สรุปค่าใช้จ่ายทริปกัมพูชา พนมเปญ-เสียมเรียบ (นครวัด นครธม)

hdr_1379940774221

สรุปค่าใช้จ่ายทริปกัมพูชา พนมเปญ-เสียมเรียบ (นครวัด นครธม) 2 คน ตั้งแต่ 21-24 ก.ย. 2556 (4 วัน 3 คืน) ตกคนละประมาณ 9,288.58 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนคิดที่ 34 บาท = 1$ = 4,000เรียล)

ปล1. ทริปนี้ไม่ได้ถูกอย่างที่คิด (คิดไว้ว่าน่าจะไม่เกิน 7,000บาท)
ปล2. ใครจะไป อนุญาติให้ลอกแผนเดินทางและแผนใช้เงินได้
ปล3. เรื่องราว จะไว้เขียนเล่าอีกทีนะจ๊ะ ง่วงๆ ป่วยๆ รูปก็ยังดูไม่ครบ

02-10-2013 23-05-50

เขาหลวงสุโขทัย

ฉันห่างหายจากการเดินหนักหน่วง มาได้ 7 ปี ซึ่งครั้งนั้นสมัยยังหนุ่มได้ขึ้นไปบนยอดภูสอยดาว จนวันนี้ ฉันแก่ขึ้นและกลับมาสัมผัสการขึ้นเขาอีกครั้ง นัยหนึ่งก็เป็นความชอบ และนัยหนึ่งก็เพื่อทดสอบร่างกาย

ครั้งนี้เป็นทริปหนึ่งที่ชวนใครไปก็ไม่มีใครไป ทั้งๆที่ในตอนต้นฉันชวนพวกเขาไปเขาช้างเผือก จ.กาญจนบรี เป็นภูเขายอดฮิต ณ ตอนนี้ แต่บังเอิญว่ามีเหตุบางอย่างทำให้เข้าอุทยานไม่ได้ จึงต้องเปลี่ยนเส้นทางมาที่เขาหลวงสุโขทัยแทน ฉันก็เพิ่งค้นพบตอนนี้แหละว่า ฉันหาคนรอบข้างที่จะชอบเที่ยวหนักหน่วงแบบนี้ด้วยยากพอสมควร แต่การไปครั้งนี้ฉันไปครั้งแรกกับกลุ่มเพื่อนใหม่ในเว็บไซต์ trekkerhut.com โดยเป็นเว็บบอร์ดนัดกันไปเที่ยว บางคนก็รู้จักกันมาก่อน บางคนก็เป้นแบบฉัน คือหน้าใหม่ที่ไม่รู้จักใครเลย แต่ก็เอาเถอะ ลองดูสักตั้ง

เราเริ่มต้นนัดเจอกันที่ BTS จตุจักรตอนสองทุ่ม (24 พ.ค. 2556) เพื่ออกเดินทางไปจังหวัดสุโขทัยด้วยรถตู้ ที่แม้คนขับจะอายุมากแล้ว แต่ฉันเดาได้ว่าเก๋าประสบการณ์มาก เพราะลุงแกคล่องแคล่วและซิ่งแหลกด้วยความแม่นยำ ทำให้เราถึงจุดมุ่งหมายและมีเวลานอนพักอีก 4-5 ชั่วโมงที่อุทยาน

 

20130524_190612
รถตู้ที่เราใช้เดินทางกัน บรรทุกสัมภาระเพรียบ และต้องหุ้มผ้าใบป้องกันฝนตกด้วย เผื่อกรณีผิดพลาด

 

เช้าตรู่ (25 พ.ค. 2556) ที่เขาหลวงสุโขทัย (หรือ อุทยานแห่งชาติรามคำแหง) อากาศค่อนข้างเย็นสบาย พวกเราตื่นมาทำธุระและทานอาหารเช้ากัน ก่อนจะเตรียมตัวออกเดินทางตามเวลาที่กำหนดคือ 9:00น. ณ ตอนนั้นฉันแอบหวั่นใจเล็กๆ เพราะได้อ่านข้อมุลใน Internet มาบ้างว่าภูเขานี้ชันพอสมควร คือสูงแค่ 1,200เมตร แต่ระยะทางแค่ 3.7 กม. (ภูกระดึงสูงเท่ากัน แต่ระยะทางขึ้นเขา 6 กม.) แต่มาถึงนี่แล้ว ทำได้แค่เพียงจัดการร่างกายและกำลังใจให้ดี และเนื่องจากฉันตัดสินใจแบกสัมภาระเองด้วยประมาณ 9 กิโลฯ จึงต้องหาท่อนไม้คอยค้ำยันอีกหนึ่งท่อนไว้ป้องกันเรื่องหัวเข่า

 

20130525_055535 เรามาถึงประมาณตี 2:00 หาที่หลักปูถุงนอนกันตามศาลาเชิงเขา

 

20130525_080519 ทางขึ้นเขามีต้นไม้ (เข้าใจว่าคือต้าประดู่ยักษ์) ตั้งตระหง่านต้อนรับนักท่องเที่ยว

 

ทางขึ้นเขาลูกนี้ช่วงใน 1-2 กิโลฯ แรก จะเป็นหินและดินเกือบทั้งหมด ทำให้การปีนขึ้นทำได้ง่าย เดินเหยียบหินสลับกับทางดินไปเรื่อยๆ และมีถังน้ำที่รองน้ำมาจากบนเขาไว้ให้พักผ่อนเป็นจุดๆ(ประมาณ 500 เมตร) ฉันดื่มและล้างหน้าไปครั้งหนึ่ง แต่หลังจากนั้นมีเพื่อนร่วมทริปเล่าให้ฟังว่าเจอ ลิงลอยอยู่ในถัง (กางเกงใน) ซึ่งไม่รู้เป็นถังเดียวกับที่ฉันดื่มหรือไม่ ฟังแล้วแทบอยากจะอาเจียนเลยทีเดียว (ปกติที่ฉํนเห็น ถังจะถูกขันน็อตปิดฝาไว้ แต่คาดว่าบางถังอาจจะพังและเปิดได้)

 

20130525_083156 ทางขึ้นในช่วงแรก ชิลๆ สบายๆ ชันเล็กน้อยประมาณ 30-45 องศา

 

20130525_084552 เริ่มมาเจอทางชันและก้อนหินขนาดใหญ่ ที่ต้องก้าวเท้ายาวๆ เพิ่มความล้าตรงช่วงขาเป็นอย่างดี

 

