Altitude Sickness หรือ AMS คืออะไร, เตรียมตัวยังไงเมื่อไป Trekking หรือปีนเขาสูง

ไปเจอรูปนี้แล้วรู้สึกว่าเขาสรุปของสำคัญสำหรับการรับมืออาการแพ้ความสูงไว้ได้ดีมาก เลยอยากเอามาเล่าต่อแบบภาษาคนเดินเขาค่ะ เพราะเวลาเราไปเทรคกิ้งหรือขึ้นเขาสูง ๆ สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่แค่หนาวหรือเหนื่อย แต่คือ Altitude Sickness หรือ AMS ที่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ราว 2,500 เมตรขึ้นไป แล้วแต่ร่างกายของแต่ละคน

สิ่งที่บทความนี้อยากย้ำจริง ๆ คือ ของที่พกไปสำคัญก็จริง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการฟังร่างกายตัวเอง เดินช้า พักให้พอ ดื่มน้ำให้ดี กินให้ได้ และไม่ฝืนถ้าอาการเริ่มแย่ลง

Altitude Sickness หรือ AMS คืออะไร

AMS หรืออาการแพ้ความสูง เกิดจากร่างกายได้รับออกซิเจนน้อยลงเมื่อขึ้นไปอยู่ในพื้นที่สูง อาการเริ่มต้นที่พบได้บ่อยคือ ปวดหัว เหนื่อยง่าย คลื่นไส้ เบื่ออาหาร นอนหลับยาก หรือรู้สึกมึน ๆ เบลอ ๆ ซึ่งบางคนอาจเป็นไม่มาก แต่บางคนอาจลุกลามจนกลายเป็นภาวะอันตรายได้ถ้ายังฝืนขึ้นต่อ

เพราะแบบนี้ การเตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่ก่อนขึ้นเขา และสังเกตตัวเองตลอดทาง จึงสำคัญมากกว่าการหวังพึ่งยาอย่างเดียว

1) ดื่มน้ำให้พอ และดูการขับปัสสาวะด้วย

ข้อแรกที่ดูธรรมดาแต่สำคัญมากคือเรื่องน้ำค่ะ บนที่สูงร่างกายสูญเสียน้ำได้ง่ายกว่าที่คิด ทั้งจากอากาศแห้ง ลมแรง การหายใจถี่ขึ้น และการเดินที่ใช้แรงต่อเนื่อง การดื่มน้ำให้เพียงพอจึงช่วยให้ร่างกายปรับตัวกับความสูงได้ดีขึ้น

แนวทางง่าย ๆ คือพยายามดื่มประมาณ 3 ถึง 4 ลิตรต่อวัน จิบเรื่อย ๆ ไม่ต้องรอให้กระหายมาก และลองสังเกตสีปัสสาวะ ถ้ายังเหลืองเข้มอยู่ มักแปลว่ายังดื่มน้ำน้อยไป

2) เรื่องยา ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

ในภาพมีการสรุปยาสำคัญที่หลายคนคุ้นชื่อเวลาพูดถึงการขึ้นที่สูง ได้แก่ Acetazolamide หรือ Diamox, Ibuprofen และ Dexamethasone แต่ละตัวมีบทบาทต่างกัน และไม่ควรหยิบไปใช้เองแบบเดาสุ่ม

  • Acetazolamide (Diamox) มักใช้ช่วยเรื่องการปรับตัวกับความสูง
  • Ibuprofen ใช้บรรเทาอาการปวดหัวหรือปวดเมื่อย
  • Dexamethasone เป็นยากลุ่มสเตียรอยด์ ใช้ในกรณีอาการรุนแรงหรือฉุกเฉินตามแผนที่แพทย์ให้ไว้

ที่สำคัญคือยาเหล่านี้ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ฝืนเดินต่อ โดยเฉพาะถ้าอาการแย่ลง เช่น ปวดหัวมากขึ้น เดินเซ หอบตอนพัก สับสน ไอมาก แน่นหน้าอก หรือค่าออกซิเจนต่ำผิดปกติ คำตอบที่ถูกต้องมักไม่ใช่กินยาแล้วลุยต่อ แต่คือหยุดและลงที่ต่ำทันที

3) Oximeter ช่วยติดตามได้ แต่ห้ามดูแค่ตัวเลข

เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว หรือ Oximeter เป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์มากสำหรับทริปที่ต้องอยู่บนที่สูงหลายวัน เพราะช่วยให้เราเห็นแนวโน้มของค่า SpO₂ และชีพจรของตัวเอง แต่การแปลผลต้องดูร่วมกับอาการเสมอ

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าตัวเลขดูต่ำลงแต่เรายังเดินได้ดี ไม่มีอาการผิดปกติมาก อาจยังต้องดูภาพรวมก่อน แต่ถ้าค่าออกซิเจนต่ำร่วมกับหอบตอนพัก ซึม สับสน เดินเซ หรืออาการทรุดชัดเจน อันนั้นคือสัญญาณว่าต้องรีบประเมินความปลอดภัยและพิจารณาลงจากที่สูง

