รัชกาลที่ 7

เมื่อเช้าได้ดูรายการสารคดีไทย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ พระราชประวัติของ ในหลวง รัชกาลที่ 7

ผมมีความรู้ทางประวัติศาสตร์ช่วงนี้น้อยมาก แต่ที่น่าสนใจคือ เรื่องราวของ รัชกาลที่ 7

ถ้าคุยกันในแบบภาษาชาวบ้าน ก็เรียกได้ว่า รัชกาลที่ 7 ท่านทรงขึ้นครองราชในช่วงวิกฤติพอดี ไม่ว่าจะเป็นเงินในท้องพระคลังเหลือน้อย จนประเทศเกือบล้มละลาย, เศรษฐกิจโลกย่ำแย่, สงครามโลก, กบฏล้มล้างราชบัลลังก์

จนสุดท้าย ท่านสละราชสมบัติคืนอำนาจให้แก่ประชาชน ถูกยึดทรัพย์ ถวายกฎหมายรัฐธรรมนูญ และเสด็จไปประภาสที่ประเทศอังกฤษเป็นการถาวร ทรงประทับอยู่ในบ้านชานเมืองของกรุงลอนดอน และไม่ได้กลับแผ่นดินเกิดตนเองอีกเลย

ในวันที่ท่านทรงสวรรคต ท่านทรงสวรรคตเพียงพระองค์เดียวภายในบ้านพัก ไม่มีผู้ใดใด้อยู่ดูใจพระองค์ท่าน เนื่องจากท่านรับสั่งให้สมเด็จพระนางเจ้ารำไพฯ ไปดูบ้านที่เคยประทับว่ายังอยู่ดีหรือไม่ (บ้านหลังเก่าที่ถูกทางการอังกฤษยึดไป ท่านย้ายที่ประทับมาสองสามแห่งเพราะภัยสงคราม)

หลังการเสด็จสวรรคต 3 วัน มีการถวายพระเพลิงที่สุสานเล็กๆ
ไม่มีพระมาสวดแม้แต่รูปเดียว ท่านเคยรับสั่งไว้ก่อนเสด็จสวรรคตว่า
ไม่ต้องมีพระบรมโกศ ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องเป่าปี่ ไม่ต้องประโคม ให้ใส่หีบแล้วก็เผา…

และท่านได้สั่งไว้ด้วยว่าไม่ให้นำกระดูกกลับประเทศไทย
ท่านขอเพียงอย่างเดียว ขอเพลงบรรเลงไวโอลินเพราะๆ หวานๆ สักเพลง ในงานพระศพท่านก็เพียงพอ

นี่แหละครับ ผมคิดว่าคนไทยหลายคนก็คงไม่รู้เหมือนผมมาก่อน หากใครลองค้นหาข้อมูลดู จะพบว่าท่านเป็นกษัตริย์ที่น่าสงสารมากๆ

วงจรอุบาทว์ของการเมืองไทย

ลองนั่งวาดเล่นๆ ของวงจรอุบาทว์การเมืองไทย โดยเปรียบเทียบสถานการณ์ในขณะนี้ อยู่ที่คุณเลือกว่าจะใช้โอกาสหรือไม่ Continue reading “วงจรอุบาทว์ของการเมืองไทย” »

Arab Spring และ ประชาธิปไตย แบบไทยๆ

นิตยสารไทม์ (Time Magazine) ฉบับเดือน กรกฎาคม 2556 ขึ้นปกฝูงชนชาวอียิปต์โดยแบ่งเป็นสองข้าง ด้านหนึ่งเรียก World’s Best Protestors และอีกข้างหนึ่งคือ World’s Worst Democrats

แปลโดยรวมคือ “ผู้ประท้วง” ที่ดีก็มี และ “นักประชาธิปไตย” ที่แย่ก็ไม่น้อย Continue reading “Arab Spring และ ประชาธิปไตย แบบไทยๆ” »

ถ้าความเปนเอกราชของกรุงสยามได้สิ้นสุดไปเมื่อใด ชีวิตฉันก็คงจะสิ้นสุดไปเมื่อนั้น

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชหัตถเลขาถึงเสนาบดีสภาความตอนหนึ่งว่า

“ถ้าความเปนเอกราชของกรุงสยามได้สิ้นสุดไปเมื่อใด ชีวิตฉันก็คงจะสิ้นสุดไปเมื่อนั้น”

หลังจากทรงกล่าวแล้ว ก็ทรงเลี่ยงการเผชิญหน้า เลี่ยงการทำสงคราม แต่ทรงใช้วิธีทางการทูตผูกไมตรีกับชาติอื่นๆ เช่น รัสเซีย อังกฤษ เพื่อถ่วงดุลอำนาจฝรั่งเศส พร้อมกับทรงประกาศความเป็นศิวิไลซ์ในแดนสยามด้วยการประภาสยุโรป สร้างระบบสาธารณูปโภคต่างๆ สร้างอาคารสถานที่ด้วยแบบเดียวกับยุโรป

กษัตริย์สยามและราชวงศ์จักรี มีพระมหากรุณาธิคุณกับเรามากนัก แม้ประวัติศาสตร์จะถูกปรุงแต่งบิดเบือนให้ดูหรูเลิศเพียงใด แต่ความจริงก็ยังเป็นความจริงว่าทรงได้กระทำบางอย่าง และประเทศเราก็อยู่รอดเป็นเอกราชจนทุกวันนี้

แนะนำให้อ่านประวัติศาสตร์กันบ้างนะ เพื่อจะได้รู้ว่ารากเหง้าเราคือใคร และบรรพบุรุษเราสุดยอดแค่ไหน

