เที่ยว Hong Kong Disneyland 3 วัน 2 คืน ด้วยงบ 0 บาท!! – ลุย Hong Kong Disneyland

วันนี้เป็นวันที่สองที่ผมกับต่ายอยู่ฮ่องกง โดยวันแรกเรียกว่าไปเกริ่นนำเที่ยวเกาะฮ่องกงมาแล้ว วันนี้เลยขอเที่ยวเก็บบรรยากาศน่ารักๆ ในดิสนีย์แลนด์แบบเต็มวันสักครั้ง

วันนี้เราตื่นแต่เช้าเพื่อลองสำรวจภายในโรงแรม Hong Kong Disneyland Hotel ซึ่งห้องที่เราพัก อยู่ชั้น 2 และติดระเบียง

ในตอนกลางคืนผมมองไม่ค่อยเห็นอะไร รู้แต่ว่ามันเป็นสวนครับ แต่ทีไหนได้ ถัดจากสวนที่ออกแบบเป็นเขาวงกต มันคือทะเลครับ! สวยมากๆ เป็นทะเลฝั่งที่ไกลสุดลูกหูลกตา เลยทำให้บรรยากาศเหมือนกับพักอยู่บนเกาะยังไงยังนั้นเลยทีเดียว

1918373_356439255643_5643281_n 1918373_356439270643_4875470_n 1918373_356439310643_6261406_n

หลังจากสูดอากาศตรงระเบียงแล้ว จึงเดินออกจากห้องไปดูในส่วนของ Lobby ซึ่งเป็นจุดที่มีต้นคริสต์มาสยักษ์ กลางห้องนั่นเอง (เป็นจุดที่มี wifi ด้วย)

1918373_356439350643_1460518_n 1918373_356439355643_1095357_n

ในส่วนนี้ จะมี Lounge สำหรับทานอาหารว่าง และนั่งเล่น ซึ่งขณะที่ผมกำลังเดินเล่นอยู่ ก็มีเจ้าหญิงในเทพนิยายสองสามนางยืนถ่ายรูปคู่กับเด็กๆ และสร้างรอยยิ้มให้อย่างไม่ขาดสาย

1918373_356439365643_7123224_n 1918373_356439375643_1950771_n

เราเดินวนเล่น และแวะดูร้านขายของที่ระลึกในโรงแรมสักพัก จึงนั่งรถ shuttle bus เพื่อเดินทางเข้าสู่สวนสนุก Disney Land

ทางเข้าสวนสนุกจะมีประตูทางผ่าน เพื่อเสียบบัตรเข้าไปครับซึ่งบัตรที่เรามีเป็นบัตรแบบเล่นได้ทั้งวัน ดังนั้น จะเข้าจะออกกี่รอบก็ได้ แต่ๆๆๆ… พี่ชัยได้เตือนไว้ว่า ก่อนจะออกในครั้งแรก เราต้องแจ้งพนักงานก่อน เพื่อให้เขาปั๊มสัญลักษณ์ไว้ครับ ว่าเราเคยเข้ามาแล้ว ถ้าไม่ปั๊ม ต่อให้ถือบัตร เขาก็ไม่ให้เข้าครับ

1918371_335436505643_2583920_n

และที่น่าสนใจคือ ตราปั๊มจะเป็นแถบเรืองแสงครับ จะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ต้องใช้ไฟส่อง(คล้ายๆตรวจแบงค์ปลอม) จึงทำให้ไม่มีรอยให้น่ารำคาญ รวมไปถึงมันไม่จางเมื่อโดนน้ำด้วย! เท่จริงๆ

1918371_355816165643_4029566_n1918371_355816205643_3737824_n    1918371_355816170643_6384583_n

เราตัดสินใจกันว่าจะนั่งรถไฟวนรอบสวนสนุกดีไหม คือถ้านั่ง มันจะไปลงที่สถานีด้านหลังของสวนสนุกครับ และเป็นเส้นทางให้เราย้อนเล่นจากด้านหลังมาด้านหน้า แต่ระหว่างที่คิด ผมเดินไปหยิบแผนที่ที่แจกฟรีตรงทางเข้ามาดู แล้วเราจึงตัดสินใจว่า จะไป Adventure Land ก่อน ซึ่งอยู่ใกล้ๆนี่เอง น่าจะสนุกกว่า

1918371_355816175643_1829878_n

เส้นทางไป Adventure Land จะต้องเดินลอดอุโมงค์รถไฟ มีป้ายเขียนไว้ทางเข้าว่า “HERE YOU LEAVE TODAY AND ENTER THE WORLD OF YESTERDAY, TOMORROW AND FANTASY” ชอบๆๆ

สองข้างทางเป็นร้านค้าที่สร้างขึ้นมาสไตล์ยุโรป อารมณ์ยุคเรอนาซองค์ (Renaissance) แบบในเทพนิยายที่มีเจ้าหญิงเจ้าชายและใครอีกคน (อันหลังผมต่อเองครับ ฮ่าๆ) สวยมากกก

 1918371_355816225643_7892491_n1918371_355816210643_3570448_n1918371_355816195643_7752091_n

ซึ่งถนนที่เราเดิน เป็นถนนสายหลัก มีชื่อตรงตัวว่า Main Road ซึ่งจุดต้นของถนนจะเป็นตันคริสต์มาสยักษ์ (ใหญ่กว่าในโรงแรมมากๆ ประมาณตึก 3-4 ชั้น) และปลายถนนจะไปสุดที่จตุรัสลานน้ำพลุ ที่ตั้งของปราสาท สัญลักษณ์ของดิสนีย์แลนด์เขาหละ

1918371_355816230643_6055077_n 1918371_355816240643_860656_n

ณ เวลานั้น คนเยอะมากมายเลยครับ เราเดินเล่นไปเรื่อยๆ จนถึงจตุรัส แล้วแวะถ่ายปราสาทเล็กน้อย ตอนแรกเราจะหาร้านอาหารเพื่อนั่งกินข้าวเช้า แต่รู้สึกร้านในย่าน Mai Road อาหารจะหรูหรา ไม่ค่อยถูกปาก ถูกกระเป๋าเงินเราเท่าไร จึงตัดสินใจไปซื้อ Hot Dog มากิน เรื่องราคาก็ขำๆ ครับ 20 เท่าไทยเป๊ะ! แต่ 20$hk นะ คูณด้วย 4 ก็ประมาณ 80 บาท! (กินแล้วอยากกลับไปซื้อของร้านไก่ยี่สีห้อแดงที่เมืองไทยเสียเดี๋ยวนั้น!)

