ในความเป็นไปของโลกใบนี้มันช่างวกวน
ผมนั่งฟังใครๆหลายคนพูดเรื่องต่างๆนานา
หลายคนพูดถึงตัวเอง และหลายคนก็พูดถึงคนอื่น
ถ้อยคำที่ถูกเปร่งออกมาท่ามกลางเสียงสาดของสายฝน
ผมแทบฟังไม่ได้ยิน ว่าสิ่งที่ผ่านอากาศมานั้นเขาจะสื่ออะไร
แต่การที่ฟังไม่ได้ยิน ยังไม่น่าอารมณ์เสียเท่าคำที่ถูกแต่งเติมโดยผู้พูด
บ่อยครั้ง ผมจะทำตัวนิ่งๆ เหมือนไม่สนใจและพยายามฟังให้แน่ใจว่าได้ยินเช่นนั้นจริงๆ
แต่ทำไมบุคคลที่ฟังพร้อมกันกับผม ถึงเล่าให้คนอื่นฟังไม่เหมือนที่ผมเข้าใจ
ผมอาจจะผิด ถ้าผมเข้าใจผิดไปเอง
แต่ผมไม่รู้ว่าอีกคนหนึ่งจะผิดไหม
ว่าสิ่งที่เขาเข้าใจและสื่อสารต่อ จะทำให้คนอื่นลำบากและเกิดความแตกแยก
ผมสังเกตุว่าคนหนึ่งรู้สึกดีกับคนหนึ่ง
จะตีความคำพูดนั้นเป็นสิ่งที่ดีและเป็นเรื่องปกติที่คุยกันได้
แต่ถ้าคนหนึ่งอคติกับใครคนหนึ่ง
ผมพบว่าเขาจะตีความคำพูดคนนั้นผิดเสมอ และคิดแง่ร้ายกับตัวเขาเสมอ
ที่สุดแล้วไม่ว่า คนพูดจะพูดเรื่องดีหรือเลวแค่ไหน
มันขึ้นอยู่กับความรู้สึกของคนฟังแค่นั้นเองหรือ?
มันเป็นความน่าเวทนาของคนฟังที่เขามองโลกในแง่ร้ายแบบนั้น
(ทุกคนอาจจะรู้ว่าคนมองโลกในแง่ร้าย เขามีความน่าสงสารขนาดไหน และน่ารำคาญขนาดไหน ใช่ไหมครับ?)
สิ่งที่เขาฟังจากคนที่เขาอคติ มีแต่ถ้อยคำที่รู้สึกว่าเป็นเขา และมีเขาอยู่ในนั้นเสมอ
นัยหนึ่งผมชื่นชมที่เขาเป็นคนคิดเยอะ คิดหลากหลาย
แต่นัยหนึ่งผมก็สงสารคนที่เป็นเช่นนั้น
พวกเขาเหล่านั้น เมื่อฟังคำพูดจากคนที่เขาอคติ
เขาคงต้องคิดๆๆๆ คิดเยอะๆ และแปลความให้เข้ากับตัวเขาในแง่ร้ายให้ได้
และการตอบกลับ พวกเขาเหล่านั้นก็ต้องคิดๆๆๆๆ คิดเยอะๆ
เพื่อรจนาคำพูดจากปกติให้เป็นคำเสียดสีทิ่มแทงฝ่ายตรงข้ามให้สาสม
หากเปรียบเปรยพวกเขาเป็นหนุ่มสาวยามมีความรัก
ต่างฝ่ายต่างพยายามโกหกตัวเองและฝ่ายตรงข้าม
เพื่อให้รู้สึกว่ามีความคิดและคำพูดเข้ากับอีกคนหนึ่งให้ได้
ทั้งๆที่ตัวตนเขาอาจไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย…
แต่วังวนของเรื่องอคตินี้ ต่างกับความรักตรงที่ ต่างคนต่างพากันลงเหว
คิดอคติไปต่างๆนานา ยิ่งนานวันก็ยิ่งมากขึ้น
แต่ความรัก คือที่ต่างฝ่ายต่างคิดดีต่อกัน เกื้อกูนกัน ยิ่งนานวันยิ่งผูกพัน สามามัคคีกันมากขึ้น
ผมอยากบอกเขาเหล่านั้นว่าการพูดและการฟัง
โดยไม่ต้องเอาความอคติกับบุคคลอีกฝ่ายมาเติมสีสัน
ดูมันจะเป็นความสบายใจและง่ายกว่ากันเยอะ
การรับฟังและไม่เข้าใจก็ว่าแย่ แต่ก็เป็นเรื่องธรรมชาติของการรับรู้ที่ยากง่ายของคน
ส่วนการฟังแล้วไม่เข้าใจ แล้วเอาไปตีความต่อแบบผิดๆ คิดไปเอง
และเป็นความมั่นอกมั่นใจในตัวเองแบบผิดๆ เพราะมีอคติ อันนี้ยิ่งแย่กว่า
แต่สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ จะคิดไปเองหรือไม่ได้คิดไปเอง
แต่ถ้าไปสื่อสารต่อให้คนอื่นเข้าใจผิดอีก หรือตั้งใจเล่าให้คนอื่นเข้าใจตามที่ตนเองอยากให้เข้าใจ
อันนี้ “เลว”
สุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม
การฟังโดยยังไม่ทันจะเข้าใจ แต่มีความอคติต่อผู้พูด แล้วตีความอคติไปเองเสียหมด
“เหมือนการเกลียดในสิ่งที่ตัวเองยังไม่เข้าใจ”
จึงอยากให้ลองถามตัวเองต่อว่า “แล้วเราเกลียดอะไร? ในเมื่อเรายังไม่เข้าใจมันเลย”
———
เพิ่มเติม
1. การชักจูงให้คนอื่นเชื่อตามเรา เอาไปใช้ประโยชน์ทางอื่นเถิด อย่าเอามาทำเพื่อสร้างความแตกแยกเเป็นการส่วนตัวเลย
2. การรู้และการนำกิเลสของคนอื่นไปใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความแตกแยก อย่าไปทำเลย มันบาป และจากประสบการณ์ส่วนตัว ถ้าคุณไม่แข็งจริง คุณเองก็จะตกไปในวังวนกิเลสเดียวกันพร้อมกับเขา
3. เสียอะไรเสียไป รักษาใจตนเองให้ดี
4. อย่าเกลียดในสิ่งที่ตัวเองยังไม่เข้าใจ – don’t hate what you don’t understand เป็นประโยคที่ John Lennon ได้กล่าวไว้

 

Summary
Article Name
อย่าเกลียดในสิ่งที่ตัวเองยังไม่เข้าใจ
Description
การฟังโดยยังไม่ทันจะเข้าใจ แต่มีความอคติต่อผู้พูด แล้วตีความอคติไปเองเสียหมด "เหมือนการเกลียดในสิ่งที่ตัวเองยังไม่เข้าใจ" จึงอยากให้ลองถามตัวเองต่อว่า "แล้วเราเกลียดอะไร? ในเมื่อเรายังไม่เข้าใจมันเลย"
Author

Published by iFew

ผู้ชายธรรมดาคนหนึ่ง ชื่นชอบหลายเรื่องที่ไม่น่าจะไปกันได้ ทำงานไอที แต่ชอบท่องโลกกว้าง รักประวัติศาสตร์ แต่ก็สนใจเทคโนโลยี ชอบสร้างแรงบันดาลใจให้ตัวเอง และไปป้ายยาคนอื่นต่อ View more posts

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Exit mobile version