อยากแนะนำครับ ถ้าเลือกเดินทางได้ อยากให้ไปด้วยรถจิ๊ป เพราะขากลับเข้าเมือง Pokra เราใช้รถบัสหวานเย็น วิ่งผ่านทางขรุขระๆ โยกไปมาตลอดทาง แถมถนนเลาะขอบเหว เสียวมาก ตอนแรกผมก็งงๆ ว่าจะมีเสาทำไมกลางรถ ตอนหลังถึงบางอ้อ ว่าเอาไว้ให้เกาะนี่เอง แถมมีราวให้โหนด้วย แต่ไม่ได้มีไว้ตรงทางเดินแบบบัสทั่วไปครับ เขาทำไว้ตรงคนนั่ง! ไว้ให้คนนั่งนั่นแหละเกาะเกาะห้อยโหน ใครฟิตๆจะโหนบาร์ต่อบนรถก็ไม่ว่ากัน เออ เข้าใจแล้วๆ แต่ ณ ตอนนั้น โยกแค่ไหนก็ตาม ผมก็หลับลงนะ เพราะเพลียสุดๆ กับ 8 วันที่ผ่านมา แต่ก็มีความสุขสุดๆเช่นกัน..

2558-04-12-012

บทสรุป

หากใครตามอ่านแต่ต้นจนจบ ผมอาจเขียนให้เห็นทั้งมุมดีและมุมไม่ดี เพื่อให้ทุกคนได้เห็นว่าจะเจออะไรและเตรียมตัวอย่างไร ถ้าหากมันทำลายความฝันใครบางคนไปเพราะกลัวว่าตัวเองจะไปไม่ไหว ผมอยากบอกว่าอย่าเพิ่งไปคิดแบบนั้นครับ

ครั้งนี้พวกเราไป 39 คน มีทั้งคนเคยเดินป่า คนไม่เคยเดิน และแม้แต่คนไม่เคยออกกำลังกายอะไรเลย ไปผจญภัยด้วยกัน ซึ่งวันแรกๆ เราก็ต่างคนต่างเดิน แต่สักระยะหนึ่ง ธรรมชาติจะจัดสรรเองว่า ด้วยพลังกายและพลังใจแบบนี้ นิสัยใจคอแบบนี้ มันจะพาเราไปพบกับเพื่อนใหม่ๆ และเรากับเขาเหล่านั้นเองที่จะคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันไปตลอดการเดินทาง จนถึงจุดมุ่งหมาย

เมื่อใดใครคนหนึ่งเหนื่อย อ่อนล้า หรือบาดเจ็บ จะมีคนอีกคนคอยช่วยเหลือและให้กำลังใจ จะมีคนมุ่งมั่นพร้อมลุยและเผชิญอันตรายเป็นคนนำทาง และจะมีคนให้ความอบอุ่นปลอดภัยคอยเดินปิดท้าย สิ่งเหล่านี้เองที่เป็นเสนห์ของการเดินป่า ที่ผมคิดว่ามันไม่ได้อันตรายและลำบากจนเกินไป เพราะนั่นเราคิดเฉพาะว่ามีเพียงเราตัวคนเดียวที่ต้องเผชิญ

สำหรับ ABC เป็นทริปเดินต่างประเทศของผมครั้งที่สอง (ครั้งแรก Kota Kinabalu) แต่เป็นครั้งแรกที่ผมเดินทั้งไกล ทั้งนาน หลายๆอย่าง มากสุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ แต่ก็คุ้มค่ากับบรรยากาศ อารมณ์ ความงาม ความแปลกใหม่ เพื่อนใหม่ ที่ได้รับมาตลอด 8 วันเต็มๆ แนะนำเลยครับ หากอยากลองเดินป่าครั้งแรกแบบไกลๆ และเจอร้อน ฝน ลูกเห็บ หิมะ ในที่ๆเดียวกัน ควรไปให้ได้ แล้วจะพบว่าการจัดกระเป๋าเดินทางแบบพร้อมเผชิญ 4 ฤดู มันยากจริงๆนะ ฮ่าๆๆ

จบละคร้าบบบ ขอบคุณทุกคนที่ติดตาม ขอบคุณเพื่อนทุกคนที่ร่วมทริป ขอบคุณไกด์ ขอบคุณชาวเนปาล ขอบคุณทุกๆคนที่ประกอบกันทำให้ทริปนี้สมบูรณ์ และขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองชาวเนปาลให้ปลอดภัยจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว

2558-04-07-062

สรุประยะทางและเวลาทั้งหมด

summary-distance

สรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมด

summary-cost

แจกแจงค่าใช้จ่ายในทริป (Pocket Money)

summary-usaget


ซีรี่ – 8 วันเดินเท้า ไปเข้าตู้เย็น ในนาม ABC

ตอนที่ 1-2 เริ่มต้นและเตรียมตัว
ตอนที่ 3 มุ่งสู่เนปาล และอันนาปุรณะ
ตอนที่ 4 พบรักที่ Poon Hill
ตอนที่ 5 รสชาติชีวิต
ตอนที่ 6 ในวงล้อมแห่งหิมะ
ตอนที่ 7 จากลาพร้อมบทสรุป

8 วันเดินเท้า ไปเข้าตู้เย็น ในนาม ABC (ตอนที่ 6 ในวงล้อมแห่งหิมะ)

Day 5 – Chomrong -> Sinuwa (2,360 m) -> Bamboo -> Hotel Himalaya -> Deureli (3,200 m)

วิวหน้าต่างวันนี้ สวยงามผิดหูผิดตา ใครจะคิดว่า พอตื่นมาจะเห็นยอดเขาหางปลาได้สวยจับจิตเช่นนี้ วันนี้ฟ้าใส แสงดี ลุกจากเตียงก็ไม่ได้เป็นอันทำอะไร คว้ากล้องไปถ่ายรูปทันที ผมพบว่าทุกคนก็คิดเช่นกัน ยืนถ่ายรูปก่อนผมจะตื่นเสียอีก

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ผมเริ่มแน่ใจว่าที่เนปาลจะมีโอกาสถ่ายรูปสวยตอนเช้า พอตกบ่ายอากาศแปรปรวนมาก ฝนตก ลูกเห็บตก บางทีช่วงสายๆ เมฆก็เยอะบังยอดเขาไปตลอดเลย ดังนั้น อย่านอนตื่นสาย และควรรีบคว้ากล้องถ่ายเก็บไว้แต่เช้าเลยครับ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

จากที่คุยกันในวงอาการเช้า (ข้าวไข่ดาวผัดผัก เช่นเดิม) หลายคนเริ่มปวดขา และวันนี้เดินหนักอีกเช่นกัน จาก Chomrong ไปถึง Deurali อาจใช้เวลาร่วม 8-10 ชั่วโมง พวกผมรู้ตัวว่าเดินถ่ายรูปด้วยและเดินช้า จึงต้องเตรียมไฟฉายคาดหัวไว้ในกระเป๋าติดตัว และต้องเตรียมอุปกรณ์กันหนาวเพิ่มเติมเผื่อไว้ เช่น หมวกไหมพรม เพราะเมือง Deurali เริ่มอยู่ชายขอบของภูเขาหิมะแล้ว

