สวัสดีค่าเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เราจะพาทุกคนหนีความวุ่นวายในเมืองหลวงไปสูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอดกันที่ “อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว” จังหวัดอุตรดิตถ์กันค่ะ ถ้าพูดถึงที่นี่ หลายคนคงนึกถึงทุ่งดอกหงอนนาคสีม่วงสวยๆ ท่ามกลางสายหมอกใช่ไหมคะ? แต่บอกเลยว่าของจริงมันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะมาก ทั้งความโหด ความสนุก และความประทับใจที่หาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว

ทริปนี้เราวางแผนแบบ 3 วัน 2 คืน เพื่อให้ได้ซึมซับบรรยากาศแบบเต็มอิ่ม ไม่ต้องรีบเร่งจนเกินไป ใครที่กำลังมองหาที่เที่ยวสายเดินป่า หรืออยากลองเริ่มต้นเป็นสายลุยดูบ้าง ภูสอยดาวคือจุดเริ่มต้นที่ดี (แต่อาจจะแอบโหดนิดนึงนะ) ตามเรามาดูเลยค่ะว่าทริปนี้เราจะเจออะไรบ้าง และต้องเตรียมตัวยังไงบ้างถึงจะรอด!

ทำไมต้องภูสอยดาว? (ความประทับใจแรก)

เชื่อไหมคะว่าครั้งแรกที่เห็นรูป “ทุ่งดอกหงอนนาค” ในโซเชียล เราถึงกับต้องอุทานออกมาว่า “เฮ้ย! เมืองไทยมีแบบนี้ด้วยเหรอ?” มันเหมือนภาพวาดเลยค่ะ ดอกไม้สีม่วงเล็กๆ ขึ้นเต็มทุ่งสนกว้างใหญ่ มีหมอกจางๆ ไหลผ่านตลอดเวลา นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราอยากมาที่นี่สักครั้งในชีวิต แต่พอได้มาจริงๆ ความประทับใจมันไม่ได้มีแค่ดอกไม้ค่ะ แต่มันคือ “มิตรภาพ” ระหว่างทางเดิน ทั้งเพื่อนร่วมทริปและคนแปลกหน้าที่เดินสวนกัน ทุกคนต่างส่งยิ้มและคำให้กำลังใจกันตลอดทาง “อีกนิดเดียวนะครับ” “ใกล้ถึงแล้วครับ” (ซึ่งบางทีก็ไม่นิดนะ 555) แต่มันทำให้อบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูกเลยค่ะ 🌸✨

เตรียมตัวก่อนไป (จอง QueQ, ร่างกาย)

สิ่งสำคัญที่สุดก่อนจะเก็บกระเป๋าคือการ “จอง” ค่ะ! เดี๋ยวนี้ทางอุทยานจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวต่อวัน (ประมาณ 450 คน) เพราะฉะนั้นต้องโหลดแอป QueQ มาจองล่วงหน้าให้เรียบร้อยนะคะ โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาวหรือช่วงดอกไม้บานคือเต็มเร็วมากกก ส่วนเรื่องร่างกาย บอกเลยว่าต้องฟิตนิดนึงค่ะ อย่างน้อยๆ ก่อนไปสัก 1-2 อาทิตย์ ลองเดินขึ้นบันไดหรือวิ่งเบาๆ ดูบ้างนะคะ เพราะเราต้องเดินเท้าถึง 6.5 กิโลเมตร และเป็นการเดินขึ้นเขาเกือบตลอดทาง โดยเฉพาะ “เนินมรณะ” ที่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าไม่ธรรมดา เตรียมใจและเตรียมเข่าไปให้พร้อมนะคะเพื่อนๆ 💪

การเดินทาง (กทม. – พิษณุโลก – อุทยาน)