20130525_091605 คงถูกทิ้งร้างมานานหลายปี ทางเดินที่เคยดีๆ ก็พังถล่มตามอายุขัย ทำให้จากทางสบายๆ ก็กลายเป็นทางลำบาก แต่ยังดีที่มีราวให้จับ (ผุบ้าง ดีบ้างก็ระวังกันให้ดี)

 

เราเดินมาถึงจุดชมวิว ซึ่งประมาณ 40% ของระยะทาง ค่อนข้างเริ่มล้า เนื่องจากต้องยกขาสูงเพราะไต่หินสูงชันมาตลอดทาง แต่ลูกหาบที่แบกสัมภาระกลางบอกกับฉันว่า ไอ้ที่เดินขึ้นมายังเด็กๆ แต่ต่อไปนี่สิของจริง เพราะเขาเรียกกันว่ามออีหก ที่มาของชื่อคือ มันเป็นป่าไผ่และมีความชันมาก จึงทำให้ไผ่ล้มประปราย หรืออีกความหมายคือคนที่เดินอาจจะหกล้มได้ เพราะเป็นทางชันที่ปกคลุมด้วยใบไผ่ โอกาสลื่นมีสูง

 

20130525_095334 วิวจากจุดชมวิว ยังไม่สูงนัก แต่ก็เหนื่อยเหมือนกัน

 

20130525_095405 ชาวคณะที่มาร่วมทริปด้วยกัน ส่วนใหญ่จะอายุไม่น้อยกันแล้ว แต่อึดโครตๆ เดินเร็วกว่าคนหนุ่มๆแบบผมเยอะ

 

ในจุดตรงที่เป็นมออีหก ไม้เท้าช่วยฉันได้เยอะ ฉันใช้มันเขี่ยๆทางด้วย และโชคดีอย่างหนึ่งคือก่อนหน้าที่เราจะขึ้นมีฝนตก ทำให้ดินมีความเหนียวบ้าง จุดนี้จึงไม่ลื่นอย่างที่คิด แต่ชันและเดินยากพอสมควร ฉันว่าเป็นจุดที่ยากสุดในทริปแล้วหละ ทั้งขาขึ้นและขาลง

20130525_101628 จุดเดินยากและอันตรายอีกจุด คือ มออีหก ดินลื่น และใบไผ่ปกคลุม ถ้าเดินไม่ดีก็ลื่นได้ง่ายๆ

 

ธรรมชาติระหว่างทางขึ้นเขา ค่อนข้างหลากหลาย เริ่มจากป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้ทั่วไป มาเจอเต็มไปด้วยต้นประดู่ยักษ์ ตามมาเป็นป่าไผ่ และบนๆจะเป็นป่าผสม ที่ฉันเจอต้นไม้ใหญ่ๆ รวมถึงต้นไทรงาม เป็นจุดพักที่เรากินข้าวเที่ยงกัน อยู่ข้างๆต้นไทรขนาดยักษ์ ทำให้ฉันคิดถึงเรื่อง Avatar เลยทีเดียว ที่จะมีต้นหนึ่งเป็นตัวควบคุมธรรมาติทั้งหมด เสียดายที่มีคนมือบอนไปขีดเขียนซะเต็มต้นไทรเลย

 

20130525_092750 ป่านี้เต็มไปด้วยต้นประดู่ยักษ์ และต้นไม้ขนาดใหญ่หลายๆชนิด สมบูรณ์ดีครับๆ

 

20130525_121547 เราพักกินข้าวกลางวันกันที่ไทรงาม ร่มรื่น ร่มเย็น แต่ยุงและแมลงเยอะมากๆ (จริงๆก็เยอะตลอดเส้นทาง)

 

20130525_120026 ลองเทียบไทรงามกับตัวฉัน ฉันตัวเล็กไปเลย นี่ยังเก็บได้ไม่ครบทั้งต้นนะ แล้วด้านหลังก็ยังมีรากแผ่กระจายเยอะมาก

 

20130525_115656 ไทรงาม สูงมาก

 

20130525_112607 เถาวัลย์ขนาดมหึมา ขนาดต้องยืนมองหาที่มากันเลยทีเดียว

 

เราถึงจุดกางเต้นท์ประมาณ 13:00 น ใช้เวลาเดินไป 4 ชม ถือว่าปกติทั่วไป แต่สถิติที่มีจดบันทึกไว้งานวิ่งมาราธอนพิชิตยอดเขาหลวงสุโขทัย เร็วสุดคือ 46 นาที ช้าสุด 8 ชั่วโมง และอายุมากที่สุดที่พิชิตได้คือ 72 ปี

 

20130525_131533 ในที่สุดเราก็ถึงจุดกางเต้นท์

 

20130525_133621 เต้นท์กลางที่เราจะใช้พักแรมกัน

 

20130525_141221 ย่างหมู ยางเนื้อ ไว้รอมื้อค่ำ

 

เรากางเต้นท์และย่างเนื้อทิ้งไว้เสร็จ ก็เริ่มไปเดินสำรวจบนยอดเขากันต่อ ระยะทางประมาณ 2.2 กม. โดยจุดพีคที่นี่คือ ยอดเขานารายณ์ จะเป็นก้อนหินขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านยื่นออกไป ให้ได้ยืนถ่ายรูปเเสียวๆกัน และว่ากนัว่าถ้ามองจากกลางคืน จะเห็นดาวดินสองฝั่ง หรือแสงไฟจากเมืองพิษณุโลก และเมืองสุโขทัย

 

20130525_160021 ยอดเขานารายณ์ จุดที่ใครๆก็ต้องมา

 

20130525_155645 วิวด้านล่าง สวยแปลกตา เพราะมันค่อนข้างอยู่ใกล้ชุมชน พ้นจากเขตป่าไปก็เป็นบ้านคนและทุ่งนาทันที

 

20130525_160254 ถ่ายคู่หน่อยๆ

 

20130525_160209 ตื่นเต้นดี อิอิ

 

เราเดินจากจุดเขานารายณ์ไปต่อที่ เขาพระแม่ย่า ซึ่งฉันลองมองไปรอบๆ คิดว่าสูงที่สุดในบรรดายอดเขาทั้งหมด วิวดีที่สุด และพวกเราตั้งใจว่าจะอยู่ดูพระอาทิตย์ตกดินที่นี่  แต่น่าเสียดายที่ท้องฟ้าไม่เป็นใจ แถมระหว่างทางเดินไปอีกเขาก็เจอฝนตกด้วย ไอ้ฝนตกยังพอเข้าใจ แต่เดินหลงทางนี่สิ ทำเอาออกกำลังกายฟรีกันทั้งทีม เพราะเห็นป้ายไปเขาภูกา แต่เดินลุยป่าเข้าไปเท่าไรก็ไม่พบ ยิ่งเดินเส้นทางก็ยิ่งหาย เจอแต่หญ้าและต้นไม้ ซึ่ง ณ ตอนนั้นฝนตก และเวลาใกล้จะ 18:00 น. พวกเราจึงตัดสินใจรีบเดินกลับ เพื่อความปลอดภัย