1918371_335436520643_2752957_n

hk10

หลังจากอิ่ม(แบบไม่เต็มใจเท่าไร) เราก็เดินไปถึง Adventure Land ครับ (ถ้าสังเกตในแผนที่ในรูป จะแบ่งเป็นโซนๆ ให้เราได้เลือกกัน)

ระหว่างที่เดินไป ใกล้กับเวลาที่ Festival of the Lion King เปิดรอบการแสดงพอดี เราจึงไม่รีรอที่จะเดินเข้าไปดู เพราะพี่ชัยได้แนะนำไว้ก่อนแล้วว่า เป็นการแสดงที่ต้องดูให้ได้!

ในการแสดงนี้เป็นละครเพลงของการ์ตูนเรื่อง The Lion King โดยทั้งหมดใช้มนุษย์แสดง ควบคู่ไปกับตุ๊กตาหุ่นที่ถูกสร้างให้ขยับได้ อลังการงานสร้างมากๆ

ใช้เวลาอยู่ประมาณ 30 นาที การแสดงก็จบครับ แต่เป็น 30 นาทีที่คุ้มค่ามากมาย

hk11 1918371_355816245643_4707671_n

เราเดินไปฝั่งตรงข้ามของโรงการแสดง The Lion King เพื่อนั่งแพข้ามฟากไปบ้านทาร์ซานเจ้าป่า

เป็นบ้านที่ถูกสร้างขึ้นมาบนต้นไม้ขนาดใหญ่ มีน้ำตก ร่มรื่น และเดินชิลๆ มาก วิวที่เห็นจากด้านบนก็สวยดีครับ เหมือนอยู่กลางป่าเลย

ระหว่างเดินเล่นอยู่บนบ้านทาร์ซาน สายตาผมก็ดันซุกซนไปเห็นสาวน้อยคนหนึ่ง จริงๆ เธอเดินตามหลัง ผมมาสักระยะ แต่ผมปล่อยให้เธอเดินนำหน้าไป เพราะเห็นแว๊บๆ ว่าเธอน่ารัก ฮ่าๆ

สุดท้ายก็เดินเข้าไปทักทายครับ เธอชื่อเฉินซิ่ง (Chen Xing เธอแปลให้ฟังว่า “Star in The Morning” หรือ “ดวงดาวในยามเช้า”) เป็นคนจีน อยู่เหอหนานครับ บินมาเที่ยวขำๆ คนเดียว และเธอเพิ่งมาที่ Hong Kong Disneyland ครั้งแรกเหมือนเรา เราจึงจีบ เอ้ยชวนเธอไปเที่ยวด้วยกัน 😀

1918371_335436545643_3659191_n

ที่ใกล้ๆ กับบ้านทาร์ซาน มีเรือผจญภัยพาชมรอบเกาะของบ้านทาร์ซาน มีไกด์ชาวจีน แต่พูดอังกฤษบ้าง จีนบ้าง อธิบายให้เราฟังไปตลอดทาง ชี alert มากๆ เหมือนสนุกอยู่กับตัวเอง กรี๊ดกร๊าดกะตู้วู้ตลอดการเดินทาง ซึ่งระหว่างล่องเรือไป ชอบมีสัตว์แปลกๆ สถานการณ์แปลกๆ มาทำให้เราตกใจบ้าง ขำบ้าง ให้สนุกสนานกันไป

1918371_355816265643_7038207_n

หลังจากเล่นจนพอใจใน Adverture Land เราไปต่อกันที่ Fantasy Land ซึ่งโซนนี้เป็นอะไรที่หวานๆ หน่อย เหมาะกับสาวๆ และเด็กๆ เพราะมีพวกม้าหมุน ปราสาท อะไรทำนองนั้น พวกเรารวมถึงเฉินซิ่ง ก็เดินไปจนถึงปราสาทของ “it’s small worl christmas” ซึ่งนับเป็น hightlight ของเทศกาล Sparkling Christmas ที่ Hong Kong Disneyland เหมือนกันครับ

1918371_355816270643_311136_n

ในปราสาทจะมีเรือล่องไปตามน้ำ ให้เรานั่งไปเรื่อยๆ ผ่านโซนของแต่ละวัฒนธรรมทั่วโลก ซึ่งแต่ละโซนจะมีตุ๊กตามาร้องเพลงเมอรี่คริตร์มาส ในทำนองของแต่ละประเทศ เช่น แถบอินเดีย ดนตรีก็แนวๆ อินเดีย ดึ่มดึ๋ยๆ หรือโซนจีน, ญี่ปุ่น ดนตรีก็จะออกแนวๆ จีน ขอบอกว่า ตุ๊กตาน่ารักมากๆๆๆๆ เป็นตุ๊กตาหุ่นตัวเล็กๆ ดิ้นไปดิ้นมา เราใช้เวลาอยู่ในนั้นประมาณ 20 นาที เพลินไปเลยทีเดียว

1918371_355816275643_7385424_n  1918371_355816290643_512544_n1918371_355816285643_2501060_n

เราเดินไปต่อกันที่ Tomorrow Land ซึ่งตรงนั้นต่ายขอแยกไปเล่น “Space Mountain” ส่วนผมกับเฉินซิ่งไปนั่งกินข้าวเที่ยงครับ คือหิวมากๆ (ณ เวลานั้น บ่าย 2)

ข้าวมื้อแรกแบบ Full Option ที่กินใน Disneyland เป็นข้าวไก่หนาวโจว 45$hk กับโค้กอีก 20$hk ซึ่งเฉินซิ่งบอกว่า ข้าวไก่ที่ผมสั่งไม่ใช่แบบนี้ แป่วเลย.. แต่ช่างมันครับ หิว กินๆๆ