สำหรับการเดินทาง เราเลือกเริ่มต้นจากกรุงเทพฯ ค่ะ ใครที่สะดวกขับรถไปเองก็ยิงยาวไปที่อุทยานแห่งชาติภูสอยดาวได้เลย มีที่จอดรถสะดวกสบาย แต่สำหรับสายลุยแบบไม่มีรถส่วนตัว แนะนำให้นั่งรถทัวร์หรือรถไฟไปลงที่ “พิษณุโลก” ค่ะ จากนั้นต่อรถประจำทางไปที่อำเภอชาติตระการ แล้วเหมารถกระบะหรือตุ๊กตุ๊ก (สกายแล็บ) เข้าสู่อุทยานฯ อีกที (ประมาณ 1,200 บาท หารกันหลายคนก็ถูกลงเยอะเลย) การเดินทางอาจจะดูหลายต่อหน่อย แต่รับรองว่าวิวสองข้างทางที่เริ่มเปลี่ยนจากตึกเป็นภูเขามันทำให้เราลืมความเหนื่อยไปได้เลยค่ะ 🚌💨

วันแรก: บททดสอบ 5 เนินปราบเซียน

พอถึงอุทยานฯ ลงทะเบียนเสร็จ จัดการจ้างลูกหาบ (กิโลละประมาณ 30 บาท) แล้วก็เริ่มเดินกันเลยค่ะ! ทางเดินช่วงแรกจะยังชิลล์ๆ ผ่านป่าดิบชื้น แต่พอเริ่มเข้าสู่ “เนินส่งญาติ” บอกเลยว่าเริ่มของจริงค่ะ! เนินนี้จะชันยาวๆ ทำเอาหอบตั้งแต่นาทีแรกๆ เลย ต่อด้วย “เนินป่าก่อ” ที่มีต้นก่อเต็มไปหมด “เนินเสือโคร่ง” “เนินพริก” (เริ่มเผ็ดร้อนสมชื่อ) และสุดท้ายที่ทุกคนรอคอย (หรือเปล่า?) คือ “เนินมรณะ” ค่ะ เนินนี้คือชันที่สุด โหดที่สุด แต่ก็สวยที่สุดเช่นกัน เพราะเป็นจุดเปิดโล่งที่มองเห็นวิวภูเขาอลังการมาก พอผ่านเนินนี้ไปได้ก็จะเจอ “ลานสน” ที่ราบกว้างใหญ่ที่รอเราอยู่ข้างบนแล้วค่ะ รวมเวลาเดินประมาณ 4-6 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความฟิตของแต่ละคนนะ ⛰️💦

ลานสนสามใบ: สวรรค์บนดินและดอกหงอนนาค

เมื่อถึง “ลานสน” ภาพความเหนื่อยทั้งหมดจะหายวับไปทันทีค่ะ! ทุ่งสนสามใบกว้างใหญ่ที่มีสายหมอกพัดผ่านตลอดเวลาคือดีงามมาก ถ้าใครมาช่วงหน้าฝน (สิงหาคม – ตุลาคม) จะเจอกับ “ดอกหงอนนาค” สีม่วงสะพรั่งเต็มทุ่งเลยค่ะ สวยเหมือนอยู่ในนิยายเลย เราสามารถเดินเล่น ถ่ายรูปได้ทั่วลานสนเลยค่ะ ช่วงเย็นแนะนำให้ไปดูพระอาทิตย์ตกที่ริมหน้าผา แสงสีส้มตัดกับสีม่วงของดอกไม้และสีเขียวของป่าสน คือที่สุดของความฟินแล้วค่ะทุกคน อย่าลืมพกกล้องไปเก็บภาพสวยๆ กันเยอะๆ นะคะ 🌲💜

