in Travel

ภูบักได ดอยสวย เดินง่าย ปวดตูดมากกว่าปวดขา กว่าจะได้เห็นผาหลอกลวง

ใครเริ่มหลงรักการเดินป่า หรือเพิ่งเดินป่าครั้งแรก คงกำลังหาดอยที่เดินได้ไม่ยาก และมีวิวสวยๆ ให้ถ่ายรูปได้ ในงบประมาณไม่แพง โพสต์นี้ผมขอแนะนำให้รู้จัก “ภูบักได” ดอยสวย วิวสันเขา เดินสบาย ใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น! (ประมาณ 3 กม)

จากกรุงเทพฯ สู่ ภูเรือ

ทริปนี้เราไปกัน 10 คน เดินทางด้วยรถตู้จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางเพชรบูรณ์ ใช้เวลาประมาณ 7-8 ชั่วโมง ก็ถึงอำเภอภูเรือ ระหว่างทางถนนดี ขับตรงยาวๆ แต่พอใกล้ๆเข้าจังหวัดเลย โค้งเยอะพอสมควร ใครเมารถง่าย ถ้าหลับได้ควรหลับ, หรือถ้าใครอยู่ทางภาคเหนือก็สามารถมาทาง อ.นครไทย จ.พิษณุโลก เข้า อ.ด่านซ้าย จ.เลย และก็ถึงภูเรือ ได้เช่นกัน เพราะในกลุ่มเรามีเพื่อนคนนึงขี่มอเตอร์ไซต์มาจากอุตรดิตถ์ ระยะทางประมาณสองร้อยกว่ากิโลฯ

ที่ตัวอำเภอภูเรือ มีตลาดเช้าที่เราสามารถแวะกินอาหารเช้า ซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้ง ซื้อผัก ผลไม้ อาหาร ขึ้นไปทำกินเองบนภูเขาได้ รวมถึงมี 7-Eleven, Tesco Lotus ด้วย หากใครลืมเอาอะไรมา ขอแค่มีเงินซื้อก็พอ (แนะนำว่าอุดหนุนร้านชาวบ้าน พวกอาหารท้องถิ่น เพื่อกระจายรายได้)

เตรียมตัวเดินทางด้วยรถอีแต๊ก 2-3 ชั่วโมง

จากตัวอำเภอภูเรือ ขับรถเข้าไปที่ตำบลปลาบ่า อีกประมาณ 10 กม โดยที่ชมรมมีร้านก๋วยเตี๋ยวให้ซื้อหากินต่อกันได้อีก มีห้องอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า และที่นี่เองคือที่ที่เราจะขึ้นรถอีแต๊กไปเริ่มต้นเดินภูบักไดกัน

2 ชั่วโมง บนรถอีแต๊ก ที่ไม่มีรีวิวไหนพูดถึงกัน

จากตำบลปลาบ่า เราต้องนั่งรถอีแต๊กไปอีกประมาณ 7 กม ใช้เวลาร่วม 2 ชั่งโมง คิดดูแล้วกันว่า รถวิ่งช้าขนาดไหน ทางต้องสมบุกสมบันขนาดไหน!!

ในช่วงกิโลเมตรแรกๆ ขับผ่านสวนชาวบ้าน ถนนปูนดี เงาต้นยางพาราก็ร่มรื่น แต่หลังจากนั้นเป็นทางดิน สวนแก้วมังกร และมันสำปะหลังเสียส่วนใหญ่ ต้นต่ำเตี้ยเรี่ยดิน นอกจากใบหน้าต้องปะทะกับแดดเปรี้ยงๆ ยังมีที่ตูดที่นั่งเขย่ากระแทกไม้อยู่บนรถอีแต๊ก บดขยี้จนริดสีดวงแทบแตก และไส้ไหลลงมากองบนรถ

