ไปเจอรูปนี้แล้วรู้สึกว่าเขาสรุปของสำคัญสำหรับการรับมืออาการแพ้ความสูงไว้ได้ดีมาก เลยอยากเอามาเล่าต่อ ล่าสุดที่ผมไปเส้นทาง Island Peak (ทางเดียวกับ EBC) เหมือนว่าจะเป็น ฮ่าๆ เลยมาเตือนๆกัน เพราะเวลาเราไปเทรคกิ้งหรือขึ้นเขาสูงๆ สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่แค่หนาว หรือเหนื่อย แต่คืออาการ Altitude Mountain Sickness หรือ AMS ที่อาจเกิดขึ้นได้ โดยปกติมักเกิดตั้งแต่ 2,500 เมตรขึ้นไป (อันนี้แล้วแต่ร่างกายของแต่ละคน บางคนก็ 3,000ม+)
สิ่งที่บทความนี้อยากย้ำจริง ๆ คือ การป้องกัน หรือการแก้ไข มีอะไรบ้างที่เราควรเตรียมไป ทั้งนี้ทั้งนั้นแต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือการฟังร่างกายตัวเอง เดินช้าๆ พักให้พอ ดื่มน้ำให้ดี กินให้ได้ และไม่ฝืนถ้าอาการเริ่มแย่ลง
Altitude Sickness/Altitude Mountain Sickness หรือ AMS คืออะไร
AMS หรืออาการแพ้ความสูง เกิดจากร่างกายได้รับออกซิเจนน้อยลงเมื่อขึ้นไปอยู่ในพื้นที่สูง อาการเริ่มต้นที่มักจะพบก่อนเลยคือ ปวดหัว เหนื่อยง่าย คลื่นไส้ เบื่ออาหาร นอนหลับยาก หรือรู้สึกมึนๆ เบลอๆ ซึ่งบางคนอาจเป็นไม่มาก ได้นั่งพักสักพัก หรือนอนสักคืนก็จะหายไปเอง เพราะร่างกายโดยปกติแล้วจะปรับตัวได้เอง แต่ต้องใช้เวลาหน่อย ขึ้นกับแต่ละบุคคล
แต่บางคนอาจเป็นหนักเข้าขั้นอันตรายได้ อย่างการเป็น HAPE (High-Altitude Pulmonary Edema/ภาวะน้ำท่วมปอดจากความสูง) หรือ HACE (High-Altitude Cerebral Edema/ภาวะสมองบวมจากความสูง) และถ้ายังฝืนขึ้นไปต่อ อาจส่งผลถึงชีวิตได้เลยครับ
ดังนั้น การเตรียมตัวให้พร้อมตั้งแต่ก่อนขึ้นเขา และสังเกตตัวเองตลอดทาง จึงสำคัญมากๆ (พึ่งยาอย่างเดียว ไม่รอดนะ)
1) Hydration: ดื่มน้ำให้พอดี และดูการขับปัสสาวะด้วย
ข้อแรกที่ดูธรรมดาแต่สำคัญมากคือเรื่องการดื่มน้ำ ปัสสาวะ เลย เพราะบนที่สูงร่างกายขาดน้ำได้ง่าย ทั้งจากอากาศแห้ง ลมแรง การหายใจถี่ขึ้น และการเดินยาวๆ ที่ใช้แรงต่อเนื่อง เบิร์นน้ำจากร่ายกายอยู่ตลอด การดื่มน้ำให้เพียงพอจึงช่วยให้ร่างกายปรับตัวกับความสูงได้ดีขึ้น รวมถึงการขับปัสสาวะก็ช่วยปรับเรื่องความดันในร่างกายด้วย
แนวทางง่ายๆ คือพยายามดื่มประมาณ 3-4 ลิตรต่อวัน จิบเรื่อยๆ ไม่ต้องรอให้กระหายมาก และลองสังเกตสีปัสสาวะดู ถ้ายังเหลืองเข้มอยู่ แปลว่ายังดื่มน้ำน้อยไป
จะให้ดี แนะนำให้เติมเกลือแร่ระหว่างทางด้วย เมื่อเดินหนักๆ หรือเสียเหงื่อมากๆ
2) Medication: ยาช่วยได้ แต่หาความรู้หรือปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ
ในภาพมีการสรุปยาสำคัญที่หลายคนคุ้นชื่อเวลาพูดถึงการขึ้นที่สูง ได้แก่ Acetazolamide หรือ Diamox, Ibuprofen และ Dexamethasone แต่ละตัวมีบทบาทต่างกัน และไม่ควรหยิบไปใช้เองแบบฟังๆเขาเล่ามานะครับ