1918371_335436530643_7084233_n 1918371_335436560643_2570093_n

กินเสร็จก็เดินไปหาต่ายเพื่อรอดูพาเหรดของ Disneyland ตอนนั้นคนเริ่มทะยอยปักหลักตามข้างทางเยอะมากๆ สุดท้าย หากันไม่เจอ เขาปิดถนนเสียก่อน จึงแยกกันดู

ขบวนพาเหรดของ Disneyland เป็นอะไรที่ทุกคนที่มาเที่ยวต้องรอชมครับ และเป็นเหมือนวัฒนธรรมของ Disneyland ทุกแห่งที่จะต้องมี ดังนั้น ทุกคนจะหยุดเล่นทุกอย่าง เพื่อมารอดู

ในรอบนี้เป็นเทศกาล “Sparkling Christmas” จึงทำให้ขบวนพาเหรดพร้อมใจกันสวมชุดเปนซานต้ากันหมด น่ารักมากๆๆ

ในระหว่างที่ดูพาเหรด พวกเราเจอเหล่าเด็กๆและอาม่าคอยแทรกอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตอนแรก อาม่าแกจะส่งลูกๆหลานตัวเล็กมาแทรกไปข้างหน้าเราก่อน (ตอนแรกผมยืนติดถนนเลยนะ) หลังจากนั้น อาม่าจะสไลด์ตัวเข้ามา ทำทีท่าว่ามาดูแลหลานตัวเล็กๆ แล้วก็ปักหลักคาอยู่แบบนั้น จนทำให้เราต้องเลื่อนมาอยู่แถวสองและสามในกาลต่อมา

1918371_355819885643_2397838_n 1918371_355819900643_640014_n1918371_355819915643_7751045_n1918371_355819890643_747264_n 1918371_355819895643_1685536_n  1918371_355819905643_5192445_n 1918371_355819910643_6003539_n  1918371_355819920643_1577408_n 1918371_355819925643_6325566_n 1918371_355816300643_3816503_n

หลังจากพาเกรดจบ ประมาณ 5 โมงเย็น ผมก็เจอกับต่าย และเฉิ่งซิ่งก็ลาพวกเรากลับไปที่โรงแรมใน Tsim Sha Tsui

ผมกับต่ายไปเดินเลือกซื้อของฝากเล็กๆ น้อยๆ กลับไทย และจึงเดินทางกลับโรงแรมไปเก็บของ เพื่อเตรียมตัวดูพลุอีกครั้งตอน 2 ทุ่ม (แต่เราไม่ลืมที่จะให้พนักงานปั๊มตราว่าเคยเข้าชมมาแล้วด้วยนะ 😀 )

เรากลับไปเคลียร์ทะยอยรูปลง notebook และจัดแจงเก็บขาตั้งกล้องอย่างดิบดี ออกเดินทางกลับไปที่สวนสนุกอีกครั้งตอน 18.30

ก่อนจะไปดูพลุ เรามุ่งไปใช้บัตรอาหารฟรีกันก่อนที่ร้าน Tahitian Terrace ซึ่งอยู่ใน Adventure Land และเราคิดว่าอาหารเข้าท่าที่สุด

ระหว่างที่กำลังเดินไปตัวปราสาท เรานึกแปลกใจว่าทำไมมีคนยืนๆ นั่งๆ ตรง Main Road กันเยอะมาก จึงกางตารางเวลาออกมาดู และนึกขึ้นได้ว่ามันจะมีการแสดง “Lights of Winter”

เป็นการแสดงบนถนน Main Road ที่มีคนถือเสารูปหิมะ ยืนเรียงรายกันตลอดถนน ประกอบกับมีดนตรีบรรเลง จากนั้น ไฟที่เสาหิมะจะค่อยๆ ติดทีละดวงจากต้นคริตส์มาสยักษ์ไปจนถึงลานน้ำพลุตรงปราสาท สวยมากครับๆ

และนั่นเอง ทำให้ผมรู้ว่า ขาตั้งกล้องที่ผมพกมา ใช้ไม่ได้ครับ T-T เพราะผมลืมฐานที่เสียบกล้องไว้ที่โรงแรม..

ประกอบกับคนเยอะมากๆ จึงทำให้การวางกล้องไว้บนขาแบบไม่มีที่ล็อก ทำได้ยากมาก ผมจึงเก็บภาพแทบไม่ได้เลย ในระหว่างการแสดงแสงสี

1918373_358530085643_2416167_n 1918373_358530095643_6751542_n

ผมสั่งคล้ายๆ มื้อกลางวัน ที่ผมคิดว่าพอกินได้ นั่นคือ ข้าวหน้าไก่ไห่หนาน กับ โค้ก (อีกแล้ว) สุดท้าย มื้อเย็นวันนั้น ข้าวหน้าไก่ไห่หนาน มันคือข้าวมันไก่ต้ม ที่รสชาติแห้งๆ เย็นๆ แถมกระดูกไก่คอยติดฟันตลอด ฮ่าๆ

แต่เอาเถอะ ประสบการณ์ชีวิต อย่างน้อยผมก็กลับมาเล่าได้นะ ว่าผมเคยกินข้าวมันไก่จานละ 300 บาท มาแล้ว ฮ่าๆ (ส่วนต่ายกินบะหมี่น่องไก่ชามละ 300 บาท เช่นกัน)

(จริงๆ ข้าวใน Disneyland เฉินซิ่งก็บอกว่าแพงครับ และในวันแรกที่ผมไปเที่ยวในเกาะฮ่องกง ราคาอาหารก็ไม่ได้แพงขนาดนี้)

1918371_335436570643_1485758_n
Hainan Chicken and Rice หรือบ้านเราเรียกว่า ข้าวมันไก่ นั่นเอง

หลังจากพวกเรากินมื้อเย็นเสร็จ จึงรีบไปที่จตุรัสเพื่อปักหลักหามุมถ่ายภาพครับ ซึ่งทุกคนให้ความร่วมมือกันดีครับ โดยทุกคนจะนั่งลงกับพื้น เพื่อไม่ให้บังคนด้านหลัง แต่ทีน่ารำคาญคือพวกมีรถเข็นเด็กครับ พี่ท่านปล่อยให้รถเข็นโผล่ขึ้นมาเป็นหย่อมๆ เสมือนมีควายตัวเล็กๆ มายืนบัง (ด้ามจับมันจะโค้งสองข้าง เหมือนขาควาย) แล้วมันอยู่แบบนี้หน้าผมไป 2 เมตร แต่ยังโชคดีที่รัศมีเขาควาย มันยังไม่สูงบังปราสาทมากนัก

และแล้วการแสดงพลุ “Disney in the Stars” ก็มาถึง..