 

20130525_164511

20130525_164119

20130525_164050 ถ้ามองจากยอดเขาพระแม่ย่าลงไป จะเห็นยอดเขาทุกลูก สวยงามมากๆ

 

และยอดเขาเจดีย์ เป็นยอดสุดท้ายที่เรามาพิชิตและชมวิวกัน บนยอดนี้ก็สวยมาก เห็นได้รอบด้านเช่นกัน และจุดนี้เอง เราก็เห็นกลุ่มฝนตกห่าใหญ่ มาจากทุกทิศ และเป็นไปได้ว่ากำลังมุ่งหน้ามารวมตัวกันที่เรา แต่ ณ ตอนนั้น เป็นภาพที่สวยและควรบันทึกไว้เลยครับ และก็เป็นจริงตามที่คาด ระหว่างเดินลงกลับไปที่จุดกางเต้นท์ ฝนก็เริ่มตกทันที และหนักขึ้นเมื่อเราถึงจุดกางเต้นท์พอดี

 

20130525_175430

20130525_175036 ฝนตกทั่วทิศทางเลย

20130525_174453

20130525_174938 ยอดเขาเจดีย์ อีกมุมที่นั่งชิลสบาย

 

สภาพร่างกายฉันตอนนี้มันเลยจุดเหนื่อยไปแล้ว ไม่รู้สึกเหนื่อยและไม่รู้สึกปวดขาเท่าไรนัก อาจเพราะฉันกินยาพาราดักไว้หลังจากที่ขึ้นถึงจุดกางเต้นท์ก็ได้มั้ง

ค่ำนั้นเราแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มหนึ่งที่มีฉันอยู่ด้วย ทะยอยย้ายข้าวของไปอยู่ในศาลาเก็บของของเจ้าหน้าที่ แล้วจัดแจงที่นอนและที่ทานข้าวให้พร้อม ส่วนอีกกลุ่มก็จัดการทำอาหารอย่างขะมักขะเม่น ฉันว่าอาหารมื้อนี้เป็นอาหารที่อร่อยที่สุดในรอบหลายปี เนื่องจากหิวโครตๆเลยหละ

คืนนั้นฝนตกหนักและลมพัดแรงตลอดทั้งคืน ดีอย่างหนึ่งตรงที่อากาศเย็นสบายจนถึงเกือบหนาว แต่เราก็พลาดโอกาสที่จะได้นอนดูดาวบนฟ้า และดาวบนดิน ไปอย่างน่าเสียดาย

 

20130525_185116 ฝนตกหนักและลมแรงตลอดคืน

 

เช้าวันรุ่งขึ้น (26 พ.ค. 2556)  พวกเรารีบกระเสือกกระสนวิ่งขึ้นไปที่ยอดเขานารายณ์ บางคนตะโกน นั่นไง! ทะเลหมอก! ขาวโพลนเต็มท้องฟ้าไปเลย สวยมากๆ นี่เป็นครั้งที่สองในชีวิตที่ฉันโชคดี (ครั้งแรกที่ภูทับเบิก) คือได้มาบนเขาหลังฝนตกหนักตอนกลางคืน ซึ่งปรากฏการณ์ตอนเช้าคือจะมีทะเลหมอกหนาแน่นให้ได้เห็น

 

20130526_061113 ทะเลหมอก!

 

แต่อาจเพราะอากาศในหน้าร้อน เลยทำให้ทะเลหมอกมีให้เราเห็นประมาณ 30 นาที แล้วก็เริ่มจางหายไป

เราทำอาหารเช้ากินกันง่ายๆ และก็เริ่มออกเดินทางลงเขาด้วยเวลาเดิมคือ 9:00 น. ซึ่งการเดินลงเขาครั้งนี้เราประเมินกันไว้ว่าทางจะลื่นและชันมากๆ จึงต้องเตรียมรองเท้าให้ดี เขี่ยดินออก และหาไม้ค้ำที่แข็งแรง ส่วนกระเป๋าเดินทาง คราวนี้เราให้ลูกหาบแบกกันทุกคน แต่ไม่ใช่เพราะต้องการเตรียมตัว แต่เพราะลูกหาบที่นี่ค่อนข้างขาดร้ายได้ เนื่องจากนักท่องเที่ยวไม่ค่อยมาเที่ยวกัน เขาจึงขอให้เราอุดหนุนเขาบ้าง

 

20130526_074822 มื้อเช้าง่ายๆ อร่อย อิ่มแล้วก็เตรียมออกเดินทาง

 

การเดินลงเป็นอะไรที่ลำบากกว่าขึ้นมากพอสมควร นอกจากเราต้องรับน้ำหนักตัวเองแล้ว ยังต้องคอยระวังด้วย เนื่องจากตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยโคลนและดินลื่นๆ ใบไม้ลื่นๆ แต่ก็ดีตรงที่ไม่ต้องแบกสัมภาระ เดินตัวปลิวได้สบาย จึงทำให้ขาลงเราเดินถึงด้านล่าง 11:30 น. ใช้เวลาประมาณ 2 ชม. 30 นาที แต่ขอบอกว่า ช่วง 1 กม. ท้ายๆที่ต้องเดินตามโขดหิน ช่วงข้อขาฉันรู้สึกล้าเต็มทน แม้ยกขาขึ้น แต่ข้อขาทำงานไม่สมบรณ์ก็มีสิทธิทำให้สะดุดหรือก้าวไม่พ้นสิ่งกีดขวางได้ วันนั้นฉันรู้เลยว่าฉันไม่เคยออกกำลังกายข้อขาเลย จึงทำให้เกิดอาการแบบนี้

 

20130526_085635 หลังจากฝนตกหนักทั้งคืน ขาลงก็ไม่ได้สบายอย่างที่คิด มีแต่ดินโคลนตลอดทาง

20130526_105906 ทางพังและโคลน

 

20130526_123545 ว่ากันว่า ใกล้ตา แต่ไกลตีน มันเป็นแบบนี้เอง

 

ระยะทางโดยรวมทั้งหมด ขึ้น 3.7 กม. ลง 3.7 กม. เดินบนเขาอีก 2.2 กม. หลงอีกอีก 1 กม. ก็ประมาณ 10.6 กม.