- Acetazolamide (Diamox) ยานี้มักใช้เพื่อช่วยให้ร่างกายปรับตัวกับความสูง โดยกระตุ้นการหายใจและช่วยกระบวนการ acclimatization เหมาะกับบางคนที่มีความเสี่ยงหรือมีประวัติแพ้ความสูงง่าย แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้เสมอ โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัว แพ้ยา หรือใช้ยาประจำอยู่แล้ว โดย acetazolamide ช่วยเร่งการปรับตัวและใช้ได้ทั้งในเชิงป้องกันและช่วยอาการ AMS บางกรณี ซึ่งผลข้างเคียงของยาตัวนี้จะทำให้ขับปัสสาวะบ่อย ดังนั้นต้องดื่มน้ำบ่อยด้วยนะ ถ้าสูตรที่หมอท่านหนึ่งให้ผมทาน คือจะไม่ทานช่วงเย็น เพราะอาจตื่นมาเข้าห้องน้ำ ทำให้ไม่ได้นอนได้ หรือสูตรหมอบางท่านแนะนำให้หักครึ่งเม็ดทานเช้า และเย็น เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ครอบคลุมทั้งวัน
- Ibuprofen ตัวนี้เรารู้จักกันดี ยาสามัญประจำบ้านที่ใช้บรรเทาอาการปวดหัว ปวดเมื่อย หรืออักเสบ แต่ต้องระวังเรื่องกระเพาะอาหาร ไต ภาวะขาดน้ำ และการใช้ร่วมกับยาบางชนิด ที่สำคัญคือ ถ้าปวดหัวจากความสูงแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการอื่นร่วม เช่น คลื่นไส้(มาก) เดินเซ หอบ หรือซึม ไม่ควรกลบอาการด้วยยานี้แล้วเดินขึ้นต่อ
- Dexamethasone ยานี้เป็นกลุ่ม steroid ที่ใช้ในกรณีอาการแพ้ความสูงระดับปานกลางถึงรุนแรง หรือใช้ในแผนฉุกเฉินภายใต้คำแนะนำของแพทย์ ไม่ใช่ยาที่ควรหยิบมากินเองแบบทั่วไป ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการ AMS ระดับปานกลางถึงรุนแรงได้เร็วกว่า acetazolamide แต่ถ้าอาการแย่ลงที่ความสูงเดิมแม้รักษาแล้ว ควรลงต่ำทันที ยาตัวนี้กดภูมิทั้งร่างกาย เช่นเดียวกันกับ Ibupofen คือ ไม่ควรกลบอาการด้วยยาตัวนี้แล้วฝืนเดินขึ้นต่อ เพระาถ้าถึงขั้นต้องกินยาตัวนี้ แปลว่าอาจอาการรุนแรงในร่างกายแล้ว
จากที่เล่ามา ยาเป็นเครื่องมือช่วยซื้อเวลาและลดความเสี่ยงเท่านั้นนะครับ ใช้เพื่อจบภาระกิจเดินลง หรือในมุมของผมเองจะใช้ชั่วคราวเพื่อจบภาระกิจ เช่น จำเป็นต้องข้ามพาสวันพรุ่งนี้ เพื่อเตรียมตัวลงเขากลับบ้านแล้ว ไม่ใช่ว่าเป็นวันแรกๆกลางๆ แล้วต้องขึ้นไปต่ออีกหลายวัน
ดังนั้น แนะนำให้ศึกษาเพิ่มเติม หรือปรึกษาแพทย์ที่มีความรู้ครับ อย่าเชื่อจากผมหรือจากคำบอกเล่าทั่วไป
3) Oximeter เครื่องอ่านสุขภาพ (แต่ห้ามดูแค่ตัวเลขนะ)
เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว หรือ Oximeter ที่เราใช้กันตามโรงพยาบาลหรือช่วงโควิดนั่นเอง เป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์มากสำหรับทริปที่ต้องอยู่บนที่สูงหลายวัน เพราะช่วยให้เราเห็นค่า SpO₂ (ออกซิเจนในเลือด) และชีพจรของเราเอง
ซึ่งใช้เครื่องนี้ดูประกอบกับอาการอื่นๆ ด้วยนะ เช่น