สูงสุดสู่สามัญ

ช่วงนี้ติดหนังจีนมากมาย (องค์หญิงกำมะลอ) ไม่น่าหลวมตัวดูเล้ยยย ติดจนได้

มีตั้ง 40 กว่าแผ่นแน่ะ เว็บก็ไม่ได้ทำ …ไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง เฮ่อ แต่นี่ยังดี ตี 3-4 ก็หลับ ตื่นมาดูอีกที เที่ยงๆ บ่ายๆ แต่ตอนดู ย้อนเวลาหาจิ๋นซี นอนตี 4-5 ตื่นมาดู 9-10 โมง แย่จริงๆ แต่ผลที่ได้ก็เหมือนกัน คือ ไม่ได้ทำอะไรเลยสักวัน ดูแต่หนัง เหอๆ

จะว่าไปแล้ว ใครชอบดูหนังจีนบ่อยๆ หรือ ศึกษาเรื่องประวัติศาสตร์จีนบ่อยๆ จะพบว่าตั้งแต่ยุคสมัย ฉิน (Qin) ฮั่น (Han) ถัง (Tang) ซ่ง (Song) หยวน (Yuan) หมิง (Ming) หรือแม้แต่ราชวงค์สุดท้ายคือชิง (Qing) ประเทศจีนล้วนยิ่งใหญ่ไพศาล อำนาจล้นฟ้า ทรัพย์สินมากมาย ประเทศเพื่อนบ้านยังต้องสยบ ยิ่งสมัยราวงค์หยวนที่มีกุบไลข่าน (หลานชายเจงกิสข่าน) เป็นผู้ปกครองแผ่นดินยิ่งใหญ่ตั้งแต่กรุงปักกิ่งไปจรดกรุงแบกแดด ยูเครน โรมาเนีย เบลารุส โปแลนด์ ซึ่งถ้าไม่รวมยุคสมัยตอนล่าอาณานิคม ก็จะถือว่าตั้งแต่มีเผ่าพันธ์มนุษย์เกิดขึ้นจีน(หรือมองโกล) มีอาณาเขตกว้างใหญ่แผ่อิทธิพลมากที่สุดในโลก

ยิ่งถ้าเรามองดูตามภาพยนตร์ที่มีเรื่องเกี่ยวกับภายในวังของจีน (เช่น องค์หญิงกำมะลอ ที่ผมกำลังติดอยู่ หรือจักพรรดิ์คังซี และฯลฯ) ก็จะทำให้หลายๆคนนึกถึงความยิ่งใหญ่และความศิวิไลได้ไม่ยากเย็นนัก

แต่เมื่อท่านใครได้ดูภาพยนตร์ The Last Emperor โดย Bernardo Bertolucci แล้วผสมกับพอรู้เรื่องประวัติศาสตร์จีนที่ได้เล่ามาคร่าวๆ เมื่อสักครู่ ก็จะรู้สึกทันทีถึงความสูงที่สุดกลับมาสู่สามัญ

เพราะเรื่อง The Last Emperor ได้นำเสนอเรื่องราวยุคสุดท้ายของจีน (ราชวงค์ชิง) โดยดำเนินเรื่องเริ่มขึ้นเมื่อ ซูสีไทเฮา (ref.1) กำลังจะสิ้นพระชน จึงได้แต่งตั้งให้เด็กน้อย ปูยี (Puyi) เป็นฮ่องเต้ (~2ขวบ 10เดือน เพราะประสูต 1906 และครองราช 1908) มีพระนามว่า ซวนถงฮ่องเต้ (Xuantong Emperor) ต่อมา 1912 ถูกญี่ปุ่นขับไล่ออกนอกราชวัง จากนั้นก็ไปอยู่กับพวกญี่ปุ่น และโดนพวกญี่ปุ่นหลอกใช้โดยให้ตั้งประเทศ แมนจูกัว ขึ้นแต่ถูกควบคุมจากญี่ปุ่นอีกที

ต่อมาก็สมัยสงครามโลก 2 ก็เจอพวกรัซเเซียจับตัวไปเนื่องจากอยู่ข้างญี่ปุ่น หลังจากนั้น 5 ปี ก็ได้กลับมาที่จีนอีกครั้ง จีนก็กลายเป็นสาธารณะรัฐไปเรียบร้อยแล้ว และถูกจับไปอยู่ที่สถานดัดสันดาน (เค้าใช้ว่า reeducation camp เลยแปลไม่ถูก) เพื่อเเปลี่ยนนิสัยและให้สารภาพถึงเหตุการณ์ที่สมคบคิดกับญี่ปุ่นทั้งทั้งหมด ใช้ชีวิตเหมือนในคุก แม้แต่ชื่อตัวเองยังต้องเขียนลงบนพื้น หลังจากนั้น (ไม่แน่ใจว่ากี่ปี) ก็เริ่มชินและยอมรับได้ว่าไม่ใช้ฮ่องเต้อีกต่อไป จึงได้รับการปล่อยตัว และเป็นสามัญชนรับใช้ Chinese People’s Political Consultative Conference เพื่อให้เป็นประโยชน์ทางประวัติศาสตร์

ซึ่งในภาพยนตร์สื่อออกมาเหมือนจะเป็นคนสวนรับจ้างดูแลต้นไม้ดอกไม้ด้วย จากนั้น 1967 ก็ตาย แต่ก็ได้ทิ้งหนังสือชื่อ “The former half of my life” หรือ “From Emperor to Citizen” ไว้ให้ชาวโลกได้รับรู้ประวัติศาสตร์ทั้งหมดอีกด้วย

นี่แหละสูงสุดสู่สามัญที่แท้จริง

เขียนไว้ที่ Exteen เมื่อ 30 Apr 2005
source: http://ifew.exteen.com/20050430/entry