1918373_358530100643_5010912_n 1918373_358530120643_2340831_n

ใช้เวลาประมาณ 40 นาที การแสดงก็จบลง ส่วนตัวผมคิดว่ากำลังดีครับ ทั้งพลุทั้งแสงสี คือ ไม่ได้ยิ่งใหญ่อลังการแบบที่บ้านเราจุดเฉลิมฉลอง แต่ก็คงความสวยงามคู่กับตัวปราสาทได้อย่างดี ตามภาพที่เห็น

อากาศตอนนั้นเย็นๆ กำลังดี และแค่ 2 ทุ่มกว่าๆ ผมกับต่ายจึงเข้าไปที่โรงแรมเพื่อเก็บของ และออกไปท่องราตรีอีกรอบในฮ่องกง

เราเลือกที่จะไปเดินเล่น Mong Kok ครับ เพราะรู้สึกว่ามีอะไรให้เลือกดูเยอะกว่า Tsim Sha Tsui หรือ ตามถนน Nathan

นั่งรถไฟใต้ดินจาก Disneyland ไปถึง Mong Kok ประมาณ 40 นาที เรามาโผล่ตรง Ladies Market ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านของ Mong Kok และเป็นย่านที่ผู้หญิงเดินเยอะมากๆ

1918371_335436650643_334029_n 1918371_335436655643_5090749_n 1918371_335436700643_1280528_n 1918371_335436780643_663044_n

เรากะว่าจะไปหาร้านบะหมี่แบบวันแรกกินอีกสักรอบ แต่แล้วก็ขี้เกียจครับ เลยเดินซื้อเป็นพวกของกินเล่นแทน เช่น ปลาหมึก หมู ไก่ ปิ้ง ย่าง ทำนองนั้น อย่างละ 10$hk ส่วนผมก็ซื้อเครฟกินด้วย อร่อยดี ในราคา 17$hk

1918371_335436710643_7389334_n  1918371_335436730643_7301650_n 1918371_335436740643_224393_n 1918371_335436790643_499185_n 1918371_335436800643_7350840_n 1918371_335436755643_2514252_n 1918371_335436750643_5150183_n1918371_335436720643_5555323_n

ใน Mong Kok จะมีถนนสามเส้นหลักๆ ที่ของขายเยอะมาก และผู้คนก็เดินเยอะมากๆ เช่กนัน (แม้ในขณะที่ผมเดินคือ 22.00 – 23.00 คนก็ยังเยอะเหมือนกลางวัน) นั่นคือ Sai Yeung Choi St. South (ขายพวก มือถือ คอมพิวเตอร์ กล้อง สินค้า Electronic ทั่วไป), Tung Choi St. (ขายพวกเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ทั้งหญิง ชาย ของฝาก), Fa Yuen St. (ขายพวกรองเท้า เสื้อผ้ากีฬา) ซึ่งใครสนใจไป เดินเล่นซื้อกันให้เพลินเลยครับ

ส่วน ผมกับต่ายได้ไปซื้อเสื้อผ้าและของฝากที่ถนน Tung Choi St. โดยผมได้เสื้อที่มีสัญลักษณ์ HK มา 5 ตัวในราคา 100$hk (แต่ถ้าเดินไปอีกหน่อยกลางๆซอย จะมี 6 ตัว 100$hk)

1918371_335436665643_784076_n 1918371_335436690643_1395435_n 1918371_335436695643_1825354_n  1918371_335436745643_5448347_n

ได้กิน ได้เที่ยว ได้ของฝาก จึงได้รีบขึ้นรถไฟใต้ดินกลับ ซึ่งรถไฟใต้ดินของฮ่องกง จะมีรอบสุดท้ายประมาณเที่ยงคืน และในฮ่องกงรถไฟฟ้าใต้ดินสะดวกที่สุดครับ ไปได้แทบทุกที่ที่เราต้องการ วิธีขึ้นและป้ายก็ไม่ยากนัก ขอเพียงเรามีแผนที่ที่จะไป แล้วสังเกตุสัญลักษณ์รถไฟฟ้าของเขาไว้ให้ดี เป้นสีแดงๆ มีเส้นบน ล่าง สามเส้น (ตามภาพที่ผมลงไว้ครับ)

hk16

รู้สัญลักษณ์ มีแผนที่ แค่นี้ก็เที่ยวฮ่องกงได้สบายแล้วครับ นี่แหละ ที่ทำให้ผมกับต่ายปีกกล้าขาแข็งมาก ที่จะไปเดินลุยในฮ่องกงโดยไม่กลัวอะไร

วันนั้นเรากลับไปถึง Hong Kong Disneyland Hotel ตอน ตี 1 ซึ่งโชคดีที่มีรถ shuttle bus เที่ยวสุดท้ายพอดีเลย..

สนุกมากครับวันนี้ เที่ยวซะคุ้มเลย ยังมีอีกเป็นวันสุดท้าย ซึ่งคราวหน้าผมจะมาเขียนต่อครับ คืนนี้ขอจบเท่านี้ บายๆ 😀


ซีรี่ – เที่ยว Hong Kong Disneyland 3 วัน 2 คืน ด้วยงบ 0 บาท!!

วันที่ 1 – ยินดีต้อนรับสู่ฮ่องกง
วันที่ 2 – ลุย Hong Kong Disneyland
วันที่ 3 – ชมพระใหญ่ วัดป่อหลิง


Source: http://ifew.exteen.com

เที่ยว Hong Kong Disneyland 3 วัน 2 คืน ด้วยงบ 0 บาท!! – ยินดีต้อนรับสู่ฮ่องกง

ในคืนหนึ่งกลางเดือนพฤศจิกายน ผมกำลังวุ่นๆ กับการเตรียมตัวไปแชงกรีลา จู่ๆ ไอ้ต่าย (ipats) ส่งลิงค์หนึ่งมาให้ผมดู >>http://www.ktc.co.th/ktcworld/detail.php?module=game&id=124

ผมนั่งนั่งอ่านอยู่พักใหญ่ มันเป็นหน้ากิจกรรม KTC Real Team จัดโดย KTC World ซึ่งเป็นกิจกรรมเพื่อให้สมาชิกในเว็บ ktcworld.com ได้ไปเที่ยว หรือร่วมกิจกรรมต่างๆ แล้วนำมาเล่าต่อให้เพื่อนๆ ฟัง

โดยทั้งหมดในทริปนี้ ไปฟรี!!!!