เส้นทางวันนี้เดินขึ้นๆ ลงๆ หนักหน่อยในช่วง Chomrong ถึง Bamboo หลังจากนั้นก็ชันไม่มากนัก เพียงแต่ระยะทางไกลหน่อย พวกเราเจอฝนตลอดทาง ตกๆ หยุดๆ ต้องคอยเปลี่ยนเป็นเสื้อกันฝนอยู่เรื่อยๆจนน่ารำคาญ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

การเดินของเราเริ่มอยู่ตัวและรู้ความต้องการในแต่ละวัน วันนี้ผมตุน Snicker และน้ำดื่ม พร้อมอัดกระทิงแดงไปอีกกระป๋อง ส่วนเพื่อนผู้หญิงก็ตุนน้ำผลไม้ยี่ห้อชบา (Chaba) ซึ่งเป็นของไทยเรานี่แหละ แต่เราพบที่เนปาลได้ตลอดการเดินทาง แต่ไม่ค่อยเจอในประเทศไทย อร่อยดีครับ มีเนื้อผลไม้ผสมด้วย ส่วนผสมก็ค่อนข้างให้คาร์บและน้ำตาลได้พอสมควร สาวๆ พอโด๊ปกันเสร็จ เดินตัวปลิวคล่องกว่ากระทิงแดงผมอีกแน่ะ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

วันนี้เราเจอกรุ๊ปทัวร์จีน มากันประมาณ 10 คน แต่ส่งเสียงอีโล้งโช้งเช้งกันตามประสาที่เราเคยเจอกันปกติ แต่ที่ไม่ค่อยเห็นด้วยคือ เจ๊ๆเฮียๆแกเด็ดกุหลาบพันปีติดมือมาด้วยคนละดอกสองดอก จริงๆพยายามคิดในแง่ดีว่าเก็บที่ตกๆมา แต่ดูแล้วเราก็ไม่เคยเห็นกุหลาบพันปีมันร่วงในขณะที่ยังบานสวยงามเลย แล้วก็มีกันทุกคนด้วย เลยได้แต่ใช้สายตามองๆแล้วนินทากับคนไทยด้วยกันนี่แหละ และผมเคยได้ยินว่าเขามีกฏอยู่ ห้ามเด็ด ถ้าลูกหาบหรือไกด์เจอ เขาสามารถปรับเงินได้ทันที ก็หวังว่าเจ๊ๆเฮียๆแกจะโดนกันนะ

2558-04-09-079

ระหว่างทาง เพื่อนผู้หญิงในกลุ่มเราเจ็บหัวเข่า ต้องประคองและค่อยๆเดินกันไป บางช่วงต้องขี่คอไกด์และเพื่อนผู้ชายอีกคน ตอนนี้ทีมเราเริ่มมีอุปสรรคแล้ว..

2558-04-09-082

เส้นที่กำลังเดินอยู่ เจอคนไทยเยอะมาก บางทีมองหน้ากันก็ไม่แน่ใจ จนเขาต้องทักสวัสดีมาก่อน เราถึงทักกลับ และก็เจออีกกลุ่มหนึ่ง มีผู้ชายสะดุดุรากไม้ล้มตรงหน้าทีมเรา โชคดีที่เรามีหมอมาด้วย เลยปฐมพยาบาลกันเบื้องต้น พวกเราเจอเขาเรื่อยๆ เขาเล่าว่าเกือบได้ใช้บริการเฮลิคอปเตอร์แล้ว แต่ก็อาการดีขึ้น อดทนเดินกระเผกๆ จนเราไปเจอเขาที่ ABC ได้ด้วย เก่งมากๆ

พวกเราเดินมาถึง Hotel Himalaya ก็เกือบหกโมงเย็นแล้ว และต้องเดินไปต่อที่ Deurali อีก 2 ชั่วโมง ทำใจต้องเจอกับอากาศหนาวและความมืด สิ่งที่ตื่นเต้นตอนนั้นคือ เริ่มเจอน้ำแข็งเกาะยอดหญ้าบ้างแล้ว และไฟฉายคาดหัวเราก็มีไม่ครบทุกคน ต้องคอยเดินแล้วหันหลังกลับมาส่องทางให้กันตลอดเวลา

2558-04-09-108

ประมาณหนึ่งทุ่ม เราเดินจนไปเห็นไฟเกสเฮาส์ของ Deurali แอบดีใจ ดูไม่ไกลนัก แต่ที่ไหนได้ ต้องเดินอ้อมไปอีกหน่อย ทางค่อนข้างอันตรายเพราะเป็นถ้ำ และข้างๆเป็นทางเดินแคบๆประมาณไม่ถึงฟุต มืดสนิท เราคิดว่าต้องไปทางถ้ำมากกว่า แต่จริงๆแล้วต้องเดินเลาะเหว จากนั้นได้เจอกับ Glacier ครั้งแรก เป็นธารน้ำที่ไหลลงมาจากภูเขาและแข็งตัว ตื่นเต้นอีกแล้วครับ ได้เดินบนหิมะในยามวิกาล มองไม่เห็นอะไรเลย มีแค่ไฟส่องเล็กๆ ไม่ไกลนัก ลื่นด้วย เราพยายามเดินเลาะขึ้นไป แต่แล้วก็โชคดีที่มีลูกหาบส่งสัญญาณไฟกระพริบมาจากแถวเกสเฮ้าส์ ตะโกนบอกว่าเราไปผิดทาง ตอนนั้นทำได้แค่ยืนอยู่เฉยๆ แล้วรอให้ลูกหาบมารับ

ลูกหาบเก่งมากครับ ใส่รองเท้าแตะบนหิมะ เขาไม่กลัวลื่นเลย ไม่มีไฟด้วย เดินเห็นทางได้อย่างไรก็ไม่รู้ สกิลเหลือรับประทาน

คืนนั้นหนาวยะเยือกมาก เกสเฮาส์ที่ Deurali เต็มไปด้วยหิมะขาวโพลน มื้อนี้ค่อนข้างทุรักทุเร ไกด์เลยให้สั่งกินกันเองตามสะดวก พวกเราสั่งบะหมี่เกาหลีร้อนๆคนละชาม และพิซซ่าทูน่า (พวกเนื้อปลาทานได้ในเขตที่เขาเคารพครับ ยกเว้นพวก หมู ไก่ ควาย) ซึ่งไม่รู้เพราะหิวโซหรือเปล่า ทูน่าพิซซ่ารสชาติเหมือนราดหน้าเลย อร่อยมาก เพื่อนผมเลยสั่งอีกถาด แต่ก็กินกันไม่ไหว ต้องยกให้ลูกหาบหมดเลย