ระหว่างการเดินทางครั้งนี้ ฉันได้ข้อคิดที่ว่า การก้าวยาวๆ ก็ทำให้เราหมดพลังเร็ว และอาจไปไม่ถึงยอด หรือถึงยอด แต่ก็เหนื่อยเต็มทน แต่การก้าวทีละก้าว ถี่ๆ และอาจต้องยอมเดินอ้อมเล็กน้อย ฉันพบว่าประหยัดแรงกว่าการฝืนใช้ทางตรงที่ชันเกินไป และปลอยภัยมั่นคงกว่า

บางทีต้นไม้ใบใหญ้าที่มันขึ้นตามทางลื่นทั้งหลาย การเหยียบไปที่มัน ที่โคนรากของมัน ก็ช่วยทำให้ที่ลื่นๆ ก็หนึบติดรองเท้า แต่บางทีวัชพืชเหล่านี้ เราไปเหยียบมัน มันอาจเป็นหลุมพลางก็ได้ เหยียบไปก็อาจเป็นหลุมที่มันปกคลุมซ่อนไว้ หรือเหยียบไปแล้วเราพลาดลื่นเอง ซึ่งการร่วงมาทีจากทางชัน หรือจากที่สูง ค่อนข้างเจ็บหนัก และเสียงดัง..

การเดินและการดูรอยเท้าผู้อื่นที่เขาเดินไปข้างหน้าเราแล้ว ทำให้เรารู้ว่า เราต้องระวังตรงจุดไหนบ้าง บางทีเขาลื่นไปแล้ว เราก็ไม่ไปเหยียบซ้ำ จะได้ไม่ลื่นล้มตามเขา และเราควรต้องระวังตัวให้มาก แต่บางทีจำเป็นต้องเหยียบก็ต้องเหยียบ แต่เหยียบด้วยความระมัดระวัง หาอุปกรณ์หรือตัวช่วยไว้บ้าง เช่น ไม้เท้า ก็จะช่วยเราให้ถึงจุดหมายได้เร็วและปลอดภัยขึ้น

ทริปนี้ฉันค่อนข้างประทับใจ ทั้งเพื่อนใหม่ที่ดี ทั้งความมันส์ที่ได้รับ และประสบการณ์ใหม่ๆที่ได้เจอ ไฟในตัวได้กลับมาลุกโชติช่วงอีกครั้ง เหมือนเป็นหนุ่ม เพราะอย่างน้อยเราได้พิสูจน์ไปเล็กๆว่า ใจเรายังสู้ ร่างกายเรายังแข็งแรง

ชะโงกทัวร์ดูเกร็ดอยุธยา

เคยไปเที่ยวอยุธยาแบบจริงจังก็ 3-4 ครั้งได้ ก็ยอมรับครับว่าครั้งแรกที่เพิ่งไป ย่อมตื่นเต้นเป็นปกติ
แต่หลังจากนั้น ก็เริ่มน้อยลงๆ แต่ยังแปลกใหม่ไม่เบื่ออยู่ เนื่องจากไปกับคนละกลุ่มและไปคนละเป้าหมาย
คือมีทั้ง ไปทำบุญ พาคนต่างชาติไป ไปเที่ยวแบบชะโงกทัวร์ที่ไม่รู้อะไร

มาคราวนี้เป็นการเที่ยวแบบไม่ตั้งใจเช่นกัน เนื่องจากทริปสารพัดที่วางแผนไว้จะไปช่วงหยุด 23-25 นี้ล่มหมดเลย
ก็เลยสมัครพรรคพวกได้ 3 คน ไปชิมชิลกัน และโชคดีมากๆที่มีไกด์ท้องถิ่นที่รู้จักกันได้พาเราไปด้วย
แม้จะเป็นการชะโงกทัวร์เที่ยวอยุธยาแค่ 5 ชั่วโมง แต่ตลอดการเดินทางมีข้อมูลอัดแน่นเต็มไปหมด
เป็นข้อมูลที่เราเองคงไม่รู้ นอกจากต้องอ่านเกร็ดเล็กๆน้อยๆ และเป็นคนท้องถิ่นที่จะรู้มาอธิบายให้ฟัง
มาอ่านสรุปสิ่งที่ได้รู้กันเลยครับ Continue reading “ชะโงกทัวร์ดูเกร็ดอยุธยา” »

ศิลป์สามท่า – เช้ายันสาย-บ่ายยันค่ำ ที่กะดีจีน-คลองสาน

มีเพื่อนชวนไปเดินเที่ยวงาน ศิลป์สามท่า – เช้ายันสาย-บ่ายยันค่ำ ที่กะดีจีน-คลองสาน
ซึ่งเขาจัดช่วง 23-24 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมา แถวนั้นเรียกว่าเทศกาลง่วนเสี้ยว (ส่งท้ายตรุษจีน)

จะบอกว่าไม่เคยไปย่านนั้นเลย และไม่มีความคิดจะไป รู้เพียงแค่ว่ามีบ้านเพื่อนอยู่ที่นั่น แล้วมีบ้านทรงจีนโบราณๆน่าไปถ่ายรูปเล่น แต่ไม่รู้จริงๆว่ามีอะไรดี
แต่หลังจากได้ไปเดินเล่นอยู่สัก 5 ชั่วโมง ถือว่าประทับใจครับ เปิดโลกทัศน์และกะลาน้อยๆ ว่าฝั่งธนฯ น่าสนใจ และมีชุมชนเก่ามากมายให้ได้สัมผัส
โดยไม่ต้องเดินทางไปไหนไกลๆตามต่างจังหวัดเลย ได้อีกอารมณ์หนึ่งไม่เหมือนกับเดินชุมชนเก่าในย่านฝั่งพระนครด้วย เอาเป็นว่า สรุปมาให้คร่าว Continue reading “ศิลป์สามท่า – เช้ายันสาย-บ่ายยันค่ำ ที่กะดีจีน-คลองสาน” »

แชงกรีลา (Shangri-La) – ตอน 3 สิบสองปานนา และ จีน 101

ต้องขออภัยก่อนเลยครับ ที่ไม่ว่างมาเขียนเรื่องแชงกรีลาหลายวัน งานเยอะมากมาย ปกติเรื่องตอนหนึ่งผมใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงในการรวบรวมข้อมูล จึงต้องว่างจริงๆถึงจะได้เขียน

จากความเดิมตอนที่แล้ว แชงกรีลา (Shangri-La) – ตอน 2 ออกลุย พวกเราตกรถนอนไปต้าลี่เป็นที่เรียบร้อย เราจึงต้องจำใจอยู่เที่ยวเมืองจิ่งหง หรืออีกชื่อคือเชียงรุ้ง (ในเขตสิบสองปานนา) แบบ 1 วันเต็มๆ อย่างที่ไม่มีการวางแผนมาก่อน แล้วก็พบว่า มันมีอะไรให้เราค้นหาอีกเยอะ น่าเที่ยวนี่นา..