ผมยังไม่ทันตัดสินใจอะไร ต่ายพิมพ์มากดดันต่อ “เราจะส่งชื่อเรากับแกไปเล่นเกมส์ ถ้าได้ไปแกต้องไปถ่ายรูปให้ด้วย!” ผมสองจิตสองใจเพราะมันกระชั้นชิดกับทริปแชงกรีลาที่ผมใช้เวลาวางแผนหลายเดือนมาก แต่ผมก็ตอบตกลง แบบไม่ได้คาดหวังอะไร

ต่ายจัดแจงเอาข้อมูลต่างๆในการถ่ายรูปและเขียนบล็อกของผมและของมัน แนบไปกับคำบรรยายถึงเหตุผลที่อยากไป ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์

วันหนึ่งต่ายมันส่ง msn มาบอกผมว่า “เฮ่ย ได้ไปฮ่องกงว่ะ”

พอรู้แล้วผมก็ทำตัวไม่ถูก เพราะต้องเดินทางใน 4 วัน แถมกลับมาต้องไปแชงกรีลาต่อ กลัวจะเหนื่นเกินไป แต่เอาเถอะ รับปากแล้ว ไปฟรีด้วย ไปก็ไปวะ

คืนนั้นโทรบอกอาม่ากับแม่ว่าอาทิตย์นี้คงไม่ได้กลับบ้าน และต้องไปจีนต่อเลย
แม่ งอล ไม่พูดด้วยไป 1 วัน แต่วันรุ่งขึ้นเจ๊แกก็โทรมาบอกว่า วันเสาร์จะไปส่งที่สนามบินก็แล้วกัน 😀

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2552, วั้นนั้นต่ายนั่ง taxi มาหาที่คอนโดผม และมีแม่กับพี่สาวนั่งมาด้วยที่สุวรรณภูมิ

hk1
1918371_337592985643_5579814_n

พอไปถึง เราไปเจอกับคุณแม่น้องพลอยและน้องพลอย ซึ่งเป็นอีกทีมที่ได้ร่วมเดินทางไปกับเรา จากนั้นเราก็เจอกับคนของทางบริษัททัวร์ชื่อ “ตระกูลเฉิน” ที่มารอเราอยู่แล้ว เขาได้อธิบายการเดินทางคร่าวๆ พร้อมแจกบัตรต่างๆ รวมไปถึงช่วย check-in  ให้เรียบร้อย ซึ่งการเดินทางครั้งนี้เราบินด้วยเครื่องบินของ Cathay Pacific

ระหว่างที่รอเครื่องขึ้นแวะไปนั่ง King Power Lounge ก่อน เพื่อกินของว่าง และต่อ wifi เล่นเน็ตด้วย ตอนเดินไปว่าไกลแล้ว ตอนเดินกลับ ไกลกว่าสองเท่า เพราะเราต้องไปอีกฝั่งหนึ่งของสุวรรณภูมิ (มารู้อีกทีว่าฝั่งนั้นก็มี King Power Lounge เหมือนกัน) เล่นเอาหายใจไม่ทันตอนวิ่งขึ้นเครื่องเลยทีเดียว T-T

แอร์โฮสเตสขาไปมีคนจีนกับคนไทยผสมกัน ไม่ว่าจะไทยหรือจีน รู้แต่ว่าขาวหมวย น่ารักสมคำร่ำลือจริงๆ (เคลิ้มมม…)

ใช้เวลาอยู่บนเครื่องประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งผมเป็นคนที่ถ้าไม่ง่วง จะหลับยากมาก จึงหยิบกล้องออกมาถ่ายริมหน้าต่างบ้าง(ผมนั่งติดหน้าต่าง) แอบถ่ายแอร์บ้าง(อันนี้นิสัยไม่ดี)  พอขี้เกียจถ่ายก็นั่งดูหน้าจอทีวี ซึ่งมันจะมีแผนที่เส้นทางการบิน, ระยะเวลาเดินทางที่เหลือ, อุณหภูมิ และเวลา บอกอยู่เรื่อยๆ เหมือนโรคจิตนิดๆ ที่แอบดีใจ เมื่อระยะทางมันใกล้ลงเรื่อยๆ ฮ่าๆ (จริงๆ อาจจะโรคจิตตั้งแต่แอบถ่ายแอร์แล้วหละนะ 555)
hk2

เรามาถึงสนามบิน เช็ก ลัป ก๊อก (Chek Lap Kok, Hong Kong) ของฮ่องกงประมาณ 11.00 น. ในเวลาฮ่องกง (ประมาณ 10.00 น. ของไทย)

พี่ชัย เป็นไกด์ของบริษัทตระกูลเฉินอีกเช่นกัน ยืนถือป้ายรอรับเราอยู่ เพื่อพาเรานั่งรถบัสไป Hong Kong Disneyland Hotel ระหว่างทางพี่ชัยอธิบายเรื่องฮ่องกงคร่าวๆ ให้เราฟัง รวมไปถึงแผนการท่องเที่ยวในแต่ละวัน

1918371_337593005643_7571948_n

ต่ายเป็นตัวแทนไปประชุมกับทาง KTC ตอนอยู่กรุงเทพฯ ได้อธิบายให้ผมฟังคร่าวๆ แล้ว พอมาฟังแผนการเที่ยวของพี่ชัยอีกครั้ง ผมกับต่ายจึงตกลงกันว่า เมื่อเช็คอินเสร็จแล้ว แทนที่เราจะต้องไปเล่นเครื่องเล่นใน Disneyland เราจะเปลี่ยนแผนไปเที่ยวในเกาลูนและเกาะฮ่องกงแทน โดยเป้าหมายของผมคือ The Peak นั่นเอง (จุดถ่ายรูปที่อยู่บนยอดเขาเหนือเกาะฮ่องกง)