นั่งรถนาน และอากาศร้อนมาก ต้องเตรียมอุปกรณ์กันแดดดีๆ
เส้นทางที่นั่งรถ ก็จะทางดินตะกุกตะกักหน่อย

ยังมิวาย เส้นทางหลายจุดค่อนข้างชันพอสมควร ถ้าโชคดีได้รถอีแต๊กขาแรง ก็เร่งเครื่องขึ้น ไปได้สวยๆ ถ้าโชคร้ายหน่อยก็ได้รถหนืด พยายามเร่งเครื่องแต่ไม่ไหว รถจะไถลดินลงมาให้หวาดเสียวเล่น และต้องออกแรงเดินเท้ากันนิดหน่อย เช่นรถของผมเป็นต้น นอกจากรถเบาแล้ว คนก็ยังอ้วนอีก ฮ่าๆ

สองฝั่งมักจะเป็นไร่มันสัมปะหลังและแก้วมังกร แทบไม่มีเงงไม้ให้บังแดด
บางจุดทางชันและลื่นมาก (ก่อนหน้ามีฝนตก) รถขึ้นไม่ไหว เลยต้องลงเท้าเดินกัน

แต่กระนั้น ก็ใช่ว่าจะไม่มีอะไรดีเลย เพราะสองข้างทางเป็นวิวไร่ชาวบ้านสวยๆ สลับสีสัน ตัดกับท้องฟ้า สุดลูกหูลูกตา

วิวระหว่างทางนั่งรถสวยดี
บนยอดสันเขาสูงๆนั่นเองที่เราจะเริ่มต้นเดินกัน

คำแนะนำ: ให้เตรียมอุปกรณ์กันแดดให้พร้อม ไม่ว่าจะ ปลอกแขน หมวก ร่ม เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ครีมกันแดด หยิบมาถือไว้ตั้งแต่ก่อนนั่งรถเลย

เดินง่าย ระยะสั้น แต่เดินให้ไว เพราะทากเยอะนะ

ถึงจุดเริ่มต้นเดินที่ความสูงประมาณ 1,400 เมตร ถือว่ารถย่นระยะให้เราอย่างมาก เพราะเงยหน้าขึ้นไปก็เห็นสันเขาแล้ว เหมือนอย่างที่เขาว่าจริงๆ เดินง่ายยยยยย

ยอดสันเขาด้านบนที่จะเริ่มต้นเดิน

ช่วงระยะทาง 300 เมตรแรก น่าจะเป็นท่อนชันที่สุดแล้ว เพราะไต่พรวดเดียวจาก 1,400 เมตร ไปที่ 1,500 เมตรเลย เดินๆ พักๆ 15 นาทีก็ถึงสันเขา เป็นลานหญ้า มีต้นไม้ใหญ่ให้นั่งเล่นรอเพื่อน ถ่ายรูป และกินข้าวเที่ยงกันก่อนได้

ช่วงแรก ไต่ขึ้นอย่างเดียว 300 เมตร
แนะนำให้พักร่มมานะ ช่วยได้เยอะเลย
เดินขึ้นช่วงแรกจะชันๆหน่อย จุดลานดินขาวๆด้านล่างคือที่จอดรถอีแต๊ก
พอขึ้นมาถึงสันเขาที่เริ่มต้นเดิน ก็จะเจอวิวนี้
มาถึงตรงนี้ก็เที่ยงพอดี เลยพักถ่ายรูปและทานทานข้าวเหนียวหมูปิ้งกัน

จากนั้นเดินบนสันเขา ทางค่อนข้างราบ เลาะริมหน้าผาไปเรื่อยๆ สัก 500 เมตร จะเจอจุดถ่ายรูป เรียกว่า ลานฟ้าผ่า เป็นลานหญ้าโล่งๆ ที่มีต้นไม้ถูกฟ้าผ่าไหม้ดำ (เอาตรงๆ วิวไม่ได้ต่างจากต้นไม้ใหญ่เมื่อเราขึ้นมาตอนแรก)