วันที่ 4 ธันวาคม 2552 … ใจกลางจิ่งหง

เป็นคืนแรกที่ผมนอนบนจีนแผ่นดินใหญ่ ในโรงแรมสามดาวของท่ารถเมืองจิ่งหง สภาพห้องโอเค มีแอร์ แต่ไม่มีเครื่องทำความร้อน รวมถึงเตียงก็ไม่ทำความร้อนด้วย เราจึงใช้วิธีปิดหน้าต่างแล้วเปิดแอร์ในอุณภูมิที่สูงกว่าอากาศข้างนอก จำได้ว่าคืนนั้นผมห่มผ้านวมเท่าไรก็รู้สึกว่าหนาวเท้ามาก นอนไม่ค่อยหลับ

ตื่นขึ้นมาอีกทีประมาณ 8 โมงเช้า เดินไปอาบน้ำอุ่นที่ไหลเอื่อยๆจากฝักบัว เสร็จออกมาเจอเจ้าโด ซึ่งเมื่อคืนมันก็นอนหนาวเท้าเหมือนผมเช่นกัน ขยับตัวแทบไม่ได้ เพราะถ้าขยับมันจะมีไอเย็นเข้ามา ส่วนพี่ป๊อปแกไม่อยู่บนเตียง เลยเดาว่าคงออกไปเดินเล่นข้างนอกก่อนหน้าแล้ว

ผมเดินออกมาหน้าห้องพัก ซึ่งอยู่บนดาดฟ้าของโรงแรม แม้จะเป็นเวลา 9 โมงเช้า แดดจ้า แต่หมอกยังหนาพอสมควร อากาศยังคงเย็นพอให้หน้าชาได้อยู่ มองไปด้านล่างมีผู้คนและรถทัวร์มากมายขวักไขว่ไปหมด


ท่ารถยามเช้าในจิ่งหง

ผมกลับเข้าห้องมาเปิดหนังสือหาข้อมูลจิ่งหง สักพักพี่ป๊อปก็เดินเข้าห้อง หิ้วซาลาเปาลูกเล็กๆมา 1 ถุง หมั่นโถวไส้ผัก 1 ถุง พร้อมเกาลัดของพี่แอนอีกหนึ่งห่อ แกเล่าให้ฟังว่า ใกล้ๆนี้ มี Super Market ไว้ให้ซื้อของกินของใช้ได้ แกบอกว่าแกไปกับพี่แอน แต่พี่แอนซ้อนมอเตอร์ไซต์ของอาเฮียร้านขายของชำไป China Telecom เพื่อทำเรื่องซิมโทรศัพท์ให้ใช้โทรกลับไทยได้

พวกเรารอพี่แอนจนใกล้เที่ยง จึงเดินลงจากห้องไป Check out ไม่นานนักพอพี่แอนกลับมา จึงตกลงกันว่าจะผ่านไปดู Super Market ของจีน (เที่ยวได้บ้านนอกมาก) แล้วเลาะตามถนนไปสุดที่สวนสาธารณะแห่งชาติ – Nationality Park (Minzu Fengqing Park)

เพิ่มเติม: จริงๆ แล้วสวนสาธารณะที่โด่งดังของจิ่งหงคือ สวนสาธารณะม่านทิง (Manting Park) เป็นสถานที่ที่มีรูปปั้นของท่านโจวเอินไหล (Statute of Zhou En Lai) มีการแสดงของชนเผ่าต่างๆในสิบสองปานนา และสวนดอกไม้นานาชาติ แต่ว่ามันอยู่ไกลจากโรงแรมเราพอสมควร กอปรกับพวกเรายังไม่กล้าที่จะนั่ง Taxi ในจีน (อาเฮียที่เคยช่วยเราบอกว่า ที่จีนเสียค่า Taxi 5 หยวน ไปได้ทุกที่ในเมือง) จึงใช้วิธีการเดินไปสถานที่ใกล้ๆ แทน (เราฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม ค่าฝาก 6 ใบ เขาคิด 10 หยวน)


สตอเบอรี่กรอบเสียบไม้

พวกเราลัดเลาะไปตามถนน Mengla Dadao พบ Super Market มันดูคล้ายกับ Big-C, Lotus ในไทย ผมซื้อเกาลัดติดมือมา 1 กิโล (24หยวน=120บาท) พร้อมทดลองกินสตอเบอรี่กรอบเสียบไม้ (ไม่รู้ราคา เพราะไม่ได้จ่ายเอง แหะๆ) รสชาติหวานๆ เปรี้ยวๆ แปลกดี แล้วจึงเดินต่อไปจนถึงสวนสาธารณะแห่งชาติ แต่กว่าจะเจอ ทำเรางงพอสมควร เพราะมันแอบมีสวนดอกไม้เล็กๆ ให้เข้าใจว่ามันคือสวนสาธารณะเล็กๆ ไม่เหมือนในแผนที่ แต่พอเดินเข้าไปสอบถามคนจีนแถวนั้น และเดินต่อไปจนถึงสวนสาธารณะจริงๆ มันกว้างขวางพอสมควร พวกเราเดินเข้าไปแค่นิดหน่อย แล้วนั่งพักพูดคุย กินเกาลัดเป็นมื้อเช้ากัน


ทางเข้าสวนสาธารณะแห่งชาติ

สวนสาธารณะแห่งชาติ

เราเดินต่อจากสวนสาธารณะไปในย่านใจกลางเมือง บนถนน Menglong Lu และ Manting Lu อาคารร้านค้าของจิ่งหงดูใหม่มาก ในสไตล์โมเดิร์นผสมกับลายไม้ฉลุพื้นเมืองของหลังคา เหมือนกับเมืองนี้เพิ่งถูกเนรมิตรใหม่ท่ามกลางป่าเขา อาคารและถนนหนทางดูสะอาด ผู้คนและรถไม่มากนัก แม้วันที่เราไปถึงจะเป็นวันทำงานตามปกติ  จนชวนให้คิดว่า มันคล้ายๆ กับลาสเวกัสในภาพยนตร์ที่เราเคยได้ดู ถูกย่อส่วนมาไว้ตรงหน้า