- ค่า SpO₂ ลดลงมากกว่าปกติ
- ชีพจรสูงแม้นั่งพัก
- เดินช้ากว่าปกติมาก
- หอบตอนพัก
- ปวดหัวมากขึ้น
- เดินเซ
- สับสน
- ไอมากหรือแน่นหน้าอก
ถ้ามีอาการข้างบนนี้ ยิ่งหลายข้อเท่าไร สัญญาณไม่ดีแล้วครับ แจ้งไกด์และรีบประเมินความปลอดภัย เพื่อพิจารณาปรับแผนหรือลงจากภูเขาเลย
ล่าสุดผมเอง SpO₂ อยู่ที่ 80 แต่นั่งเฉยๆชีพจร 120 (ตอนนอนก็ 100-110) ต้องเดินช้ากว่าปกติ ไกด์เองก็ดูงงๆกับอาการ และให้ผมตัดสินใจเอง เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมขึ้นที่สูง แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่ผมมีอาการแบบนี้ จึงคิดว่าตัวเองน่าจะเป็น AMS แล้วหละ จึงไม่ขอไป Island Peak Basecamp ต่อ
4) Warm Clothing: ความอบอุ่น ช่วยเซฟแรงกว่าที่คิด
บนภูเขาสูง อากาศเปลี่ยนเร็วมาก เช้าแดดดี สายหมอกลง บ่ายลมแรง เย็นหิมะตกก็เป็นไปได้หมด (ล่าสุดผมเจอแบบนี้ที่นัมเช) จึงควรเตรียมไปให้เพียงพอ และรู้จักการใส่เสื้อแบบ Clothing Layer System เพื่อให้ปรับตามสภาพอากาศได้ง่าย
วิธีที่ใช้กันทั่วไปคือใส่ Base Layer ด้านในเพื่อจัดการเหงื่อ ตามด้วย Fleece หรือชั้นให้ความอบอุ่น เสริมด้วย Down Jacket เมื่ออากาศหนาวจัด และปิดท้ายด้วย Shell Jacket สำหรับกันลมและกันฝน
จะให้ดี ใส่หมวก ถุงมือ และใช้ buff ปิดปากปิดจมูกเพื่อบังลมหนาว
ผมเองก็พลาดเช่นกัน ที่ไม่เอา buff ปิดปาก/จมูก เพราะห่วงแต่เรื่องหายใจไม่ออก รำคาญ กลัวจะทำให้เดินเหนื่อยขึ้น ซึ่งจริงๆ ปิดคอปิดปากก็ยังดี ช่วยไม่ให้หายคอแห้งคอเย็น
5) Energy snacks: ของเล็กๆ กินง่ายๆ ที่ช่วยได้มาก
หลายคนพอขึ้นที่สูงจะเริ่มเบื่ออาหาร (ผมคนหนึ่งหละ) แต่ร่างกายกลับใช้พลังงานมากขึ้นสวนทางกัน จากการเดิน ความหนาว และการหายใจที่ถี่ขึ้น ดังนั้น ถ้าไม่เติมพลังให้พอ จะยิ่งหมดแรง ฟื้นตัวช้า และรู้สึกทรุดง่ายระหว่างวัน
ของกินง่ายที่ควรพก เช่น
- energy bar
- energy gel (เก็บดีๆ ระวังแข็ง)
- ลูกอม
- ช็อกโกแลต
- ถั่ว
- ขมที่ชอบอะไรก็ได้ หยิบง่ายๆ เคี้ยวง่ายๆ
- electrolyte หรือเครื่องดื่มเกลือแร่
สิ่งเหล่านี้มันช่วยประคองแรงได้ดีมาก โดยเฉพาะช่วงที่กินมื้อหลักไม่ค่อยลง หรือเดินๆ แล้วหมดแรง
6) Sun Protection: ที่สูงแดด/UV แรงกว่าที่คิด
อีกอย่างที่หลายคนประมาทคือแดดบนที่สูง รังสี UVแรงขึ้น ซึ่งมักแรงกว่าปกติ และถ้าเส้นทางมีหิมะหรือธารน้ำแข็ง แสงสะท้อนจะยิ่งทำให้ผิวไหม้และแสบตาง่ายกว่าเดิม
สิ่งที่ควรเตรียมคือ
- แว่นกันแดดคุณภาพดี CAT3-CAT4 (ถ้ามีหิมะ แนะนำ CAT4)
- ครีมกันแดด SPF สูงหน่อย อย่าง 50+++++
- ลิปบาล์มกันแดด ถ้าหายากก็ลิปมันทั่วไปก็ยังดี
- หมวกหรือ buff
- เสื้อแขนยาวกันแดด