ซึ่งการไป Hong Kong Disneyland คือใช้รถไฟฟ้าครับ สะดวก รวดเร็ว และน่ารักสุดๆ

1918371_337593045643_5814620_n 1918371_337593030643_72995_n 1918371_337593040643_2487407_n

ตอนไปถึง Disneyland เราเข้ามาเช็คอินโรงแรมเร็วเกินไป จึงทำให้ไม่สามารถเข้าไปในห้องพักเพื่อเก็บกระเป๋าได้ จึงได้ฝากกระเป๋าและออกมาจากโรงแรมทันที (โดยใน Disneyland จะมีรถบัสคันเล็กวิ่งรอบๆ รับ-ส่ง คนจาก Hong Kong Disneyland Hotel, Hong Kong Disney’s Hollywood Hotel และสวนสนุก Disneyland ตลอด ตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยงคืนกว่าๆ โดยจะมาทุกๆ 15 นาที)

hk3

1918371_334808455643_1919954_n
ระหว่างรอ ก็นั่งมองสาวฮ่องกงนอนหลับพริ้มเลยนะฮะ แฮ่ๆ

เราตัดสินใจซื้อบัตร Octopus ซึ่งเป็นบัตรที่อำนวยความสะดวกของเราตลอดระยะเวลาการเดินทาง มันสามารถแตะบัตรจ่ายเงิน ค่ารถเมล์ ค่ารถไฟ ค่านั่งเรือ รวมไปถึงซื้อของตามร้าน 7-11 และร้านสะดวกซื้อหลายๆ ร้านได้

โดยเราได้ซื้อกัน 100$hk (1$hk = ~4 บาท) โดยการซื้อจะต้องเสียค่ามัดจำบัตรอีก 50$hk

1918371_337593020643_752149_n

ผม ต่าย พี่ชัย เรานั่งรถไฟจาก Disneyland ไป Mong Kok เพื่อเดินเที่ยวย่านนั้น ซึ่ง Mong Kok เองเป็นย่านที่ผู้คนจอแจมากที่สุดในเกาลูน มีขายของต่างๆ มากมาย ทั้งแบรนด์และไม่แบรนด์ ซึ่งเราแวะกินก๋วยเตี๋ยวที่นั่นเป็นมื้อกลางวัน

hk4

พี่ชัยอธิบายพร้อมกับชี้ให้เราดูว่า ตึกในฮ่องกงส่วนมากไม่ใช้นั่งร้านเหล็ก แต่ใช้ไม้ไผ่ โดยเอาไปแช่น้ำทะเลและมีขั้นตอนการทำให้เหนียวและทนทาน จึงทำให้มีราคาถูก ยืดหยุ่น และดีกว่าเหล็กเสียอีก

จากนั้นเดินไปตามถนน Nathan ซึ่งสองข้างทางเต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังเลือกชมเพชร พลอย ทอง เสื้อผ้าแบรนด์เนม รองเท้า และบรรยากาศก็เย็นๆ ร่มรื่นเพราะมีแต่ตึกสูงๆ คอยบังแดดให้ ส่วนบนถนนเต็มไปด้วยรถโดยสารสองชั้นและ taxi (รถที่นี่ไม่ติด)

1918371_337593075643_2439234_n

เราแวะดูเสื้อที่ Bossini กับ Jiordano ซึ่งเป็นราคาปกติที่ยังไม่ทำโปรโมชั่น คิดเป็นเงินไทยแล้วถูกกว่าในไทย 30-50% เลยทีเดียว (เข้าใจแล้วว่าทำไมคนไทยชอบมาซื้อของที่ฮ่องกง) จริงๆ มีกระเป๋า Samsonite อีกตัวที่พี่ชัยบอกว่าถูก เพราะแบรนด์เหล่านี้ผลิตในฮ่องกง

เราเดินชมเมืองอยู่ตามถนน Nathan ไปจนถึงย่าน Tsim Sha Tsui เป็นย่านที่คนไทยนิยมชอบมาซื้อสินค้าแบรนด์อีกเช่นกัน โดยย่านนี้ถ้าเรายืนตรงริมทะเล จะมองไปเห็นวิวเกาะฮ่องกงได้สวยมากๆ เป็นจุดที่ช่างภาพนิยมไปถ่าย รวมถึงเป็นจุดที่หลายคนรอชมการแสดง Symphony of Lights ด้วย (การเล่นแสงเลเซอ ไฟสีต่างๆ บนตึกของฮ่องกงยามค่ำคืน)

hk5

1918371_337593120643_6741686_n 1918371_337593140643_5487869_n

แวะถ่ายรูปเสร็จ เรายืนตกลงกันว่าจะไป The Peak ก่อน หรือยืนรอชม Symphony of Lights ก่อน เพราะตอนนั้นเป็นเวลา 17.00 ซึ่งการแสดง Symphony of Lights จะมีตอน 20.00 คือ เหลืออีก 3 ชั่วโมง จึงตกลงกันว่าจะไปขึ้น The Peak ก่อน เมื่อตัดสินใจแล้ว ก็มุ่งหน้าไปขึ้นเรือเฟอรี่ทันที เพื่อข้ามฝั่งไปเกาะฮ่องกง และตอนนั้นเองพี่ชัยก็ขอตัวลาเรากลับบ้านที่เซินเจิ้น ปล่อยสองหนุ่มไทย ลุยกันตามยถากรรม ฮือๆ

เรานั่งเรือจาก Tsim Sha Tsui, Kowloon เพื่อไปลง Central, Hong Kong เนื่องจากถามทางจากพี่ชัยมาว่า ระยะทางจาก Central ไปท่ารถขึ้น The Peak มันไม่ไกลนัก เราจึงตัดสินใจเดินเท้าแทน

1918371_337593145643_885370_n 1918371_337593170643_202873_n

เดินไปเรื่อยๆ ถนนหนทางในนั้น เป็นเนินเขา ให้เราต้องออกแรงกันตลอด บ่อยครั้งที่เรารู้สึกว่ามันชันพอสมควร และสุดท้ายพวกเราก็หลงทางครับ! เดินวกไปวนมา อยู่แถวๆ Zoological and Botanical Garden เสียเวลาร่วมชั่วโมง เพราะเราดูในแผนที่แล้ว ไอ้ท่ารถเนี่ย มันอยู่ตรงนี้แน่ๆ แต่หาเท่าไรก็ไม่เจอ ถามหลายๆ คนแถวนั้นก็ไม่รู้เรื่อง จนสุดท้าย ไปเจอคนยืนต่อแถวยาวมากตรงโบสถ์ St.Joseph และตรงนั้นเอง คือท่ารถขึ้น The Peak

เหนื่อยกันไปตามระเบียบ..