บ้านเมืองสะอาดและเรียบร้อยมาก

เราเดิน ไปเจอตึก Thai City Hotel (เขียนภาษาไทยไว้ตัวใหญ่ด้วยครับว่า “โรงแรมไทยซิทีย์”) จึงเดินเข้าไปทักทายเพื่อขอเข้าห้องน้ำ แต่ปรากฏว่าไม่มีคนไทยในนั้น พนักงานไม่เข้าใจภาษาไทยอีกต่างหาก เลยคาดว่าเจ้าของอาจจะคนไทยหรือไม่ก็เอาความเป็นไทยมาทำการตลาด ราคาค่าห้องที่นั่น แพงพอตัว ถ้าผมจำราคาไม่ผิดอยู่ที่ประมาณ 150 หยวน ต่อคืน


โรงแรม(ชื่อ)ไทยในจิ่งหง

บ่อยครั้งที่ผมเจอภาษาไทยในจิ่งหง และเจอศิลปะคล้ายๆ ในประเทศไทยมากมาย มันทำให้รู้สึกว่ายังอยู่เมืองไทย ซึ่งในประวัติศาสตร์แถบสิบสองปานนาเคยเป็นของไทยมาก่อน ภาษาท้องถิ่นก็มีหลายคำที่คล้ายๆภาษาไทย ของกินของใช้หลายอย่าง ถูกนำเข้ามาจากประเทศไทย ดังนั้นถ้ามีเวลาสักสองสามวัน เมืองจิ่งหงในเขตสิบสองปานนา น่าเที่ยวมากครับ เป็นเมืองที่มาได้ไม่ยากและธรรมชาติบริเวณนี้ยังคงสวยอยู่


ศิลปะล้านนาคล้ายๆในไทย แต่คิดว่าค่อนไปทางพม่ามากกว่า

เมื่อเสร็จภาระกิจปลดทุกข์ที่โรงแรมไทยซิทีย์ เราเดินต่อไปเรื่อยๆ จนไปเจอตลาดสด มันดูคล้ายตลาดสดในประเทศไทย คือมีแท่นปูนสี่เหลี่ยมเพื่อแบ่งล็อก แม่ค้าพ่อค้าวางของไว้บนนั้นและขายของ มีทั้งเนื้อหมู เนื้อวัว ผักสด ผักดอง ผลไม้ น้ำพริก รองเท้า เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า วางขายกันเยอะพอสมควร เท่าที่พอเห็นราคาจากที่แปะป้ายไว้ รู้สึกว่าผลไม้ รองเท้า เสื้อผ้า ราคาจะถูกกว่าไทยอยู่มากครับ ผมจึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมคนไทยนำเข้าของจากจีนในราคาถูกได้ไม่ยาก เพราะแค่เมืองจิ่งหง ที่ใช้เวลาเดินทางด้วยรถไม่ถึง 15 ชม. (แบบอืดๆ ด้วยนะ!)  สินค้าก็สามารถส่งไปถึงเชียงรายได้ทันที แต่ราคาต่างกับที่ไทยหลายเท่าตัว เช่น รองเท้าบูธผู้หญิงสภาพผมว่าใช้ได้นะ ตกคู่ละ 20 หยวน หรือ 100 บาท


ตลาดสดของจิ่งหง

พวกเราเดินไปหลายที่ในเมือง เป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส เพื่อวกกลับไปโรงแรมที่พักบนถนน Menghai Lu อีกครั้ง

ตอนนี้ประมาณ 15.00 น. เริ่มจะต้องหาของกินอีกครั้ง พวกผู้ชายเลือกที่จะกลับไปกินอาหารจีนเหมือนเดิม ซึ่งครั้งนี้เราลองเลือกเป็นร้านข้างๆที่ติดกับร้านเดิมของเมื่อวาน ส่วนผู้หญิงเลือกที่จะเดินต่อไปห้างเพื่อกินบะหมี่

บังเอิญตอนไปที่ร้านอาหาร เราพบโต๊ะคนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีผู้ชายที่พอดูออกได้ว่าเป็นเจ้าของร้านนั่งอยู่ด้วย จึงขออนุญาตเข้าไปชี้นิ้วสั่งอาหาร เอาแบบพวกเขาอีกชุดหนึ่ง (หิวมาก ขี้เกียจแปลแล้ว และขอบอกว่ามันเป็นวิธีการที่ง่าย แต่เราต้องขออนุญาตเขาก่อนจะไปชี้นะครับ พอเขารู้ว่าเราต่างชาติ พูดจีนไม่ได้ เขาก็ยินดีที่จะแนะนำและให้เราชี้จานเขาสั่งได้ แต่ถ้าโชคดีเจอร้านที่มีรูปอาหารอยู่แล้ว ก็ไปชี้ได้ที่รูปข้างกำแพงหรือในเมนูได้เลย)


ถ้าอ่านไม่ออก แนะนำให้ชี้รูป หรือถ้าไม่มี ขออนุญาตไปชี้จานที่โต๊ะอื่น


ตอนนี้จานใหญ่แค่ไหนก็ไม่หวั่น หิวมาก!

ที่นี่ทำให้เรารู้ว่า ร้านอาหารจีนปกติแล้วจะแพ็คพวกจานชามถ้วยน้ำชาช้อนซุปเข้าด้วยกัน ห่อพลาสติกอย่างดีปานว่าใช้ครั้งเดียวทิ้ง (หรือเพราะเราขึ้นร้านเหลาของจีนก็ไม่แน่ใจ) และเหมือนเดิมอีกเช่นเคยเสริฟพร้อมข้าวไม่อั้น ชาไม่อั้น มื้อนี้ผมมีอาม่ามาด้อมๆมองๆ กาละมังข้าว ตลอดเวลา พอแกเห็นหมดปุ๊บ แกเดินไปตักมาเพิ่มให้ เลี้ยงดูดั่งลูกหลาน สรุปค่าเสียหายมื้อนี้หมดไปคนละ 16 หยวน หรือ 80 บาท


มาเป็น package

นั่งรอไม่นานนักพวกผู้หญิงก็เดินกลับมาจากห้าง ซื้อขนมและน้ำติดไม้ติดมือเพื่อเตรียมเดินทางต่อด้วยรถนอนไปเมืองต้าลี่

เราจองตั๋วรถนอนไว้ 6 ใบ เวลา 17.00น. (เพื่อให้ถึงต้าลี่ในเวลา 11.00 น. เพราะในหนังสือบอกไว้ว่าเราจะต้องใช้เวลาเดินทาง 18 ชม.) แต่กว่าเราจะได้ขึ้นรถ ก็เกือบ 17.30 น.