ลานฟ้าผ่า
เห็นคนนำทางบอกว่า จุดไฮไลท์อย่างหนึ่ง นี่ก็เลยยืน งงๆ โง่ๆ พยายามชื่นชมจุดไฮไลท์แห่งนี้

จากนั้นเดินต่อไปจะเริ่มมีร่มไม้เยอะแล้ว แน่นอน มีความชื้นบ้าง และมาพร้อมกับ ทาก!! เยอะซะด้วย แต่ก็ไม่ดุ เพราะรู้สึกว่าเกาะไม่เก่ง เกาะแล้วก็ไม่ได้รีบดูดเลือด กระดึ๊บไปมา นานพอผมจะสังเกตและดีดออกได้ (กลับกัน ทากที่ดุในความรู้สึกผมคือ เกาะแล้วเราดูดเลย หรือเกาะแล้วชอนไชหาเนื้อเราเพื่อดูดเลือด ไม่เอ้อระเหยลอยชายแบบนี้นะ เช่น ที่ดอยหลวงตากเป็นต้น)

เดินจนมาถึงทุ่งหญ้าโล่งเป็นแอ่งกะทะ มองฝั่งตรงข้ามเป็นเนินมีหินเยอะๆ ตรงนั้นเองคือจุดหมายปลายทางของเรา

ไม่รู้แถวนี้เรียกว่าอะไร แต่ถ้าเจอเนินที่มีหินเยอะๆแบบนี้แปลว่าใกล้ถึงแล้ว
เพราะเดินขึ้นเนินไป ผ่านป่าด้านบนสัก 50 เมตร ก็ถึงจุดกางเต็นท์

จุดกางเต็นท์ ที่ต้องหลบแดด หลบลม

เดินขึ้นเนินหินมา จะมีป่าเล็กๆให้ผ่าน จุดนี้ระวังให้ดี ถ้าไม่เจอทาก ก็อาจจะเจอกับกองทิชชู่ พอพ้นป่าแล้ว จะเป็นลานหญ้า ซึ่งทีมเรากางเต็นท์กันตรงใกล้ๆหินก้อนใหญ่เพื่อใช้บังลม

โผล่จากป่า เราก็กางเต็นท์กันตรงนี้เลย มีต้นไม้และหินให้ได้พักพิงกันลมกันแดดบ้าง

ตรงที่กางเต็นท์ค่อนข้างร้อนเพราะไม่มีต้นไม้บังเท่าไร อาจเพราะเรามาหน้าร้อนด้วย และที่แย่ที่สุดคือ แมลงวันเยอะมากๆๆๆๆ มาตอมพวกขี้วัวขี้ควายที่ขึ้นเขามากินหญ้า แต่ก็ต้องแลกกัน ถ้าเอาลม ไม่มีแมลงวัน แต่ก็ต้องออกไปที่โล่ง แดดแรง และกลางคืนอาจจะลมแรงก็ยังไม่รู้ได้

ถึงไวเกิน แดดก็ร้อน ทำอะไรไม่ได้นอกจากนอนให้มดและแมลงวันเกาะเล่น รอเวลาพระอาทิตย์ตกดิน
แหลงวันเยอะมากต้องคอยปัดตลอดช่วงทำอาหาร
ทำสุกี้กินมื้อเย็น

คำแนะนำ: หาถุง หาที่ปิดแมลงวันไปเผื่อด้วย หรือไม้ดักแมลงวันก็ได้ เพราะผมไม่แน่ใจว่าฤดูกาลอื่นจะเยอะไหม แต่ที่นี่ ณ หน้าร้อน มันเยอะจนน่ารำคาญเลยทีเดียว

