ผมไปเจอประโยคหนึ่งว่า We are all bad in someone’s story แปลประมาณว่า เราทุกคนล้วนเป็นคนไม่ดีในเรื่องราวของใครสักคน อ่านแล้วสะกิดใจมาก เพราะเป็นประโยคสั้นๆ ที่อธิบายปรัชญาชีวิตได้หลายเรื่อง
ต่อให้เราพยายามทำดีกับทุกคนแค่ไหน สุดท้ายก็ยังมีใครบางคนไม่ชอบเรา เข้าใจเราผิด หรือจดจำเราในแบบที่เราไม่อยากให้เป็น เราอาจมองว่าตัวเองกำลังรักษาขอบเขต แต่อีกคนมองว่าเราเห็นแก่ตัว เราอาจพูดตรงเพราะหวังดี แต่อีกคนจำแค่ว่าเราเคยทำให้เขาเสียใจ
ตอนแรกประโยคนี้ฟังดูน่าหดหู่ แต่พอคิดต่อ ผมกลับรู้สึกว่ามันช่วยให้ชีวิตเบาลง เพราะเราไม่จำเป็นต้องใช้เวลาทั้งชีวิตไปกับการแก้บทของตัวเองในหนังสือที่คนอื่นเป็นผู้เขียน ต่อให้แก้เรื่องหนึ่งได้ เดี๋ยวก็มีเรื่องใหม่อีกอยู่ดี เหนื่อยนะครับ 555
เราไม่มีทางเป็นคนดีในทุกเรื่องเล่า
ทุกเหตุการณ์ เรามักเล่าเรื่องจากจุดที่เรายืน เรารู้ว่าตัวเองคิดอะไร ผ่านอะไรมาบ้าง และตัดสินใจเพราะอะไร ในเรื่องที่เราเล่า เราจึงมักเป็นคนที่มีเหตุผล หรืออย่างน้อยก็เป็นคนที่พยายามทำดีที่สุดแล้ว
แต่อีกฝ่ายก็ทำแบบเดียวกัน เขามีข้อมูล ความรู้สึกนึกคิด ความกลัว หรือเรื่องราวสะสมในอดีตของเขา สิ่งที่เรามองว่าเป็นการปกป้องตัวเอง เขาอาจมองว่าเป็นความเย็นชา สิ่งที่เราคิดว่าเป็นการพูดตรง เขาอาจรู้สึกว่าเราไม่ให้เกียรติ หรือวันที่เราต้องเลือกตัวเอง อาจเป็นวันที่เขาจำว่าเราเห็นแก่ตัวก็ได้
ความตั้งใจใดๆ ของเรา อาจไม่ได้สื่อความหมายที่เกิดขึ้นในใจของผู้อื่น
แต่นั่นไม่ได้แปลว่าความตั้งใจเราจะไม่มีความหมายนะครับ เพียงแต่มันไม่ใช่ความหมายเดียวที่จะทำให้คนสองคนยืนอยู่ในเหตุการณ์เดียวกัน แล้วจะมีความทรงจำชุดเดีนสกันเสมอ เหมือนดูหนังเรื่องเดียวกัน แต่เลือกจำคนละฉาก หรือตีความหมายกันคนละแบบ
ทุกคนล้วนเป็นตัวเอกในชีวิตตนเอง
เราอาจอยากให้คนอื่นเข้าใจว่าแท้จริงแล้วเราเป็นคนดี มีเหตุผล และไม่ได้ตั้งใจทำร้ายใคร แต่ในชีวิตจริง ไม่มีใครยอมยกบทตัวเอกในหนังสือของตัวเองให้เราง่ายๆ หรอกครับ เขาล้วนต้องปกป้องมุมมองของเขา เหมือนที่เราก็ต้องปกป้องมุมมองของเรา
บางครั้งการที่เราถูกเขียนเป็นตัวร้ายในเรื่องของเขา ไม่ใช่สิ่งที่เราควรยอมรับว่าเราเป็นคนเลว แต่ให้มองและเข้าใจว่าเราเองไม่มีสิทธิ์ควบคุมวิธีที่คนเขียนถึงเรา ก็เท่านั้น
เราเป็นตัวเอกในเรื่องของเราได้ แต่ไม่มีทางเป็นตัวเอกในเรื่องของทุกคน