นั่งรอรถกันต่อไป

ระหว่างรอพวกเรากะวนกะวายใจพอสมควร กลัวรถจะออกไปก่อน แล้วเจ๊พนักงานไม่ยอมบอก เพราะป้ายดิจิตอลที่บอกเที่ยวรถ มีแต่ภาษาจีน เราทำได้แต่เปิดหนังสือเพื่อจำรูปตัวอักษร แล้วนำไปเทียบบนตาราง บังเอิญว่ามันมีเที่ยวหมายเลขรถเที่ยวต่อไปขึ้นมาแซงเที่ยวของเรา ทำให้พวกเราเดินกันพัลวัล หยิบตั๋วให้พนักงางานดูอยู่เรื่อยๆ จนเขารำคาญแล้วพูดภาษาจีนอะไรสักอย่าง ทำนองว่า มาแล้วจะบอก


จีนล้วนๆ

ระหว่างที่รอ แต่ละคนผลัดกันเข้าห้องน้ำ เพื่อทำธุระส่วนตัวและสวมชุดกันหนาว
พี่ป๊อปกับโดมเดินออกมา บอกให้ผมไปเข้าต่อ แล้วก็ไม่พูดอะไร

ก้าวแรกที่เดินเข้าไป หันซ้าย ผมเห็นโถยืนปัสสาวะของผู้ชาย สูงมากจนถึงพื้น เหมือนกับที่เคยเห็นในการ์ตูน แต่หันขวา ผมเห็นห้องน้ำที่มีชายคนหนึ่งนั่งอยู่ เฮียแกกำลังก้มมองอะไรสักอย่างในโถ และบังเอิญไอ้เราก็สายตาเร็ว ดันมองตามสายตาแกไปด้วย… โอ้วเหี้ย.. จิ้งจกอาเฮีย!

หันกลับมา เข้าซองเสร็จ ล้างมือ ผมเดินออกมาแบบไม่คิดอะไร.. พี่ป๊อป โดม ไม่พูดอะไรนอกจากคำว่า “เห็นอะไรไหม” แล้วก็พยักหน้า..หงึก.. หงึก..

ครั้งแรกกับรถนอนในจีน

เป็นครั้งแรกที่พวกเราได้ขึ้นรถนอน ซึ่งมันทำจากรถบัสขนาดกลาง สภาพภายในรถติดแอร์ ปูพรม ซึ่งก่อนจะขึ้น เราต้องถอดรองเท้าใส่ถุงที่คนขับรถได้เตรียมไว้ให้ และที่นอนถูกซอยแถวเป็นสามแถว มีทางเดินคั่น ซึ่งแต่ละแถวเป็นเตียงสองชั้นติดๆกัน ปลายเตียงจะมีช่องไว้ให้ใส่ของจิปาถะ แต่ส่วนมากจะวางรองเท้า

ดังนั้น หัวคนที่นอนจะแทบนอนหนุนรองเท้าของคนที่นอนอยู่เหนือเราถัดไป (มันโชคดีมากที่รองเท้าคนข้างบนไม่เหม็น แต่เป็นความโชคร้ายอย่างแสนสาหัสของคนนอนต่อจากผม เพราะรองเท้าผม เหม็น โอ้วชาบู…)


รถนอน.. สบ๊ายย!

เราเลือกที่จะนอนเตียงชั้นบนกันทุกคน และมีสิ่งหนึ่งที่แปลกตาตั้งแต่ขึ้นรถ คือ ในช่องทางเดินสองทาง จะมีถังเล็กๆ แต่ใส่น้ำไว้นิดหน่อย อารมณ์ว่าถังขยะ มีอยู่ประมาณ 6 ถังเห็นจะได้ ถือว่ารถคันนี้มีถังขยะเยอะมาก

เนสแจกยานอนหลับให้ทุกคน มีผมคนหนึ่งหละที่ขอกิน เพราะผมเป็นพวกนอนยาก ถ้าไม่ง่วงจริงๆ ตอนนั้นพวกเราคึกกันมากครับ คุยกันไปเรื่อยเปื่อยจนพระอาทิตย์เริ่มตกดิน และรถเคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ..

พอความมืดปกคลุม ประสบการณ์นั่งรถนอนในจีนครั้งแรกของหนุ่มสาวชาวไทยก็ได้เกิดขึ้น..

ไอ้เด็กเตียงข้างล่างอายุน่าจะประมาณ 5 ขวบ มันโหวกเหวกโวยวายเล่นกันอยู่ 2 คน แรกๆ ดูน่ารัก ครื้นเครงดี หลังๆรู้สึกรำคาญ กรี๊ดกร๊าด วิ่งไปวิ่งมา โชคดีที่ผมนอนเตียงบน แต่มันก็ไม่วายยังปีนขึ้นมาตรงเตียงผมด้วย หัวมันหลิมๆ กลมๆ ตอนนั้นอยากจะเอาเท้ายันหัวมันลงไปเสียจริงๆ ส่วนแม่มันก็ไม่ได้สนใจอะไร คนจีนในนั้นก็ไม่ได้สนใจอะไร เราได้แต่ทนต่อไป และแล้ว.. พวกเราก็เริ่มได้กลิ่นบุหรี่..

ควันขาวๆ เริ่มลอยขึ้นจากใต้เตียงพี่ป๊อป ใช่แล้ว..มันมีไอ้แป๊ะคนหนึ่งดูดบุหรี่บนรถแอร์ เราทำได้แต่มอง แต่มันก็ดูดต่อไปพร้อมเล่นเกมส์มือถือ ไอ้เด็กนรกสองตัวก็ยังคงเล่นกันอย่างเมามัน

เสียงเพลงจีนดังขึ้นเป็นระยะจากข้างหลัง ต่อด้วยเสียงคนพูดที่รับสายโทรศัพท์มือถือจากใครสักคน

ควันสีขาวมันเริ่มโผล่ด้านหน้ารถ.. oh shit! คนขับรถก็ดูดบุหรี่ หัวเรือเปิดทาง ไม่นานนักมันก็มีหลายเตียงที่ดูดตาม..