วันที่สอง: พิชิตยอด 2,102 (ถ้าไปหน้าหนาว) หรือเดินเล่นน้ำตกสายทิพย์

ถ้าใครมาช่วงหน้าหนาว (พฤศจิกายน – มกราคม) ทางอุทยานฯ จะเปิดให้ขึ้นพิชิตยอดสูงสุด 2,102 เมตร ซึ่งทางโหดกว่าเดิมมาก ต้องใช้เชือกช่วยปีนป่าย แต่ถ้ามาหน้าฝนแบบเรา กิจกรรมหลักคือการไป “น้ำตกสายทิพย์” ค่ะ เดินจากลานสนไปไม่ไกล น้ำตกที่นี่มีหลายชั้นและสวยมากเพราะมีมอสสีเขียวเกาะตามโขดหินเต็มไปหมด ถ่ายรูปออกมาดูเท่สุดๆ ค่ะ หลังจากนั้นก็กลับมาสโลว์ไลฟ์ที่ลานสน นั่งดริปกาแฟ คุยกับเพื่อนร่วมทาง หรือจะแค่นอนรับลมเย็นๆ ก็มีความสุขแล้วค่ะ เป็นวันที่ได้พักผ่อนและอยู่กับธรรมชาติจริงๆ 🌊🍃

กางเต็นท์ กินอยู่แบบชาวป่า (ไม่มีไฟ แต่มีดาว)

การใช้ชีวิตบนภูสอยดาวคือการกลับสู่ธรรมชาติจริงๆ ค่ะ เพราะที่นี่ “ไม่มีไฟฟ้า” นะคะ ใครจะมาต้องเตรียมพาวเวอร์แบงค์มาให้พร้อม ส่วนน้ำดื่มและน้ำใช้ เราต้องช่วยกันตักจากลำธาร (ทางอุทยานมีถังให้ยืม) เพื่อเอามาอาบและเข้าห้องน้ำค่ะ (ห้องน้ำเป็นแบบเรียบง่ายแต่สะอาดใช้ได้เลย) เรื่องอาหารการกิน แนะนำให้เตรียมของแห้งหรือของที่ทำง่ายๆ มาเองค่ะ ยามค่ำคืนที่นี่จะมืดสนิท ถ้าฟ้าเปิดเราจะเห็นดาวเต็มท้องฟ้าแบบที่ไม่เคยเห็นในเมืองเลยค่ะ มันสวยจนอยากจะหยุดเวลาไว้ตรงนั้นเลย 🌌⛺

สรุปค่าใช้จ่ายฉบับเพื่อนช่วยหาร

ทริปนี้เราหารกับเพื่อน 4 คน ตกคนละประมาณ 2,500 – 3,000 บาทค่ะ (รวมค่าเดินทางจาก กทม., ค่าอาหาร, ค่าลูกหาบ, และค่าจิปาถะอื่นๆ) หลักๆ จะหนักที่ค่าเหมารถและค่าลูกหาบค่ะ แนะนำว่ายิ่งมาหลายคนยิ่งหารกันถูกลงเยอะเลย ค่าเข้าอุทยานฯ คนละ 40 บาท (คนไทย), ค่ากางเต็นท์คืนละ 30 บาทต่อคน ส่วนลูกหาบกิโลละ 30 บาท (ขาไป-กลับแยกกันนะ) ถือว่าเป็นราคาที่คุ้มค่ามากแลกกับประสบการณ์และภาพสวยๆ ที่ได้มาค่ะ ใครที่งบไม่เยอะก็มาได้สบายๆ เลย 💰💳

ข้อควรรู้และคำแนะนำจากใจเพื่อน

สุดท้ายนี้ เราอยากแชร์ทริคเล็กๆ น้อยๆ ค่ะ: 1. พกเสื้อกันฝนติดตัวไว้เสมอ เพราะฝนบนเขาเอาแน่เอานอนไม่ได้ 2. ยากันแมลงและถุงกันทากสำคัญมาก (โดยเฉพาะหน้าฝน) 3. ทิชชู่เปียกคือไอเทมกู้ชีพยามไม่อยากอาบน้ำเย็นเฉียบ 4. ช่วยกันรักษาความสะอาด พกขยะลงมาข้างล่างด้วยนะคะ ภูสอยดาวคือสถานที่ที่สอนให้เราอดทนและรักธรรมชาติมากขึ้น หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ นะคะ ใครมีแพลนจะไปลุยก็ขอให้สนุกและเดินทางปลอดภัยทุกคนค่า! บ๊ายบายยย 👋😊

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: TrueID Travel, Sanook Travel

Leave a comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Exit mobile version