1918371_337593190643_2586913_n

เราไม่รู้ว่าแถวนั้นต่อเข้า The Peak Tram ซึ่งเป็นรถรางไฟฟ้าที่จะลากเราขึ้นไปบนยอดเขา แต่ก็เอาเถอะครับ เต็มใจขึ้น ลองของใหม่ ซื้อตัวไป-กลับ พร้อมบัตรเข้าชม The Peak แต่กว่าเราจะได้ขึ้น (รวมเสียเวลาเดินหลง) ก็ล่วงมา 19.00 แล้ว

hk6

ต่อแถวรอนานร่วมยี่สิบนาทีก็ได้ขึ้นรถราง ซึ่งทางที่รถรางวิ่งจะเสียวเล็กๆ เพราะชัน แทบจะเอียงเกิน 45องศา เลยทีเดียว

และในที่สุดเราก็ขึ้นมาถึง The Peak ครับ ซึ่งขอบอกคำเดียว สวยมากๆๆๆ คุ้มค่ากับการรอคอย เราอยู่บนนั้นกันสักพัก ผมเองก็ถ่ายรูป ส่วนต่ายเดินไปเดินมาดูวิว ใช้เวลาประมาณ 30 นาทีก็ลง เพราะอากาศตอนนั้นลมแรงและเย็นมาก

1918371_337593225643_6327238_n

ขาลง คนรอขึ้นรถรางเยอะเช่นเดิม คิดว่าเยอะกว่าขาขึ้นเสียอีก เราเลยตัดสินใจ ยอมขาดทุนไม่นั่งรถราง แต่ไปเสียเงินนั่งรถเมล์แทน ซึ่งก็คิดถูกครับ ค่ารถ 8$hk พาเราลงจาก The Peak ไปจนถึง Central ท่าเรือที่เราจะข้ามฝั่งเพื่อกลับ Kowloon ทำให้เรารู้สึกไม่ฉลาดทันทีเลยทีเดียว ว่าทำไมไม่ขึ้นรถเมล์ไปตั้งแต่แรก เพราะค่าตั๋วนั่งรถรางราคาค่อนข้างแพง

เรานั่งเรือเฟอรี่กลับมาฝั่ง Kowloon เพื่อถ่ายภาพเกาะฮ่องกงยามมืด ถึงแม้จะไม่ทัน Symphony of Lights แต่ฮ่องกงก็ยังคงสวยงามด้วยแสงไฟ และรูปทรงของตึกสูงต่างๆ

hk7

1918371_337593265643_3413649_n  1918371_337593295643_6903871_n
1918371_337593280643_5318312_n

ถ่ายรูปจนพอใจ เกือบๆ 11.00 น. ตอนแรกว่าจะกลับไปหาอะไรกินแถว Mong Kok แต่ว่ากลัวรถไฟใต้ดินปิดเสียก่อน จึงเลือกกิน McDonald แถวนั้น ซึ่ง McDonald ที่นี่มีเมนูไม่หลากหลายเท่าไร ไม่มีซอสให้กด แต่ให้มาเป็นซอง ส่วนเรื่องราคา ผมว่าพอๆกับบ้านเรา

hk8

กินเสร็จ นั่งรถไฟใต้ดินกลับเหมือนเดิม และต่อรถบัสของสวนสนุกเข้าไปโรงแรม ซึ่งครั้งแรกที่เข้าไปเห็นห้องนอน มันเป็นห้องที่หรูมาก และดีมาก ของอำนวยความสะดวกมีให้ทุกอย่าง รวมไปถึงสาย Lan ใช้ต่อเน็ต (ใน Lobby มี Wifi แต่ในห้องนอนใช้สาย Lan, งงกับเขาเลย)

1918371_337593340643_3017980_n 1918371_337593350643_3641674_n 1918371_337593365643_2958114_n 1918373_356434840643_737092_n 1918373_356434850643_21110_n 1918373_356434875643_1762773_n 1918373_356434895643_2734706_n

พรุ่งนี้เราคงอยู่เที่ยวสวนสนุกกันทั้งวัน ไม่รู้จะเป็นอย่างไร เดี๋ยวไว้กลับมาเขียนต่อนะครับ 😀


ซีรี่ – เที่ยว Hong Kong Disneyland 3 วัน 2 คืน ด้วยงบ 0 บาท!!

วันที่ 1 – ยินดีต้อนรับสู่ฮ่องกง
วันที่ 2 – ลุย Hong Kong Disneyland
วันที่ 3 – ชมพระใหญ่ วัดป่อหลิง


Source: http://ifew.exteen.com

ถึง เพื่อนคนหนึ่งที่แสนดี

ไม่บ่อยนักที่ประเทศไทยจะเย็นสบายขนาดนี้
เย็นสบายจนค่อนข้างที่จะหนาว ในบางขณะ
และจะมีสักกี่ครั้งที่ชีวิตคนหนึ่งได้เหงาในหน้าหนาว
ว่าแล้ว หนาวนี้เรามาเหงาด้วยกันนะครับ.. ฮ่าๆ

จริงๆ ผมก็ทะเลาะกับไอ้เจ้าความเหงามันบ่อยๆ
แต่บางทีผมก็ซี้กับมันปานพี่น้องคลานตามกันมา

วันไหนทะเลาะกับมัน รู้สึกว่าอยากมีแฟนใจจะขาด
ใครก็ได้ที่อยู่ด้วยรู้สึกดีและคุยกับเราเข้าใจ

แต่วันใดตบหัวเล่นกัน ผมโครตจะอิสระเลยหละครับ
บ่อยครั้งก็ใช้ความรู้สึกนั้นเขียนลงบล็อกระบายความในใจ แบบที่กำลังทำอยู่

ช่วงนี้หนาวหน่อย เจ้านี่มันเหมือนจะเริงร่าและขัดใจผมตลอด
จนเราต้องทะเลาะกันบ่อยครั้งตามปริมาณอุณภูมิที่ลดลงเรื่อยๆ
ผมล่ะเบื่อมันจริงๆ..