2558-04-09-110

คืนนี้ในกลุ่มผมเริ่มวางแผนขากลับจาก ABC เพราะเส้นทางจะเดินยาวไกล หนักมาก รวดเดียวจาก ABC ถึง Sinuwa เลย (เหมือนย่อทริปที่เราเดินกันมา 2 วัน เหลือแค่ 1 วัน) ซึ่งในตอนนี้มีเพื่อนเราที่บาดเจ็บ อยากไปให้ถึง ABC แล้วเดินกลับมานอนที่ Deurali แทน เพราะกลัวจะเดินกลับรวดเดียวไม่ไหว จะได้ช่วยเฉลี่ยระยะทางในวันแรกหน่อย แต่หลายคนก็ไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าไม่น่าจะเดินไปกลับได้ทัน และลำบากในส่วนที่ต้องแยกกันอยู่ คืนนั้นเลยตัดสินใจไม่ได้และต้องรอดูอาการบาดเจ็บในเช้าวันรุ่งขึ้นแทน

เพิ่มเติม
– ลองแปะแผ่นความร้อนยี่ห้ออะไรสักอย่างของญี่ปุ่น ไม่รู้สึกอะไรเลย สงสัยผมจะใช้ไม่เป็น
– คืนแรกที่ไม่ได้อาบน้ำ หนาวจัด ต้องเช็ดตัวด้วยทิชชู่เปียกแทน แนะนำให้พกไปเยอะๆเผื่อขี้เกียจอาบด้วย
– ถุงนอน -0c ของเก๊ เริ่มเอาไม่อยู่ เย็นช่วงเท้าถึงส่วนขานิดๆ

Day 6 – Deureli -> MBC (3,700 m) -> ABC (4,130 m)

วันนี้เป็นวันแรกที่วิวไม่สวยเท่าไรนัก ไม่เห็นแสงตอนเช้า แต่ก็แปลกตากว่าปกติ เพราะ Deurali อยู่ในซอกเขาที่ยอดปกคลุมด้วยหิมะ อากาศหนาวมาก พวกเราใส่ชุดแบบจัดเต็ม มีเท่าไรยัดให้หมด เพราะจะต้องไปเผชิญหิมะกันตลอดทั้งวัน

มื้อเช้านี้ เรารอดจากข้าวผัดผักไข่ดาวไปอีกมื้อ อาหารเช้าเป็นแซนวิชทูน่าเบาๆ ระหว่างนั้นเจอกลุ่มคนไทยอีกกลุ่มที่พักบ้านเดียวกับเรา ฟิตมาก เขาล้อมวงวอร์มอัพกันแต่เช้า คือรู้สึกต่างจากกลุ่มเรา ตื่นนอน ถ่ายรูป กิน แล้วออกเดินทางเลย ฮ่าๆ (จริงๆ ควรวอร์มอัพก่อนออกเดินทาง เพื่อลดการบาดเจ็บและเตรียมความพร้อม)

2558-04-10-004

เราเดินออกจาก Deurali ไปประมาณ 45 นาที เราจะเจอ Glacier แห่งที่สอง จุดนี้สวยมากครับ พื้นหลังเป็นภูเขาสูงตระหง่าน ทำให้พวกเรายืนถ่ายรูป และกระโดดโลดเต้นกันกันอยู่พักใหญ่

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

หลังจากผ่าน Glacier มาสักระยะ จะเจอทุ่งหญ้าโล่งๆ ที่เราต้องเดินข้ามแม่น้ำไป จุดนี้เป็นจุดที่เราจะได้เห็นรูปถ่ายกันมากตามเว็บไซต์ต่างๆ เพราะมีภูมิประเทศที่สวยและหลากหลายในจุดเดียวกัน มีแม่น้ำผ่ากลางทุ่ง มีภูเขาหิมะขนาบข้าง ฉากหลังเป็นภูเขาหิมะอีกลูกที่ใหญ่อลังการ เดินไปถ่ายไป หมดเมมโมรี่ไปกับแวนี้หลายร้อยเม็กฯเหมือนกันครับ สวยตราตรึงใจจริงๆ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ระหว่างที่เราเดิน พวกเราได้ยินเสียงหิมะถล่มตามหลัง ตอนแรกคิดว่าฟ้าร้อง เพราะด้านหลังเราไกลออกไปตรง Deurali มันดูครึ้มๆ แต่เสียงมันดังครืนๆนานกว่าฟ้าร้องพอสมควร จนเรามารู้จากไกด์ที่หลังว่ามันเป็นเสียงหิมะถล่ม เป็นประสบการณ์ครั้งแรกเลยครับ ที่รู้ว่าสัญญาณเตือนหิมะถล่มจะมีเสียงประมาณนี้

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

พ้นจากทุ่งหญ้า เราไต่ขึ้นไปอีกหน่อยก็จะเป็นทางเดินหิมะไปตลอดเส้นทางแล้ว ใช้เวลาต่ออีกไม่ถึง 1 ชั่วโมง ก็ถึง MBC หรือ Machapuchare Base Camp

ซึ่งผมก็ยังไม่แน่ใจว่า Machapuchare สามารถปีนขึ้นหรือเที่ยวไปได้ถึงไหน ถึงต้องมี Base Camp ไว้พักอาศัย เพราะชาวเนปาลเชื่อว่าเป็นที่สถิตของพระศิวะ ในประวัติศาสตร์เคยมีชาวอังกฤษชื่อ Jimmy Roberts ปีนขึ้นไปแต่ไม่สำเร็จ (เหลืออีกเพียง 150เมตร เท่านั้น) และหลังจากนั้นทางรัฐบาลจึงประกาศห้ามใครปีนขึ้นไป จึงทำให้ภูเขานี้ไม่เคยมีใครพิชิตได้เลย

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เราเดินถัดจาก MBC ไปพักทานข้าวเที่ยงกันที่เกสเฮาส์แห่งหนึ่ง ใหญ่มาก และเราก็พบคนไทยที่นั่นอีกกลุ่ม เลยทำให้รู้ว่าบางทริปจะจัดให้นอนที่นี่ แล้วเช้ามืดวันรุ่งขึ้นค่อยเดินไป ABC เพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น ซึ่งจะย่อระยะทางขากลับ ไม่เหนื่อยเกินไป และไม่ต้องไปแย่งกันกินแย่งกันอยู่ข้างบนเกสเฮ้าส์ของ ABC

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

2558-04-10-069

ทางไกด์ได้เตรียม Mini Crompon หรือรองเท้าตะปูให้พวกเราไว้ใช้ด้วย เกาะพื้นหิมะดีพอสมควรครับ และเป็นครั้งแรกที่เคยลองใส่ ตัวรัดมันเป็นยางค่อนข้างเหนียวและแข็ง แต่ก็ไม่ได้เหลือไซต์ใหญ่ให้เลือก เลยแอบรัดเท้าผมนิดหน่อย ทำให้รองเท้าผมรัดขึ้นและเจ็บเท้า จริงๆผมเห็นคนจากทริปอื่นส่วนใหญ่ไม่ได้ใส่กันก็พอจะเดินได้บ้าง ไม่ลื่นมาก