ถ้าเราเอาแต่พยายามแย่งปากกาจากมือคนอื่น เพื่อแก้ทุกประโยคที่เขาเขียนถึงเรา ชีวิตคงหมดไปกับการชี้แจงไม่รู้จบ และถึงชี้แจงครบ เขาก็อาจไม่เลือกเชื่อเราอยู่ดี เพราะเรื่องเล่าบางเรื่องไม่ได้สร้างจากข้อเท็จจริงอย่างเดียว แต่มันสร้างจากความรู้สึกด้วย
แต่คำว่า ช่างมัน ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่รับผิดชอบ
แต่ๆ คำว่าใครจะมองเรายังไงก็ช่าง อาจฟังเหมือนการไม่สนใจใคร แต่ผมคิดว่าต้องแยกให้ออกระหว่าง การไม่ยอมให้คำตัดสินของคนอื่นกำหนดคุณค่าของเรา กับ การไม่รับผิดชอบต่อผลของการกระทำ
ถ้าเราทำร้ายใคร โกหก เอาเปรียบ หรือทำผิดจริงๆ การบอกว่าเป็นแค่เรื่องราวที่เขาเขียนถึงเรา ไม่ควรเป็นข้ออ้างให้เราหนีความรับผิดชอบ แต่เราต้องรับฟัง ต้องขอโทษ แก้ไข และเรียนรู้เท่าที่ทำได้ ไม่ใช่ประกาศว่าใครไม่เข้าใจก็เรื่องของเขา แล้วก็เดินจากไปแบบเท่ๆ อันนั้นอาจไม่ใช่ปรัชญาชีวิต แต่เป็นแค่การเข้าข้างตัวเอง(แบบผิดๆ)ครับ
แต่หลังจากรับผิดชอบในส่วนของเราแล้ว อีกฝ่ายจะให้อภัยหรือไม่ จะเชื่อหรือไม่ หรือยังเลือกมองเราแบบเดิม นั่นเป็นพื้นที่ที่เราเข้าไปบังคับไม่ได้
รับผิดชอบต่อสิ่งที่เราทำ แต่ไม่ต้องรับภาระในการควบคุมความคิดของทุกคน
เราอาจสับสนระหว่าง พยายามเอาใจทุกคนจนไม่เหลือตัวเอง หรือไม่สนใจความรู้สึกใครเลยแล้วเรียกมันว่าการรักตัวเอง ทั้งสองแบบในความคิดผมคือไม่ดีทั้งคู่ และไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากจะเป็น
คุณค่าของเราไม่ควรขึ้นกับความคิดใคร
ถ้าคุณค่าของเราขึ้นอยู่กับความคิดของคนรอบข้าง ชีวิตเราแบบนี้เองที่จะไร้ความหมายและไม่เป็นตัวเองอยู่ตลอดเวลา วันนี้มีคนชม เราก็รู้สึกดี พรุ่งนี้มีคนไม่พอใจ เราก็เริ่มสงสัยตัวเอง ทั้งที่เราอาจยังเป็นคนเดิม
คนอื่นมีสิทธิ์มองเรา แต่เราเองก็ต้องรู้ว่าเรามองตัวเองอย่างไร เราให้คุณค่ากับความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ ความเมตตา หรือความกล้าที่จะรักษาขอบเขตของตัวเองแค่ไหน สิ่งเหล่านี้ควรเป็นเข็มทิศ มากกว่าเสียงวิจารณ์ที่เปลี่ยนไปตามอารมณ์และความสัมพันธ์
คำถามที่น่าถามจึงไม่ใช่ว่า วันนี้ทุกคนมองว่าเราเป็นคนดีหรือยัง แต่เป็นคำถามที่ตรงกว่า
- วันนี้เราทำในสิ่งที่เราเชื่อว่าดีแล้วหรือยัง
- เราซื่อสัตย์กับตัวเองและคนอื่นมากพอหรือยัง
- เมื่อทำผิด เรายอมรับและแก้ไขหรือมันเปล่า