ผาหลอกลวง ที่ภูบักได

ตรงจุดกางเต็นท์ของเรา เดินออกไปแค่ 2-300 เมตร ก็จะเจอองค์พระใหญ่ ที่นั่นเอง มีหินแท่งเรียบๆยาวๆ ยื่นออกไปริมหน้าผา แต่ตรงหน้าผานั้น ไม่ใช่หน้าผาตั้งจนน่ากลัว แต่เป็นเนินสโลปลงไป ซึ่ง ณ จุดนี้เอง ที่บรรดานักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปเท่ๆ ในท่ายืน นั่ง ห้อยขา โหน กอด กระโดด ทะยาน กันสนุกเลย ได้ภาพประหนึ่งว่า ยืนริมผาสูงนับร้อยเมตร

พระอาทิตย์ตกใกล้ดินแล้วว รีบวิ่งมาดูผาหลอกลวงกันเลย
ตรงผาหลอกลวงมีองค์พระประดิษฐานอยู่
ภูบักได ถึงแล้วนะ, ต้องถ่ายกับผาหลอกลวง
ผาหลอกลวง … หลอกลวงยังไง?
ก็หลอกลวงอย่างนี้ไง

แต่ถึงกระนั้น ก็อย่าพลาดตกลงไปนะ เพราะคงหลังกระแทกหิน เจ็บตัวไม่น้อย และน่าจะกลิ้งลงไปไกลอยู่เหมือนกัน

ถึงไม่สูงมาก แต่พลาดตกลงไปก็เจ็บตัวอยู่นะ
ตั้งถ่ายมุมดีๆ ก็จะเหมือนกำลังจะตกหน้าผา
อย่าตกลงไปนะ!!….

เราโชคดีที่มาตอนไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยว และมาถึงกลุ่มแรกๆ จัดแจงตั้งที่พักเสร็จ ก็มาถ่ายรูปหินกัน เลยทำให้ไม่ต้องต่อคิวถ่ายรูปหลายคน (อ่านจากหลายๆรีวิว ยืนเรียงกันเป็นแถวเลย) จะแข่งก็กับพระอาทิตย์ที่ตกดินเร็วเหลือเกิน แอ็คท่าไม่ทัน ฮ่าๆ

เดินเลยผาหลอกลวงไปอีก ก็มีมุมต้นไม้เก๋ๆ ให้ถ่ายรูปสวยๆนะ
ถ่ายกับแสงรำไรๆ
วิวมองย้อนกลับลงไปที่หมู่บ้านที่เรานั่งรถจากมา (มองผาไหนก็มุมนี้แหละ)

ภูบักไดในหน้าร้อน แต่อุณหภูมิ 15-20 องศา

จริงๆ ข้อนี้ตั้งใจเขียนเตือนนักเดินป่ามือใหม่โดยเฉพาะ ด้วยความที่จุดกางเต็นท์สูงถึง 1,500 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล มันจะมีอุณหภูมิต่ำกว่าพื้นราบข้างล่างแน่นอน

หมอกยามเช้า อากาศดีมากก เย็นๆ

อย่าคิดว่าเป็นหน้าร้อนแล้วไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์กันหนาว ยิ่งถ้ากางเต็นท์ใต้ร่มไม้ หรือมีลม มีฝนมาผสมด้วยแล้ว อาจจะลงไปถึง 10-15 องศา ได้, มีไว้ใช้ ดีกว่าไม่มีนะ นอนทรมาน

ตรงหน้าผามีทะเลหมอกจางๆ เพระาแสงเริ่มมาไล่แล้ว (ถ่ายตอน 7 โมงเช้า)
ขอถ่าย พาโนรามา ทะเลหมอกสักหน่อย