2558-04-10-072

เส้นทางบนหิมะที่เดินกันเป็นปกติ หิมะจะอัดตัวแน่นและทำให้เราลื่น ก็สามารถเปิดทางใหม่เลาะข้างไปกันได้ แต่ก็ต้องเดินดีๆ ถ้านอกเส้นทางมาก หรือซวย อาจจะเจอหลุม หิมะจะยุบไปถึงน่องหรือเอวเลยทีเดียว ไม่เจ็บครับ แต่ตกใจ และหิมะอาจเข้ารองเท้าได้ ซึ่งจะทำให้เท้าชื้น บวม และเราจะหนาวด้วย

ช่วงบ่ายก็ตามเคยครับ อากาศแปรปรวน ครั้งนี้เราเจอหิมะตกจากช่วง MBC ถึง ABC ค่อยข้างหนักนิดนึง เกาะเต็มตัว และเข้าแว่นผมตลอดทาง (รู้เหตุผลลยว่าทำไมเขาถึงใส่แว่นแบบครอบกัน) บางช่วงมองไม่เห็นวิวเลย และได้ยินเสียงหิมะถล่มตลอดเวลา แต่ดูจากสภาพภูมิประเทศแล้ว น่าจะไว้ใจได้ไม่น่าจะโดนเรา เพราะจุดที่เดินไม่ใกล้ผาหิมะ ไม่ชันมาก และเป็นเนิน

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

2558-04-10-110

2558-04-10-099

2558-04-10-088

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ระยะทางจาก MBC ถึง ABC ประมาณ 3-4 กิโลเมตร ใช้เวลาค่อยๆเดินไปประมาณ 2-3 ชั่วโมง ก็เจอป้าย ABC คือจุดหมายปลายทางของเรา ซึ่งทุกคนดีใจมากครับ ถ่ายรูปกันใหญ่ท่ามกลางหิมะ ยอมถอดถุงมือกดถ่ายรุปเลย ขนาดผมเองยังมือแข็งและซีดๆ แต่ก็ทน ฮ่าๆๆ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เพื่อนผมคนหนึ่งที่ไม่เคยออกกำลังกายเลยบอกว่า “ถ้าฉันมาได้ คนอื่นก็มาได้” ซึ่งผมก็เชื่อแบบนั้นนะ ทุกคนมาได้ เพราะใช้ใจล้วนๆ (มีพี่คนหนึ่ง ผมมารู้ตอนหลังว่า พอเดินไปถึงบ้านพักที่ ABC พี่เขาถึงกับร้องไห้ ว่าฉันมาถึงแล้ว ฉันทำได้ ซึ่งก่อนหน้านี้พี่แกก็ไม่ได้ออกกำลังกายเลย เที่ยวสบายตลอด และไม่เคยเดินป่า แถมแกได้ถูกสบประมาทก่อนมาด้วยว่า “มาไม่ได้หรอก อ่อนแกเกินไป..” เราฟังแบบนั้น เราก็แอบภูมิใจแทนแกนะ ที่แกทำได้)

ช่วงถึงป้ายนั้นเอง เรามีอาการ AMS เล็กๆ คือ ปวดเบ้าตา ซึ่งหมอที่ไปด้วยกันบอกว่าความดันตาขึ้น เลยให้ไดอะม็อกแล้วพาราฯตามมาอย่างละเม็ด ก็พอบรรเทาได้บ้าง แต่ยังกินอาหารไม่ลง ทั้งๆที่อยากกินมากครับ เพราะมื้อนั้นเขาจัดเต็ม ทั้ง มาม่า พิซซ่า มักกะโรนี โมโม่ เฮ่ออ อดเลยฉัน.. กินไม่ไหวๆ

เราคุยกันถึงแผนการเดินกลับ เพราะจะเป็นวันที่ 3 ที่เดินโดนอีกแล้ว คือจาก ABC ยาวไปถึง Sinuwa (และมีเพื่อนผมบางคน ขอยาวไปถึง Chomrong เลย!) ซึ่งเท่าที่ผมหาข้อมูลและถามคนไทยกลุ่มอื่นที่นั่น ไม่มีใครทำแบบนั้น เพราะไกลเกินไป ส่วนมากจะหยุดนอนกันที่ Bamboo เท่านั้น

ตอนประมาณ 3 ทุ่ม ฟ้าสวยมากครับ มืดสนิท และดาวเยอะ ไม่มีอะไรบัง แต่พวกเรานัดกันไว้ว่าจะตื่นตี 4 เลยรีบไปนอนพักก่อน

คืนนั้นคิดว่าอุณหภมูิติดลบมากพอสมควร ถุงนอน -10c เก๊ + ใส่เสื้อจัดเต็ม มันเอาไม่อยู่แล้ว หนาวทะลุถึงผ้าด้านใน จับแล้วเย็น โดยเฉพาะช่วงขาถึงเท้า ผมใช้แผ่นความร้อนแปะไปสองแผ่น แล้วนอนเอามืออังก็พอช่วยได้นิดนึง แต่จุดที่ไม่ได้แปะก็หนาวครับ นอนกระสับกระส่ายพลิกไปมาตลอด รู้สึกว่าตัวเองเตรียมตัวน้อยไปๆ

เพิ่มเติม
– ตี 3 ตื่นมาเข้าห้องน้ำ พบว่าพระจันทร์สว่างจ้าเลยครับ สรุปนอนยาว ไม่ถ่งไม่ถ่ายมันละ แอบเสียดายด้วย
– ข่าวดีของวันนี้คือ เพื่อนเราอาการบาดเจ็บทุเลาลง เลยทำให้ได้ขึ้นไปนอนข้างบน ABC กันครบทุกคน
– ไม้เท้าเดินป่า สามารถแก้เซ็งได้ตอนเดินบนหิมะนะครับ ลองจิ้มไปแรงแน่นๆ ดึงออกมา แล้วเคาะเบาๆ มันจะได้โดนัท ฮ่าๆๆ สงสัยตอนนั้นจะหิว เลยเพ้อครับ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA


ซีรี่ – 8 วันเดินเท้า ไปเข้าตู้เย็น ในนาม ABC

ตอนที่ 1-2 เริ่มต้นและเตรียมตัว
ตอนที่ 3 มุ่งสู่เนปาล และอันนาปุรณะ
ตอนที่ 4 พบรักที่ Poon Hill
ตอนที่ 5 รสชาติชีวิต
ตอนที่ 6 ในวงล้อมแห่งหิมะ
ตอนที่ 7 จากลาพร้อมบทสรุป

8 วันเดินเท้า ไปเข้าตู้เย็น ในนาม ABC (ตอนที่ 5 รสชาติชีวิต)