4) เสื้อผ้าอุ่น ๆ แบบ Layer System ช่วยเซฟแรงกว่าที่คิด

บนภูเขาสูง อากาศเปลี่ยนเร็วมาก เช้าแดดดี สายหมอกลง บ่ายลมแรง เย็นหิมะตกก็เป็นไปได้หมด เสื้อผ้าที่ดีจึงไม่ใช่แค่หนา แต่ต้องจัดเป็นระบบชั้น เพื่อให้ปรับตามสภาพอากาศได้ง่าย

วิธีที่ใช้กันทั่วไปคือใส่ base layer ด้านในเพื่อจัดการเหงื่อ ตามด้วย fleece หรือชั้นให้ความอบอุ่น เสริมด้วย down jacket เมื่ออากาศหนาวจัด และปิดท้ายด้วย shell jacket สำหรับกันลมและกันฝน อย่าลืมหมวก ถุงมือ และ buff เพราะบริเวณเหล่านี้ทำให้ร่างกายสูญเสียความร้อนได้เร็วมาก

5) Energy snacks คือของเล็ก ๆ ที่ช่วยได้มาก

หลายคนพอขึ้นที่สูงจะเริ่มเบื่ออาหาร แต่ร่างกายกลับใช้พลังงานมากขึ้นสวนทางกัน ถ้าไม่เติมพลังให้พอ จะยิ่งหมดแรง ฟื้นตัวช้า และรู้สึกทรุดง่ายระหว่างวัน

ของที่ควรพกจึงเป็นของกินง่าย พลังงานสูง และหยิบกินได้ทันที เช่น energy bar, gel, ลูกอม หรือช็อกโกแลต สิ่งเหล่านี้อาจดูเล็กน้อย แต่บางจังหวะมันช่วยประคองแรงได้ดีมาก โดยเฉพาะช่วงที่กินมื้อหลักไม่ค่อยลง

6) อย่ามองข้ามแดดและ UV บนที่สูง

อีกอย่างที่หลายคนประมาทคือแดดบนที่สูง ซึ่งมักแรงกว่าปกติชัดเจน และถ้าเส้นทางมีหิมะหรือธารน้ำแข็ง แสงสะท้อนจะยิ่งทำให้ผิวไหม้และตาอักเสบได้ง่ายกว่าเดิม

ของที่ควรมีจึงได้แก่ แว่นกันแดด ครีมกันแดด และลิปบาล์มกันแดด ฟังดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ถ้าผิวแสบ หน้าลอก หรือแสบตาระหว่างทริป มันบั่นทอนคุณภาพการเดินทางมากกว่าที่คิด

7) การนอนและการพักฟื้น สำคัญไม่แพ้อุปกรณ์

อีกข้อที่อยากเสริมมาก ๆ คือเรื่องการนอน บนที่สูงหลายคนจะนอนหลับยาก หรือรู้สึกหายใจไม่ค่อยเต็ม ทำให้เช้ามาอ่อนเพลียกว่าปกติ ถ้าเมื่อคืนพักไม่พอ วันถัดไปร่างกายจะรับมือกับความสูงได้แย่ลงทันที

การทำให้ตัวเองอุ่น มีที่นอนที่พอเหมาะ จัดตัวให้สบาย และหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ต้องลุกเข้าห้องน้ำบ่อยตอนกลางคืน จึงช่วยได้มาก เรื่องนี้อาจไม่หวือหวาเหมือนอุปกรณ์ไฮเทค แต่ส่งผลกับสภาพร่างกายโดยตรง

สรุป, อุปกรณ์สำคัญ แต่การไม่ฝืนสำคัญกว่า

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะพกของครบแค่ไหน หัวใจของการป้องกัน AMS คือการฟังร่างกายตัวเองให้เป็น เดินช้า ๆ ให้เวลาร่างกายปรับตัว ดื่มน้ำ กินอาหาร พักผ่อนให้พอ และหมั่นเช็กอาการอยู่เสมอ

ถ้าเริ่มมีสัญญาณว่าอาการแย่ลง อย่าคิดแค่ว่าอีกนิดเดียวจะถึง หรือพยายามเอาชนะภูเขา เพราะการลงต่ำให้ทันเวลา อาจเป็นการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดของทั้งทริปก็ได้

Image credit: Nepal Peak Adventure

วันเสาร์เงียบๆ กับข่าวธรรมชาติ 7 มุมโลก — ชมพูนั่งคิดเรื่องโลกใบนี้

Prev

วันอาทิตย์กับข่าว AI ที่ทำให้ตาสว่าง — ชมพูนั่งอ่านแล้วได้ไอเดียเพียบ

Next
Comments
Add a comment

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *