ผมเชื่อว่าหลายคนคงเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ครับ งานตรงหน้าไม่ใช่งานของเราแท้ๆ แต่พอเห็นแล้วรู้สึกว่าถ้าปล่อยไว้ มันน่าจะช้ากว่าเดิม เลยยื่นมือเข้าไปช่วยเอง
บางครั้งมันเริ่มจากความหวังดี บางครั้งเริ่มจากความคันมือของคนทำงานสายแก้ปัญหาแบบเราๆ นี่แหละ เห็นอะไรไม่ลื่นก็อยากจัดให้มันลื่นขึ้นอีกนิด
ปัญหาคือโลกการทำงานชอบเล่าเรื่องนี้แบบสวยเกินจริง เหมือนแค่ go above and beyond แล้วทุกอย่างจะดีเอง ทั้งเติบโต ได้โปรโมต ได้รับการยอมรับ แต่ในชีวิตจริง มันไม่ตรงไปตรงมาขนาดนั้นครับ บางครั้งมันคุ้มมาก บางครั้งก็พาเราไปสู่ burnout แบบงงๆ เหมือนกัน
หมายเหตุ: บทความนี้ฟิวส์กับเอเจ้นชมพู ได้เรียบเรียงจากประสบการณ์การใช้งานจริง
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ขยันหรือไม่ แต่อยู่ที่ขอบเขต
ผมว่าต้องแยกก่อนว่า การทำเกินหน้าที่ ไม่ได้เท่ากับ การแบกทุกอย่าง เสมอไป
ถ้าเราเห็นปัญหาแล้วเข้าไปช่วยปิดช่องโหว่ ช่วยทำให้ทีมเดินต่อได้ หรือช่วยยกระดับคุณภาพงาน แบบนี้มันคือ initiative ครับ มันมีค่า เพราะเราไม่ได้แค่ทำงานเพิ่ม แต่เรากำลังเพิ่มผลลัพธ์
แต่ถ้าเริ่มกลายเป็นว่าใครโยนอะไรมาก็รับหมด งานคนอื่นก็เก็บ งานระบบพังก็ซ่อม งานเอกสารก็ทำ งานประชุมก็เข้า สุดท้ายมันไม่ใช่คน proactive แล้วครับ มันเริ่มเป็นคนที่องค์กรเห็นว่าเรียกใช้ได้ตลอดเวลา ฮ่าๆ
การทำเกินหน้าที่ที่ดี ต้องเพิ่ม leverage ไม่ใช่เพิ่มภาระแบบไม่มีปลายทาง
ด้านที่คุ้ม มันคุ้มจริง
ต้องยอมรับก่อนว่าการทำเกินหน้าที่มีด้านดีจริงครับ โดยเฉพาะในช่วงที่เรายังอยากโต อยากเรียนรู้ หรืออยากสร้างความน่าเชื่อถือให้ตัวเอง
เวลาเราเข้าไปแตะงานที่กว้างกว่าขอบเขตเดิม เรามักได้เห็นภาพรวมมากขึ้น ได้ฝึกทักษะใหม่ และได้เข้าใจว่าธุรกิจเดินยังไง ไม่ใช่เห็นแค่ task ตรงหน้า จุดนี้สำคัญมาก เพราะหลายครั้งคนที่โตเร็ว ไม่ได้โตเพราะทำงานเยอะกว่าอย่างเดียว แต่โตเพราะเห็นระบบใหญ่กว่าเดิม
อีกอย่างที่มักได้กลับมาคือ trust ครับ ถ้าคนในทีมเริ่มรู้ว่าเวลาเรื่องมันติด เราเป็นคนที่ช่วยคลี่ได้ เขาก็จะเริ่มนึกถึงเราในงานสำคัญ อันนี้ไม่ใช่ personal branding แบบสร้างภาพนะ แต่มันคือเครดิตจากของจริง
และพูดกันตรงๆ บางโอกาสก็มาจากจุดนี้จริง งานโปรเจกต์ใหม่ บทบาทใหม่ หรือแม้แต่การเลื่อนตำแหน่ง หลายครั้งมันไม่ได้เริ่มจากคำขอ แต่มันเริ่มจากคนรอบตัวเห็นว่าเราเอาอยู่
แต่ถ้าทำไปเรื่อยๆ โดยไม่คิด มันเริ่มเจ็บ
ด้านมืดของเรื่องนี้คือ งานที่ทำเกินหน้าที่จำนวนมากกลายเป็น invisible labor ครับ ทำจริง เหนื่อยจริง แต่ไม่มีใครนับเป็นผลงานอย่างจริงจัง
ยิ่งถ้าองค์กรไหนขอบเขตงานไม่ชัด หรือหัวหน้าชินกับการที่เราช่วยตลอด มาตรฐานจะค่อยๆ ขยับเองโดยไม่รู้ตัว จากเดิมที่เราช่วยเพราะสถานการณ์พิเศษ สุดท้ายกลายเป็นความคาดหวังประจำไปเลย แล้ววันไหนเราไม่ช่วย กลับดูเหมือนเราทำไม่เต็มที่อีกต่างหาก ความหน้าแตกของคนขยันอยู่ตรงนี้แหละครับ
อีกเรื่องที่ผมคิดว่าสำคัญมากคือ การทำเกินหน้าที่บางแบบไม่ได้ทำให้เราโต แต่มันแค่ทำให้เราเหนื่อย เช่น งานจุกจิกที่ไม่มีโอกาสต่อยอด งานดับไฟรายวัน งานที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจแต่ต้องรับผิดชอบผลทั้งหมด แบบนี้ทำไปนานๆ เราจะเริ่มหมดแรงโดยไม่ได้อะไรกลับมาเท่าไร
เพราะฉะนั้น ถ้าอะไรที่เราทำเพิ่ม ไม่ได้เพิ่มทักษะ ไม่ได้เพิ่มความไว้ใจ ไม่ได้เพิ่มอำนาจตัดสินใจ และไม่ได้เพิ่มค่าตอบแทนเลย ก็ควรถามตัวเองตรงๆ ว่าเรากำลังช่วยงาน หรือเรากำลังถูกใช้เป็น buffer ให้ระบบที่ไม่ยอมแก้กันแน่
ถ้าจะทำเกินหน้าที่ ควรเลือกทำแบบมีทรง
ถ้าถามผม ผมไม่ได้คิดว่าควรเลิกทำเกินหน้าที่นะครับ แต่ควรเลือกทำให้ดีมากกว่า เหมือนเลือกลงทุน อย่าเทเงินทุกตัวเพียงเพราะคำว่าโอกาส
- เลือกงานที่ทำแล้วเราได้เรียนรู้อะไรเพิ่ม ไม่ใช่แค่เหนื่อยเพิ่ม
- เลือกงานที่ช่วยทั้งทีมหรือระบบ มากกว่างานจุกจิกที่ต้องมานั่งเช็ดตามหลังตลอด
- คุยขอบเขตกับหัวหน้าให้ชัด ว่าเรากำลังช่วยเรื่องไหน ชั่วคราวหรือถาวร
- ถ้างานเพิ่มกลายเป็นความรับผิดชอบจริง ก็ควรคุยเรื่อง title, scope หรือผลตอบแทนให้ตรงไปตรงมา
ที่สำคัญคือ ต้องรู้จักพูดคำว่าไม่ด้วยครับ คนทำงานเก่งจำนวนมากไม่ได้พังเพราะทำไม่ไหว แต่พังเพราะรับทุกอย่างจนเลิกแยกว่าอะไรควรทำ อะไรควรปล่อย
ในยุค AI ความขยันอย่างเดียวเริ่มไม่พอ
ยิ่งต่อจากนี้ ผมยิ่งรู้สึกว่าแนวคิด go above and beyond ต้องตีความใหม่ครับ เพราะงาน routine จำนวนมาก AI และ automation จะเข้ามาช่วยได้มากขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้นคุณค่าของคนทำงานจะไม่ใช่แค่คนที่ยอมทำเพิ่ม แต่คือคนที่ มองปัญหาออก วางระบบเป็น และตัดสินใจได้ดี มากกว่า
พูดอีกแบบคือ การทำเกินหน้าที่ในอนาคต อาจไม่ใช่การอยู่ดึกกว่าใคร หรือรับงานเยอะกว่าใคร แต่อาจเป็นการช่วยออกแบบ workflow ที่ดีขึ้น ช่วยตั้งคำถามที่ถูกต้องกว่าเดิม หรือช่วยปิดรอยรั่วของระบบก่อนที่มันจะกลายเป็นปัญหาใหญ่
คนแบบนี้ยังไงก็มีค่าครับ เพราะเขาไม่ได้แค่เติมแรง แต่เติมทิศทาง
สรุปในมุมของผม
ผมมองว่า การทำเกินหน้าที่ไม่ใช่เรื่องผิด และก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป มันเป็นแค่เครื่องมือแบบหนึ่ง ที่จะคุ้มหรือเจ็บ ขึ้นกับว่าเราเลือกใช้มันยังไง
ถ้าทำแล้วช่วยให้เราเก่งขึ้น ทีมดีขึ้น ระบบดีขึ้น แบบนี้ผมว่าไปต่อได้ครับ แต่ถ้าทำไปเรื่อยๆ จนตัวเองล้า ขอบเขตพัง และคนอื่นเริ่มคิดว่ามันเป็นหน้าที่เราอยู่แล้ว ตรงนั้นอาจไม่ใช่การเติบโต แต่อาจเป็นการค่อยๆ เสียตัวตนในงานโดยไม่รู้ตัว
สุดท้าย ผมว่าเป้าหมายไม่ใช่การทำให้เกินหน้าที่ตลอดเวลา แต่คือการทำงานให้มีน้ำหนักพอที่คนเห็นคุณค่า โดยไม่ต้องเผาตัวเองทิ้งไปกับมัน