Day 3 (Part 2) – Ghorepani -> Banthani

หลังจากเดินลงจาก Poon Hill พวกเราต้องรีบเก็บของและเดินต่อทันที เพราะกลัวจะสายเกินไป
ขอย้อนกลับไปดูสูตรข้าวต้มที่บอกพ่อครัวเนปาลไว้ ปรากฎว่า แกก็เอาข้าวใส่น้ำร้อนให้จริงๆ แต่ก็ยังเป็นข้าวเบร์เลย์แบบเดิม คืออาจผิดที่เราไม่ได้บอกว่าให้ใช้ข้าวสวย ฮ่าๆๆ รสชาติก็เลยยังหวานนิดๆ เพราะตัวข้าว และหนืดหน่อยๆ

2558-04-07-094

เดินออกจาก Ghorepani แดดแรงพอสมควร และอบอ้าว เราเดินขึ้นไปถึงภูเขาอีกลูก อยู่ตรงข้ามกับ Poon Hill ด้านบนเป็นเขาหัวโล้น มองเห็นได้ 360องศา คล้ายกับเขาช้างเผือกในประเทศไทยเลยครับ วิวสวยมาก กุหลาบบานสะพรั่ง ลมแรง และหมอกหนา เล่นทำเราหนาวสะท้านไปทั้งทีม

2558-04-07-095

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ยอมรับเลยว่าตอนนี้เริ่มเบื่อกุหลาบพันปี เริ่มไม่หวือหวาแล้วหละ หากใครอยากเจอเยอะๆ เจอแบบกราดเกลื่อน เจอไม่บันยะบันยัง เชิญมาเที่ยว ABC ในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนได้เลยครับ เป็นช่วงที่บานเต็มที่ไปทั่วทั้งภูเขา ตั้งแต่เริ่มเดินก้าวแรกไปจนเข้าเขตหิมะ

ใกล้เที่ยง ฝนตกประปราย และที่ตื่นเต้นสำหรับผมคือ ได้เจอลูกเห็บด้วย เป็นเม็ดเล็กๆ ที่เมืองไทยจริงๆก็มีครับ เพียงแต่เกิดมาไม่เคยเจอ ได้แต่ดูข่าวจากโทรทัศน์ว่าที่นั่นที่นี่มีลูกเห็บตก วันนี้ได้เห็นของจริงแล้วหละ แปลกดี ชื่นชอบ เหมือนมีคนยิงปืนอัดลมใส่ตลอดเวลา (แอบซาดิส)

2558-04-07-116

2558-04-07-148

และที่สังเกตได้อีกอย่างหนึ่งคือ อากาศที่นั่นแปรปรวนช่วงเที่ยงถึงเย็น และแน่นอนครับ ผมก็ได้เจอตลอดวันเลยทีเดียว แต่พอมันตกหนักๆ นานๆ เต็มพื้น ก็สวยมากๆ ขาวโพลนเหมือนหิมะ แปลกตาเราสุดๆ

ช่วงบ่ายที่ลูกเห็บและฝนตกสลับกันหนักๆ เราวัดอุณหภูมิได้ที่ 4-5 องศา! (แอบคิดถึงและอยากอวดคนอยู่ประเทศไทยเลย ให้ตายสิ)

จริงๆ แล้ว ตามแผนวันนี้เราต้องไปนอนที่หมู่บ้าน Tadapani แต่ด้วยความที่การจองเกสเฮ้าส์จะจองเป็นวันต่อวัน แล้วที่นั่นเกสเฮ้าส์ก็เต็มพอดี จึงทำให้เราเดินสั้นขึ้น และนอนที่หมู่บ้านเล็กๆในซอกเขา ชื่อ Banthani

P4070455

2558-04-07-153

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

นับเป็นเกสเฮ้าส์ที่พวกเราคุยกันได้ตลอดทริป คืนนั้น 0 องศา ในห้องแคบๆ เตียงและผ้าห่มชื้นๆ เราเลยไปรวมตัวกันหน้าเตาผิงของห้องอาหาร ไม่ยอมไปไหนกันเลย และก็ได้ใช้ถุงนอนเก๊ๆ -10c ที่ซื้อจาก Tamel ครั้งแรก มันอเมซิ่งมากครับคุณเอ๋ย มันเอาอยู่เว้ยๆ อุ่นเลย (แต่ผมใส่ลองจอน เสื้อคอกลม และเสื้อขนเป็ดนอนด้วย)

คืนนั้นพวกเราเตรียมทำใจสำหรับวันรุ่งขึ้น เพราะต้องเดินหนักกว่าเดิมอีก 2 ชั่งโมง เพื่อไป Tadapani และก็ดันเป็นวันที่ต้องเดินไกล และเดินลงเยอะด้วย มาถึงขั้นนี้แล้ว จะไม่พร้อม ก็ต้องพร้อมแล้วหละครับ! นี่แหละรสชาติของชีวิต

Day 4 – Banthani -> Tadapani (2,630 m) -> Chomrong (2,170 m)

วันนี้เราตื่นกันตั้งแต่ตีห้าครึ่งเพื่อเก็บของและทานข้าวเช้า เนื่องจากเราต้องเดินไกลและนานกว่าเดิม

เมื่อทุกอย่างพร้อม เราออกเดินทางกันตั้งแต่ 7 โมงเช้าเพื่อไปให้ถึงเมือง Tadapani ไม่เกิน 9 โมง ระหว่างทางเป็นการเลาะริมหน้าผา มีขึ้นมีลงอยู่สลับกัน วิวอาจจะธรรมดากว่าทางที่เคยเดินผ่านมา แต่เมื่อถึงเมือง Tadapani มันเป็นเมืองอยู่บนยอดเขา สามารถมองไปเห็นยอดเขา Machhapuchchhre ได้อย่างชัดเจนและสวยงาม ผมแอบเสียดาย ที่ไม่ได้นอนที่นี่ น่าจะได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นและลง คงสวยน่าดู

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เราแวะล้างหน้า เข้าห้องน้ำ และยืนถ่ายรูปกันอยู่ครู่หนึ่ง เราเริ่มไต่ลงจาก Tadapani แล้วก็ไต่ขึ้นไปอีกยอดหนึ่ง ตลอดสองข้างทาง เต็มไปด้วยทุ่งนาขั้นบันไดแคบๆ แต่ถี่หลายชั้นตั้งแต่ยอดเขาลงไปจรดลำธารด้านล่าง และด้วยความที่เป็นร่องเขา ทำให้เราเห็นวิวได้กว้างไกลแบบพาโนลาม่า สวยอลังการไม่แพ้ซาปาที่เวียดนามเลยทีเดียว

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

กว่าจะถึงเมือง Chomrong ก็ขึ้นลง ขึ้นลง หลายภูเขา ไกลและชัน บางช่วงก็เป็นบันได ผมคิดว่าค่อนข้างหนักนะ ถึงจะไม่ปวดขา ก็อาจปวดเข่า หรืออาจทำให้ล้าได้เลย ควรเดินระวังๆและรักษาตัวเองไว้