คำแนะนำ: ดูพยากรณ์อากาศไว้แต่เนิ่นๆ โดยปักโลเคชั่นไปที่ อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย แต่ค่าที่ได้เป็นค่าพื้นราบนะ (เดาว่าจุดวัดอยู่แถวตัวอำเภอภูเรือ), ได้ค่าองศาพื้นราบเท่าไร ก็ลบไปอีก 5 เลยครับ เช่น อำเภอภูเรือกลางคืนวัดได้ 22องศา, บนยอดภูบักไดก็น่าจะ 17องศา เป็นต้น (ความสูงเพิ่มขึ้นทุกๆ 100 เมตร อุณหภูมิจะลดลง 0.6องศา)

อยากไปเที่ยวภูบักได ต้องทำอย่างไร ค่าใช้จ่ายเท่าไร

ปิดท้าย ถ้าบล็อกนี้ทำให้ผู้อ่านอยากไปบ้าง ก็สามารถติดต่อชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลปลาบ่า สอบถามรายละเอียด และจองบริการนำเที่ยวได้ที่ นายเชิด สิงห์คำป้อง ประธานชมรม โทร. 095-701-3139, 087-866-2648 หรือ นางสาวมยุรี ศรีบุรินทร์ เลขาฯ โทร. 095-658-7113

โดยมีค่าใช้จ่ายเป็น ค่ารถอีแต๊ก 3,000 บาท นั่งได้ประมาณ 5 คน โดยราคานี้รวมคนนำทางและแบกของกลางให้เราประมาณ 10 กิโลฯ (ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่ขับรถอีแต๊ก) ค่าบำรุงสถานที่ ประกันภัยอุบัติเหตุ (โตเกียวมารีน) ค่ากาแฟตรงจุดขึ้น/ลงรถอีแต๊กที่หมู่บ้านปลาบ่า ค่าอาบน้ำที่ชมรม ค่าบำรุงชุมชม

ถ้าอยากได้ลูกหาบ ให้แจ้งไปตั้งแต่ตอนจองเลย เพื่อเขาจะได้เตรียมคนให้ ถ้าผมจำราคาไม่ผิด (พอดีไม่ได้ใช้บริการ) คิดทั้งทริป 2 วัน 1 คืน ที่ราคา 1,000 บาท สามารถแบกของให้เราได้ 20 กิโลฯ

พิกัดที่ต้องพาตัวไปให้ถึงเพื่อขึ้นรถอีแต๊ก : ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลปลาบ่า

สรุป

เป็นยอดดอยที่ไม่ต้องคิดอะไรมาก เดินทางสะดวก นั่งรถกันตูดแหกริดสีดวงแตก และคิดว่าเหนื่อยกว่าเดินเสียอีก ยอดเขาเป็นสันเขาให้เราเดินเลาะไปเรื่อยๆ ที่หยุดมองที่ผาไหน ก็จะเห็นวิวเดิมเหมือนกัน ฮ่าๆ (อารมณ์ภูกระดึง เดินสิบผา เดินสิบกิโล แต่ได้หนึ่งวิว), วิวสวยดี สวยแบบไร่ชาวบ้านสลับสีสัน แต่ไม่ใช่สวยแบบป่าเขียวๆ

นอกจากแนะนำนักท่องเที่ยวแล้ว ผมคิดว่าเหมาะกับพวกนักวิ่งเทรลที่อยากซ้อมขึ้นเขา เริ่มต้นที่ตำบลปลาบ่า ขึ้นไปยอดภูเลย ไปกลับ 20กม ทางค่อนข้างชันใช้ได้ รับรอง สะใจแน่นอน

ความสวย: 6/10 (ส่วนตัวผมไม่ชอบวิวไร่ทำเกษตร)
ความสนุก: 8/10
ความยาก: ง่ายมาก
แหล่งเติมน้ำ: มี

ระยะทาง: เดิน 3 กม, นั่งรถอีแต๊ก 7 กม

ความสูงยอดดอย: ณ ผาหลอกลวง 1,500 เมตร (แต่จุดสูงสุด 1,511 เมตร)

——
ขอบคุณรูปประกอบจากเพื่อนๆ ในกลุ่มฮะ

มาคุยกัน

Comment