ดูดกันควันโขมง.. ปานว่าเป็นยาบำรุงกำลังให้ไอ้เด็กเวร 2 ตัว เล่นกันต่อไป

พวกเราได้แต่มองหน้าคุยกันงึมงำๆ  ส่วนผมได้แต่พยายามทำใจว่าเมื่อไรยาจะออกฤทธิ์แล้วหลับเป็นตาย

ผมนอนดมบุหรี่พร้อมฟังเสียงบรรเลงเพลงมวยจากไอ้เด็กนรกสองตัว พรางมองออกไปดูวิวนอกหน้าต่าง แม้จะมืดแต่ก็พอเห็นและรู้สึกได้ว่าถนนที่วิ่งจากเมืองจิ่งหงไปต้าลี่เป็นเขาคดเคี้ยวไปมา เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงตลอด

ถนนหลายจุดเป็นสองเลนมีรถสวนกันตลอด ดูไปดูมารู้สึกสนุกและลุ้นตลอดทาง บางทีล้อของรถคันข้างหน้าหมิ่นเกือบตกถนนมาก รถเราเองก็คงไม่ต่างกันนัก แต่คงเพราะความชำนาญทางของคนขับ มันก็ไม่ยอมตกถนนเสียที!!!

“อ้วกกก..!”
มีเจ๊คนหนึ่งเมารถ..

“แหวะ….!”
ใครก็ไม่รู้มาอีกระลอก..

“ขากกกกกก.. อ้วววววก..”
อีเจ๊คนเดิม..

“@#$)!(#@J@Q!)FIQ”
เสียงไอ้เด็กนรกสองตัวยังโวยวายตีกันอยู่

ควันบุหรี่ลอยฟูฟ่อง เป็นระยะ…

..

.

ยานอนหลับไม่ช่วยอะไรกรูเลย.. T-T

..

.

จีน 101

จำไม่ได้ว่าทนดม ทนฟัง ไปนานแค่ไหนกว่าจะหลับ
แต่รู้ตัวอีกทีรถบัสจอด ผมจึงตื่น

มองออกไปฟ้ายังมืดมาก มีรสบัสหลายคนจอดเรียงข้างๆ

ได้ยินไอ้เฮียคนขับพูดอะไรสักอย่าง “@#!@ เช้อซัว @!#”
โอเค พอจับใจความได้ว่า จอดให้กรูเข้าห้องน้ำ (Cèsuǒ แปลว่า ห้องน้ำ)

ก้าวแรกที่ลงจากรถ แทบอยากกระโดดกลับ เพราะหนาวมากครับ

เริ่มมีกลิ่นเปรี้ยวๆ โชยมาแต่ไกล.. พวกเรารู้ทันทีว่านั่นคือห้องน้ำ
เหล่าคนจีนหลายคนรีบสาวเท้าลงจากรถเพื่อไปเข้าห้องน้ำ
พวกเราก็เดินตามไปสำรวจพื้นที่ด้วย

ทางเข้าห้องน้ำเป็นช่องแคบๆ
พอเดินเข้าไปคล้ายๆจะมีทางเข้าสองฝั่ง
เขียนด้วยตัวอักษรจีนเพื่อบ่งบอกว่า คือ หญิง () ชาย (男)
(จริงๆ ผมจำได้แต่ตัวอักษรหญิง แค่อย่าไปเข้าทางนั้นก็พอ)

ก้าวแรกที่เดินเข้าไป กลิ่นแรงมากๆๆๆ
สิ่งที่ผมเห็นคือบ้างก็นั่ง บ้างก็ยืน บนพื้นปูนยกสูง
หลังจากเจอตอนเย็นไปแล้ว บวกกับความมืด เลยพอทำใจได้

ผมก้าวขึ้นไปยืนบนแท่นปูนปรัมพิธี
ไม่หันซ้ายและขวาเพราะรู้ว่าจะมีสิ่งใด
บรรจงมองลงไปที่ร่องกลางระหว่างขาตัวเอง
oh shit!!..
นี่มันไม่ใช่คำอุทานที่ตั้งใจจะเขียน
แต่มันเป็นขี้จริงๆ ขี้เต็มร่องเลยครับ!
ผมรู้ว่าร่องมันลึก แต่ขี้ก็พูนทะเนินสูงเกือบปริ่มร่อง
แล้วมันก็ทับถมยาวลงไปจนถึงรางด้านหน้า
คือผมไม่รู้ว่ามันทับถมกันมากี่วัน หรือกี่คน
รู้อย่างเดียวคือ พยายามควบคุมไม่ให้ตัวเองฉี่แรง
คือถ้าผมฉี่แรง เกรงว่าขี้มันจะกระเด็นติดรองเท้า


ห้องน้ำผู้หญิงที่พี่แอนถ่ายไว้

คือ หลายปีก่อนผมมาเที่ยวเซี่ยงไฮ้กับครอบครัว ผ่านบริษัททัวร์
ทัวร์มันพาผมแวะห้องน้ำข้างทาง มันยังไม่น่าอนาถขนาดนี้

คือ จมูกก็ต้องกลั้นหายใจ แล้วฉี่ค่อยๆ
รีบทำธุระให้เสร็จ แล้วผมก็รีบเดินออกมา
สอบถามความรู้สึกของเพื่อนแต่ละคน
เหนือคำบรรยายทุกคนเลยครับ โดยเฉพาะผู้หญิง!

หลังจากบ่นกันเสร็จ เราเดินไปที่บ้านอีกหลัง
ที่นั่นเป็นร้านข้าวต้มที่ทางรถโดยสารเขาจัดไว้ให้เราทาน (เหมือนของไทยเลย)
แต่พวกเราเลือกที่จะไม่ทานครับ
เพราะดูจากสภาพจานและตะเกียบ
คงมีแววได้เข้าไปขี้ทับถมกันส้วมสถานีหน้าแน่ๆ

พวกเรา เดินไป เดินมาแถวหน้ารถ จนคนขับเปิดประตูและกวักมือเรียกให้ขึ้นไปได้

นั่งไปสักระยะ ก็เริ่มบรรเลงกันอีกรอบแล้วครับ
ทั้งบุหรี่ และอ้วก และดีหน่อย รอบนี้ไม่มีเสียงเด็ก มันคงหลับไปกันหมดแล้ว

วงจรเป็นแบบนี้ไปตลอดทั้งคืนการเดินทางของผม
เดี๋ยวก็ดูดบุหรี่ ดูดเสร็จนอน นอนเสร็จลุกมาอ้วก อ้วกแล้วดูดต่อ แล้วก็นอน…
ผมก็ทำได้แค่หลับๆ ตื่นๆ เพราะเพลียมากๆ
เริ่มชินและเริ่มทำใจยอมรับมัน

เอาเป็นว่า นี่แหละครับ original chinese

พวกผมมาถึงจีนแล้ว!

ไว้ตอนหน้า ผมจะเริ่มพาเข้าไปสู่ต้าลี่และลี่เจียงต่อไป
ตอนนี้ขอจบเท่านี้ครับ

บาย….