4-5 ปี ที่แล้ว ผมตกลงกับเจ้านี่ไว้ก่อนที่เราจะเป็นเพื่อนกัน
วันใดเราดีกัน นายต้องทำให้ผมมีความสุขและสนุกในชีวิต
แต่หากวันใดที่เราทะเลาะกัน ขอให้การทะเลาะนี้เป็นการเตือนสติว่า ครั้งหนึ่งผมทำตัวไม่ดีเอง

อยู่ด้วยกันมา 5 ปีแล้ว
แม้มันจะสุขบ้าง ทุกข์บ้าง
แต่อะไรที่ผ่านมาแล้ว ดีเสมอ 😀

ปล. เราจะคบนายต่อไปนะเจ้าเหงา จนกว่าจะมีใครสักคนพรากเราไปจากนาย


http://ifew.exteen.com/20091122/entry

เดียวดายกลางสายลม

DSC_3808

“…บินไปเดียวดายกลางสายลมแปรปรวน
เพียงทะเลครวญฟังคล้ายเป็นเพลงเศร้า
ค่ำคืนนี้ฉันเพลีย ฉันเหนื่อยฉันหนาว
และเหงาเหลือเกิน..”

จู่ๆ น้ำเสียงของคุณนรีกระจ่าง ก็ปลิวมาเบาๆ ระหว่างที่ผมกำลังชงชา

“ทำไมเพลงนี้ช่างดูเหงาเหลือเกิน..”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกผมที่ได้ฟัง
แต่เป็นครั้งแรกที่ได้จินตนาการตาม

“นกตัวหนึ่งพลัดรักมาจากที่แสนไกล”
“เห็นจากผืนดิน บินเหมือนร่าเริง แต่ใครเลยจะรู้ว่ามันกำลังเศร้าและเหงาเพียงใด”

ผมเดินมานั่งข้างเตียงเพื่อฟังให้ถนัดขึ้น

“…ไม่เคยมีใครมีรักแท้จริงใจ
จะมองทางใดดูเคว้งคว้างว่างเปล่า
ฝ่าลมฝนลำพังมากี่ร้อนหนาว
จนล้าสิ้นแรง

ไม่อยากเห็นภาพใดแม้แต่ท้องฟ้า
อยากจะพักดวงตาลงชั่วกาล
จะไปซุกตัวนอนซ่อนกายในเงาจันทร์
จะหลับฝันไม่ขอตื่นขึ้นมา…”

..

….

ผมได้แต่นั่งดื่มชาเงียบๆ
และคิดถึงแต่นกตัวนั้น

“มันคงเหนื่อยน่าดู”

คุณรู้ไหมครับ
ผมมีความสุขนะ กับการได้ทำอะไรแม้จะไม่มากนัก เพื่อคนที่ผมรู้สึกดี
แต่ผมแอบเหนื่อยเล็กๆ ที่ไม่รู้เมื่อไรคุณจะรู้สึกว่ามีผมคอยห่วงใย

“…คงจะมีเพียงลมหายใจรวยริน
เอนกายบนดินยอมรับความแพ้พ่าย
ปีกของฉันมันหนัก บินต่อไม่ไหว
จะขอพักกายชั่วกาล…”

เพลงจบที่ท่อนนี้

แต่ความคิดและความรู้สึกของผมยังคงต่อเนื้อเพลงต่อไป..

ผมไม่รู้ว่าจะอีกนานแค่ไหน..

นั่นคงต้องแล้วแต่คุณ..

http://ifew.exteen.com/20091105/entry
posted on 05 Nov 2009 23:57 by ifew

03.10.2552

20130410_162149

ในเวลาที่เหมือนเดิมกับทุกวัน

คล้ายจะมีบางอย่างที่เปลี่ยนไป

แต่ ณ เวลานี้ ผมยังพยายามที่จะนึกอยู่..

 

บางทีเรากำลังหลงลืมอะไรบางอย่าง

บางอย่างอาจอยู่นอกตัวเราออกไปไกลแสนไกล

แต่บางอย่างนั้นอาจอยู่ใกล้ๆ เพียงแค่หัวใจและความคิดเราเอง..

 

หลายวันผ่านมางานเยอะ นอนดึกแทบทุกวัน

เวลาที่ความคิดนอกลู่นอกทางแทบเป็นศูนย์

ผมไม่เคยรู้สึก ว่างๆ เบาๆ มาหลายอาทิตย์แล้วสินะ

พอรู้สึกอีกที ก็ “เหงา” จนเต้มประดาเลยทีเดียว

 

ชาเขียวใส่นมหน้าออฟฟิตเจ้าประจำ

ผมไม่ได้ชิมรสชาติของมันมาพักใหญ่ๆ

ได้เพียงแต่ก้มหน้าและรีบเดินผ่านไป

คงทำแบบนี้ไปจนกว่าจะหยุดคิดถึงมันได้

 

ผมชอบบรรยากาศแบบวันก่อนๆ ที่ผ่านมานะ

สายฝนเม็ดไม่ใหญ่นัก โปรยปรายเป็นละออง

ไม่ถึงกับเปียก แต่ก็พอให้เย็นและรู้สึกดี

แต่บางครั้งลมก็แรงพอทำให้ชุ่มโชกได้

 

บางอย่างที่เราทำ หรือถูกกระทำมากเกินไป

คงไม่มีความสุขเสมอไป แม้มันส่งผลดีหรือไม่ดีแก่เรา

สิ่งที่คิดว่าดี มันแค่ดีกับความอยากของเราเองหรือเปล่า

ประโยคข้างต้น ผมรวมถึง ความรัก ด้วยเช่นกัน