หลายคนไม่รู้ตัวว่าตัวเองโดนแดดเผา เพราะอากาศเย็นทำให้ไม่รู้สึกร้อน แต่พอหลายๆวันเข้าจะเริ่มเห็นหน้าตัวเองแดง ดำ หรือลอกเป็นแผ่นๆ ซึ่งผมเองเป็นทุกครั้งที่ไปเนปาล แม้ว่าจะทากันแดดแล้วก็เถอะ (คงทาไม่มากพอ) ยังต้องกลับบ้านทา after sun burn ต่อ
ขอเพิ่มเติมหน่อย 7) การนอนและการพักฟื้น
อีกข้อที่อยากเสริมมากๆ คือเรื่องการนอน เพราะบนที่สูงหลายคนจะนอนหลับยาก หรือรู้สึกหายใจไม่ค่อยเต็มที่ ทำให้เช้ามาอ่อนเพลียกว่าปกติ เหนื่อยง่าย ชีพจรเต้นแรง อาจเกิด AMS ได้ง่ายขึ้น หรือถ้าป่วยอาการก็จะแย่ลง
ดังนั้น การทำให้ตัวเองอุ่น ทั้งตัว มือ เท้า หัว การมีที่นอนที่พอเหมาะ จัดตัวเองให้สบาย และหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ต้องลุกเข้าห้องน้ำตอนกลางคืน จึงช่วยได้มาก (เหตุผลที่ผมไม่กินยาตอนเย็น)
ล่าสุดที่ผมไป ผมลุก 2-3 ครั้งทุกคืน ทั้งปัสสาวะและอุจจาระ มีคืนหนึ่งที่ดิงโบเช ผมตื่นมาอุจจาระ 4 ครั้ง จากนั้นร่างกายที่เริ่มแย่ๆ แย่หนักไปอีก
สรุป สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรฝืน
สิ่งที่ผมต้องสอนตัวเองเลย และแนะนำทุกคน คือ ถ้ามีอาการเหล่านี้ ควรหยุดขึ้น แจ้งไกด์ และพิจารณาลงที่ต่ำทันที
- ปวดหัวรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
- กินยาแล้วไม่ดีขึ้น
- เดินเซ ทรงตัวผิดปกติ
- สับสน พูดไม่รู้เรื่อง
- หอบตอนพัก
- ไอมาก แน่นหน้าอก
- เหนื่อยผิดปกติแม้ไม่ได้ออกแรง
- ซึมลง
- ริมฝีปากเขียว หรือดูอ่อนแรงมาก
Wilderness Medical Society แนะนำว่า หากมีอาการ AMS ควรหยุดขึ้นก่อน (หยุดเป็น Acclimatize Day ไปเลย) และไม่ควรขึ้นต่อจนกว่าอาการจะหาย หากสงสัย HACE หรืออาการ AMS แย่ลง แม้พักก็แล้ว กินยาก็แล้ว หรือหาหมอก็แล้ว ควรเริ่มเปลี่ยนแผนเป็นการลงจากภูเขาทันที
บทสรุป: ภูเขาอยู่ที่เดิมเสมอ แต่ชีวิตเรามีครั้งเดียว
การขึ้นที่สูง แม้เราจะฟิต หรือมีอุปกรณ์ดีๆ แต่คือการฟังเสียงร่างกายตัวเอง รู้จักสังเกตอาการ และกล้าตัดสินใจ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก และต้องใจกล้าพอที่จะยอมปรับแผน
6 ข้อในภาพ และ +1 ที่ผมเพิ่ม อาจพอเป็น checklist พื้นฐานให้คนที่กำลังไปที่สูงได้บ้างไม่มากก็น้อย ทุกอย่างอาจจะช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ การสติ เดินช้าๆ ให้เวลาร่างกายปรับตัว ดื่มน้ำ กินอาหาร พักผ่อนให้พอ หมั่นเช็กอาการอยู่เสมอ และไม่ฝืน
ถ้าเริ่มมีสัญญาณว่าอาการแย่ลง อย่าคิดแค่ว่าอีกนิดเดียวจะถึง หรือพยายามเอาชนะภูเขา เพราะการลงต่ำให้ทันเวลา อาจเป็นการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดของทั้งทริปก็ได้
เพราะบนภูเขาสูง การหันหลังกลับไม่ใช่ความพ่ายแพ้ บางครั้งมันคือการตัดสินใจที่ทำให้เรามีโอกาสกลับมาอีกครั้งอย่างแข็งแรงกว่าเดิม
Image credit: Nepal Peak Adventure