- เรากำลังรักษาขอบเขต หรือแค่ทำร้ายคนอื่นแล้วหาคำอธิบายให้ตัวเอง
ยิ่งรู้จักตัวเอง ยิ่งไม่ต้องอธิบายตัวเองตลอดเวลา
การรู้จักตัวเองไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เรามั่นใจทุกวัน หรือไม่รู้สึกอะไรเวลาโดนเข้าใจผิด ผมคิดว่ามันก็ยังเจ็บๆ อยู่ โดยเฉพาะเมื่อคนนั้นเป็นคนที่เราให้ความสำคัญ
แต่ความเจ็บกับการสูญเสียตัวตนมันเป็นคนละเรื่องครับ เราเสียใจได้ เราชี้แจงได้ และเราพยายามปรับความเข้าใจกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องพยายามอธิบายว่าฉันมีคุณค่าอย่างไรเพียงเพราะใครคนหนึ่งมองไม่เห็น
สิ่งที่มีค่าที่สุด ไม่ใช่การทำให้ทุกคนเชื่อว่าเราเป็นคนดี แต่คือการที่เรารู้ว่าเรากำลังพยายามเป็นคนแบบไหน
แน่นอนว่าเราต้องเปิดพื้นที่ให้ตัวเองเปลี่ยนแปลงด้วย เพราะการรู้จักตัวเองไม่ใช่การตั้งป้ายว่า ผมเป็นแบบนี้ ใครรับไม่ได้ก็ช่างมัน แต่มันคือการกล้ามองทั้งส่วนที่ดีและส่วนที่ยังต้องแก้ โดยไม่ใช้การตัดสินทั้งหมดไว้กับผู้อื่น
มาถึงท้ายบทความ
ประโยค We are all bad in someone’s story ไม่ได้ทำให้ผมอยากเป็นคนที่ไม่แคร์ใคร ตรงกันข้าม มันเตือนให้ผมทำดีกับคนอื่นโดยไม่ต้องคาดหวังว่าจะได้รับบทคนดีเสมอในหนังสือเขาก็ได้ และฝึกรับผิดชอบเมื่อทำผิดจริงๆ โดยไม่พยายามไปควบคุมความคิดของทุกคน
เราอาจเป็นคนใจดีในเรื่องหนึ่ง เป็นคนเห็นแก่ตัวในอีกเรื่อง เป็นเพื่อนที่ดีของคนหนึ่ง และเป็นความผิดหวังของอีกคน ทั้งหมดนี้อาจเกิดขึ้นพร้อมกันได้ เพราะมนุษย์ไม่ได้มีตัวตนเพียงเวอร์ชันเดียวในสายตาคนทั้งโลก
สิ่งที่ผมชอบในประโยคนี้ คือมันดึงเราออกจากการวิ่งตามความคิดของคนอื่น แล้วพากลับมาถามตัวเองว่า วันนี้เราใช้ชีวิตตรงกับสิ่งที่เราเชื่อไหม เราทำดีที่สุดในข้อจำกัดที่มีหรือยัง และเมื่อรู้ว่าทำพลาด เรากล้าแก้ไขหรือเปล่า
ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ได้ ต่อให้เราเป็นคนเลวในเรื่องราวของใครบางคน อย่างน้อยเราก็ยังไม่หลงออกจากเรื่องราวของตัวเอง..
ใครอ่านมาถึงตรงนี้ (หรือจะเลื่อนลงมาเจอเลยก็แล้วแต่ 55) ผมต้องขอบคุณมากครับ ไม่ค่อยได้มีโอกาสเขียนเรื่องปรัชญา ความคิด ของตัวเองมานาน เลยขอรื้อฟื้นหน่อย และผมไม่ได้มีประเด็นอะไรกับใครนะ แค่ชอบประโยคและอยากขีดเขียนขึ้นมาเท่านั้น หากใครมีความเห็นอะไร สามารถมาแลกเปลี่ยนพูดคุยกันได้เสมอครับ
14 สิงหาคม 2569 – ในห้องที่มีแมวส้มย่านอารีย์