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

Chomrong เป็นเมืองใหญ่มาก น่าจะใหญ่กว่าที่เคยผ่านๆมา เป็นศูนย์กลางทางแยกเชื่อมได้หลายเมือง ทั้ง Sinuwa, Ghandruk, Jinhu ซึ่งเป็นเมืองทางผ่านสำหรับนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะมาเที่ยวเส้นทางไหนก็ตาม ที่นี่มีบาร์ มีร้านกาแฟ มีร้านขายของที่ระลึก มีร้านขายของส่ง และมีเกสเฮ้าส์เยอะมาก

2558-04-08-111

ที่เจ๋งไปกว่านั้นคือ เมื่อมองจากเมืองนี้ จะเห็นซอกเขาสองฝั่ง, พวกเรามาถึงช่วงเย็น พอมองลึกเข้าไปในซอกเขานั้น เป็นความมืดทะมึน มองไม่เห็นปลายทาง แต่ด้านบนเห็นยอดภูเขาหิมะโผล่มารำไรๆ สวยแปลกตา อดคิดไม่ได้ว่าคณะเรากำลังไป Mordor ใน The Lord of The Rings หรือเปล่า

2558-04-08-114

เมื่อเรามาถึงเมืองนี้ จะเริ่มพบป้ายห้ามกินเนื้อหมู เนื้อควาย เนื้อไก่ เนื่องจากชาวเมืองแถวนี้เขาเชื่อว่าเป็นสถานที่สถติของเทพเจ้าของเขา ดังนั้น ตั้งแต่เมือง Sinuwa (ถัดจาก Chomrong) เมนูอาหารที่ครัวเนปาลทำก็จะเจอผัก ปลา แป้ง ข้าว (แต่หากหิ้วเนื้อต้องห้ามไปแล้วเสียดาย หรืออดไม่ได้ก็แอบๆกินอย่าประเจิดประเจ้อละกันครับ)

2558-04-08-102

วันนี้ได้อาบน้ำอุ่นแบบเต็มที่ เป็นเครื่องแบบแก๊สหุงต้ม อาบไปก็หิวมาม่าไปๆ (ผมว่ากลิ่นแก๊สเหมือนมาม่าหมูสับ) ทั้งสบายตัว ทั้งหิว ก็เลยลงไปต้มมาม่ากินรองท้องก่อนจะถึงมื้อเย็น มื้อนี้เป็นข้าวกับผัดผักและไข่ดาว ซึ่งเป็นเมนูที่พวกเรากินกัน 2-3 ครั้ง แล้ว และเริ่มจะไม่เจริญอาหาร

2558-04-08-136

ผมกับเพื่อนเดินออกไปช็อปปิ้งหน้าโรงแรม เราเจอเสื้อ ABC ตัวหนึ่ง มันควรค่าแก่การซื้อเก็บมากครับ เจ๊คนที่ขายบอกว่า 600รูปี พวกเรายืนต่อกันอยู่นาน เจ๊เลยลดราคาให้ 400 ซึ่งถ้าเราไปอีกร้านหนึ่งบนเขา จะได้ราคาแค่ 350 แต่เอาเถอะครับ แลกกับค่าเดิน 50รูปี (17บาท) ยอมๆ, คนอื่นจ่ายไป 400 ถ้วนๆ แต่ผมจ่ายไป 500 เจ๊แกทอนกลับแค่ 90 ครับ ผมเลยทวงแก แต่แกขอผมอีก 10รูปี แล้วแกก้มไปหยิบข้อมือเชือกถักมาให้ผมแทน แกบอกว่านั่งหลังขดหลังแข็งถักเองกับมือเลยเชียวนะ เป็นรูปดวงตาพระพุทธเจ้าห้าพระองค์

หลังจากผมใส่มัน ทุกคนที่เห็นก็ชมว่าสวยครับ และวันที่เนปาลมีแผ่นดินไหว เชือกถักเส้นนี้มันทำให้ผมคิดถึงเจ๊ และคนเนปาล ผมรู้สึกว่ามันเป็น 10รูปี ที่มีค่ามีความทรงจำสำหรับผมมาก

FullSizeRender

ช่วงอาหารเย็น พวกเราคุยกันถึงแผนการวันถัดไป เริ่มวิตกกันเรื่องโรคแพ้ความสูง (AMS) เพราะวันรุ่งขึ้นจะต้องเดินทางไกล และไต่ระดับไปนอนระดับที่ 3,800เมตร หากเกิดอาการขึ้นมา อาจไปไม่ถึงยอดได้ จึงเริ่มแชร์ความรู้กันเองจากที่อ่านๆกันมา และแจกยา กลุ่มเราค่อนข้างโชคดีที่มีหมอไปด้วยหลายคน ยาเพียบเลย และคนทั่วไปหลายๆคนก็หาข้อมูลมาดี จึงช่วยได้เยอะจริงๆครับ ขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยเลย

2558-04-08-135

ตกกลางคืน มีการแสดงของชาวบ้านในระแวกนั้น เป็นการร้องเพลงและเต้นรำแบบท้องถิ่นของชาวเนปาลี เพลงติดหูมากครับ ทำนองคล้ายๆกันหมด แต่เหมือนจะเปลี่ยนเนื้อร้อง ท่าเต้นเขาก็จะเน้นหมุนตัวไปมา ผู้ชายก็กระโดดโลดเต้น จริงๆแล้วเหมือนจะเป็นงานระหว่างคนพื้นเมืองและคณะลูกหาบของเรามากกว่า พวกเขาสนุกกันมาก จะมีคนไทยอยู่ไม่กี่คนที่ถูกชาวเนปาลีเชิญออกไปเต้นร่วมกับเขา

ตัวแทนชาติไทย เธอๆ เขาๆ ก็เต็มที่เลยครับ ออกไปรำไทย เซิ้ง ท่าเต้นในผับ แล้วก็ทำท่า Squart อวดชาวเนปาลีให้งงและอึ้งกันไปเลย ว่าชาติไทยได้พัฒนาลีลาการเต้นแบบแอโรบิกแด๊นส์ได้เองแล้ว

2558-04-08-145

2558-04-08-148

ต้องขอเล่าย้อนว่า ทริปนี้ผมตั้งใจมาเที่ยวแบบหายเงียบไปเลย ไม่อัพเดทใดๆ แค่โทรศัพท์ผ่าน Skype เล่าสารทุกข์สุขดิบกับแม่และอาม่าวันละครั้งก็พอ ซึ่งเกสเฮ้าส์ที่เราพัก(และน่าจะทุกที่) จะมีอินเทอร์เน็ตให้บริการครับ จ่ายเหมาทั้งวันทั้งคืน 100-200รูปี ซึ่งเกสเฮ้าส์ที่แรกผมได้ใช้ฟรี ที่ที่สองก็ยืมเพื่อนใช้ เพราะความเร็วมันช้าถึงช้ามาก เราใช้แป๊บเดียว ไม่อยากเสียเงิน แต่ๆๆ.. วันนี้ผมได้ลองซื้อเล่นเป็นครั้งแรก เนื่องจากน้องคนหนึ่งเอา Facebook มาให้ผมดู..

“พี่ๆ แม่พี่เข้ามาไลค์ มาเม้นของหนูตลอดทางเลย” น้องมันบอก พร้อมยื่นมือถือให้ผมดู
เป็นโพสที่น้องมันเช็คอิน อัพเดทสเตตัส แต่ใส่ชื่อผมไปด้วย เลยทำให้แม่ผมเห็นตลอดทาง

“เอิ่ม ตายหละ แม่พี่รู้ว่ามีอินเทอร์เน็ตนี่หว่า เดี๋ยวพี่ไปซื้อก่อนนะ กลัวแม่น้อยใจ หาว่ามีเน็ตฯ แต่โทรไปหาแค่วันละครั้ง ไม่โพสอัพเดทอะไรให้ดูเลย” ว่าแล้วผมก็รีบเดินไปจ่ายเงิน เขาก็เอามือถือไปกรอกรหัส Wifi ให้.. (เขากลัวเอารหัสไปบอกต่อ เลยจะหยิบมือถือเราไปกรอกเอง) โพสรูปหน้าตัวเองไปหนึ่งรูป.. แล้วก็โทร Skypse ไปคุย..

2015-05-12_235127

กว่าจะโพสรูปแรกได้ ผมพยายามอยู่หลายครั้ง ขึ้น Fail ตลอด และแต่ละครั้งก็รอเกือบ 10 นาที ใครคิดจะซื้อเน็ตฯเล่นก็ลองคิดดีๆนะครับ

หลังจากโผล่ตัวครั้งแรกในโลกโซเชี่ยลแล้ว ญาติโกโหติกา เพื่อนฝูงต่างมากระหน่ำไลค์ ถามสารทุกข์สุขดิบกันเต็มที่ คืนนั้นผมนั่งเล่นเน็ตจนถึงห้าทุ่มแน่ะ กลัวไม่คุ้มเงินที่จ่าย.. (ยังงกได้อีก)

ที่นอนของเราคืนนี้ ห้องกว้างขวางและสะอาดดี แต่ตั้งแต่เมือง Chomrong เป็นต้นไป เขาจะให้เราแต่เตียงและฟูก ไม่มีผ้าห่มเลย ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม ดังนั้น ถุงนอนอุ่นๆเป็นสิ่งจำเป็นมาก ควรเตรียมไว้ให้ดีเลยครับ หากจะไปเที่ยว

2558-04-08-126

เพิ่มเติม
– เพิ่งได้ลองกินพวก snicker ครั้งแรกตอนหมดแรง รู้สึกเห็นผลว่าใช้เพิ่มแรงได้จริงๆ นะ จากเมื่อก่อนไม่เคยเชื่อ (เพราะมันไม่อิ่มไง จะเอาแรงจากไหนวะ)
– นอนไม่ค่อยหลับตั้งแต่มาเดินที่นี่ เหมือนหลับเต็มอิ่มแล้วตื่นเร็ว คืนหนึ่งตื่นสองสามครั้ง ไม่รู้สาเหตุ ใครเป็นแบบผมหรือทราบสาเหตุบ้างครับ?
– ครัวเนปาลทำอาหารช้ามาก เป็นชั่วโมง และเป็นทุกที่ด้วย ดังนั้น ควรคิดเมนูอาหารล่วงหน้าและให้ไกด์หรือลูกหาบวิ่งมาสั่งรอก่อนที่เราจะเดินถึงง


ซีรี่ – 8 วันเดินเท้า ไปเข้าตู้เย็น ในนาม ABC

ตอนที่ 1-2 เริ่มต้นและเตรียมตัว
ตอนที่ 3 มุ่งสู่เนปาล และอันนาปุรณะ
ตอนที่ 4 พบรักที่ Poon Hill
ตอนที่ 5 รสชาติชีวิต
ตอนที่ 6 ในวงล้อมแห่งหิมะ
ตอนที่ 7 จากลาพร้อมบทสรุป

8 วันเดินเท้า ไปเข้าตู้เย็น ในนาม ABC (ตอนที่ 4 พบรักที่ Poon Hill)

Day 2 – Ulleri -> Ghorepani (2860 m)

ตื่นเช้ามาพบว่า วิวหน้าต่างเกสเฮ้าเห็นยอดภูเขาหิมะด้วย สวยมากๆ พวกเรารีบทานข้าวเช้าแล้วออกเดินทาง เส้นทางวันนี้ค่อนข้างสวยงาม เพราะจะพบกุหลาบพันปีเต็มสองข้างทาง ตลอดการเดินทางเลย
OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ซึ่งในทวีปเอเชีย เราจะพบกุหลาบพันปี (Rhododendron) เยอะๆ ตามแนวเทือกเขาหิมาลัยที่อยู่จากระดับน้ำทะเลหลักพันเมตรขึ้นไป ถ้าเป็นเมืองไทย ก็หาดูได้แถบดอยอินทนนท์นั่นเองครับ (ดอยอินทนนท์ของเราเป็นปลายๆ ของเทือกเขาหิมาลัยเชียวนะ)

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

มื้อเที่ยงวันนี้ ค่อนข้างไม่เจริญอาหารอีกแล้ว เป็นข้าวผัดแบบวันแรก และผัดหมี่เหลืองๆเส้นใหญ่ๆ แต่สวรรค์ยังโปรดที่มีซุปผสม(เศษ)เห็ดและผัก พอมีรสชาติให้ได้กระดกบ้าง คล่องคอหน่อย และมื้อนี้เริ่มหาของหวานๆอื่นๆ อย่างโค๊กมาดื่มบ้างแล้ว เพราะกระหายอย่างแรง และต้องการของหวาน

พวกเราเดินถึง Ghorepani ประมาณบ่ายสาม เกสเฮ้าส์ที่พักชื่อ Nice View Hotel ซึ่งก็สมชื่อจริงๆครับ มีระเบียงวิวสวยมากๆ มองเห็นภูเขาหิมะ Dhaulagiri ตั้งตระหง่านไกลสุดลูกหูลูกตา แม้เพียงชั่วโมงเดียวก่อนเมฆจะมาบดบัง แต่ก็ทำให้หายเหนื่อยได้ปลิดทิ้ง

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

วันนี้โชคดีกว่าวันแรกนิดหนึ่ง คือได้อาบน้ำอุ่นตั้งหลายนาทีแน่ะ แต่พอสบู่เต็มตัวเท่านั้นแหละ หมดเวลา..
“ฉันหนาวเหลือเกินพี่ชาย..”

วันนี้มีเวลาเยอะหน่อย เลยได้นั่งคุยและจิบเบียร์เนปาลกัน ได้จิบมันครบทั้งสามยี่ห้อดังเลยครับ
Gorkha Beer จะออกเปรี้ยวๆ เหมือนเบียร์ผลไม้, Everest Beer อร่อยดี มีรสเปรี้ยวนิดนึง ส่วน Tuborg Beer เหมือนไฮเนเก้น นุ่มๆ ดีครับ ใครชอบแนวไหนก็ลองแนวนั้น แต่ที่ผมเห็นคนเนปาลดื่มกันมากๆก็ Gorkha

2558-04-06-038

คืนนั้นอาหารเย็นก็จัดเต็มเช่นเดิม เพื่อนเราเข้าครัวทำอาหารไทย เป็นกะเพราไก่ ซุปเยื่อไผ่ใส่เห็ดใส่ไข่ ไข่ดาว เปรมมากครับ อร่อยมากๆ ต้องชมฝีมือคนทำเลย

2558-04-06-045

2558-04-06-046

ส่วนทางครัวเนปาลได้ทำข้าวต้มมาให้ลอง เพราะจะเตรียมทำไว้เป็นมื้อเช้าของเรา แต่ข้าวต้มเขาจะไม่เหมือนที่เรากิน เพราะเขาใช้ข้าวบาร์เลย์ ใส่นม ใส่เนย ใส่พวกธัญพืชอะไรอีกสักสองสามอย่าง ทำให้มันเหนียวๆ หวานๆ คล้ายกับกินเนสวิต้า ถูกใจผมและพี่ๆบางคน แต่ก็ขัดใจกับอีกหลายคน ฮ่าๆ เลี่ยนเกินไป เราเลยบอกให้คนครัวเนปาล ใส่ข้าวต้มกับน้ำก็พอ เดี๋ยวเราปรุงกันเอง

Day 3 (Part 1) – Ghorepani -> Poon Hill (3210 m)

วันนี้เราต้องตื่นกันตั้งแต่ตี 4 เพื่อออกเดินจากความสูง 2,860 เมตร ไปสู่ยอด Poon Hill ที่สูง 3,210 เมตร เนื่องจากความสูงเกิน 3,000 เมตร ซึ่งมากพอจะทำให้เกิดอาการแพ้ความสูงได้ (AMS) จึงต้องเผื่อเวลาเดินเยอะหน่อย เพื่อป้องกันอาการแพ้ความสูง และก็ต้องไปให้ทันดูแสงอรุณแรกบน Poon Hill ด้วย
เช้านั้นพวกเราแต่งตัวจัดเต็มมาก ผมเอง สวมลองจอน กางเกงกันลม เสื้อคอกลม เสื้อขนดาวน์ เสื้อกันลม ถุงมือ ผ้าปิดคอ หมวกไหมพรม ครบชุดที่เตรียมมา ปรากฎว่า พอเดินไปได้ 15 นาที ค่อยๆปลดและถอดทีละชิ้น (ประโยคดูเซ็กซี่ไปไหมหว่า ฮ่าๆ) เพราะคาดการผิด มันไม่หนาวมากจนต้องจัดเต็มขนาดนั้น จะเย็นก็แต่มือ เวลาที่ถอดถุงมือกดถ่ายภาพ

ทางขึ้นเป็นบันไดไม่ชันมาก และควรมีไฟฉายไปด้วย เพราะมืดสนิท ผู้คนต่างหลั่งไหลขึ้นพร้อมๆกันหมด บ้างก็หยุดยืนหอบตามข้างทางสลับกันไป สนุกไปอีกแบบ เพราะเหมือนแข่งกันเดิน แข่งกับตัวเอง และแข่งกับเวลาที่ต้องทันดูแสงเช้า

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ผมเดินไปทันพระอาทิตย์พอดี ลมไม่แรงนัก วันนี้ฟ้าใสและสีเข้มสวยทำมุมเป็นโพลาไรซ์ ผมได้เห็นตั้งแต่ยังเป็นแสงสีเหลืองอ่อนๆ จนเริ่มทอเป็นสีทองส่องผ่านยอดเขา Machapuchare และพาดผ่านเป็นเส้นให้เห็นที่เชิงเขา Annapurna ยาวไปส่องปะทะยอดเขา Dhaulagiri จนยอดเป็นสีทองอร่าม

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

แม้แต่ระหว่างทางเดินขึ้นเขา ที่ตอนเช้ามืดมองไม่เห็นอะไร จริงแล้วมันเป็นทุ่งดอกกุหลาบพันปีสีชมพูสลับแดงเต็มทั่วไปทั้งภูเขา และมีฉากหลังเป็นภูเขาหิมะยอดแหลม เห็นแบบนี้แทบจะเปลี่ยนชุดเป็น Maid วิ่งร้องเพลงแบบหน้าปกหนัง The Sound of Music เลยทีเดียว

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

ภาพ ณ วันนั้น ผมยังคงจดจำได้ติดตามาจนถึงวันนี้ เหมือนตกหลุมรักครั้งแรกอย่างไรอย่างนั้น เธอสวยมาก คงไม่มีกล้องถ่ายภาพไหนในโลกจะบันทึกภาพนั้นได้สวยเท่าสายตาที่เห็นด้วยตนเอง และคงไม่มีความภาคภูมิใจใดหากไม่ได้เดินมาเห็นด้วยสองเท้าของตนเอง

บน Poon Hill ในวันนั้น น่าจะมีสัก 200-300 คน ซึ่ง Poon Hill เป็นจุดหมายหนึ่งที่เหมาะสำหรับคนมีเวลาน้อยหรือไม่อยากเดินไกลมากนัก แต่ได้สัมผัสวิวสวยๆ จะใช้เวลาเดินไปกลับเพียง 4 วันเท่านั้น ไม่หนาวเกินไป และที่พักที่กินก็ยังไม่ลำบาก เท่าที่ผมลองค้นหาดู ทริปที่เปิดในไทยจะไม่ค่อยมีจัด เพราะสั้นเกิน อาจไปไม่คุ้มค่า ซึ่งหากใครสนใจคงต้องติดต่อไปทางเอเย่นที่เนปาลโดยตรงเองครับ

2558-04-07-012

2558-04-07-088

เพิ่มเติม
– หลังจากเดินมา 2 วัน ผมก็เริ่มจับกลุ่มเดินได้แล้ว สำหรับใครเพิ่งเดินป่า แนะนำให้หาเพื่อนเดินนะครับ จะได้ไม่เหงา และมีรูปถ่าย โดยเลือกจากที่มีความเร็วเดินพอๆกัน หรือควรต้องดูแล หรือเป็นคนที่คิดว่าเหมาะจะเดินไปด้วยกัน มันจะได้สามารถดูแลกันและกันไปให้ถึงจุดหมายได้ครับ


ซีรี่ – 8 วันเดินเท้า ไปเข้าตู้เย็น ในนาม ABC

ตอนที่ 1-2 เริ่มต้นและเตรียมตัว
ตอนที่ 3 มุ่งสู่เนปาล และอันนาปุรณะ
ตอนที่ 4 พบรักที่ Poon Hill
ตอนที่ 5 รสชาติชีวิต
ตอนที่ 6 ในวงล้อมแห่งหิมะ
ตอนที่ 7 จากลาพร้อมบทสรุป