ก่อนถึงวันที่จะต้องกลับไปเดินทางไกลที่เนปาลอีกครั้ง เป็นห้วงเวลาที่ผมต้องอยู่กับตัวเอง จัดข้าวของ และเตรียมความคิด เตรียมจิตใจของตัวเองให้มากๆ ระลึกถึงวันคืนและประสบการณ์ที่เคยผ่านมา
บางครั้ง บทเรียนที่ทรงพลังที่สุด ไม่ได้เป็นประโยคยาวๆ หรือทฤษฎีที่ซับซ้อน แต่อาจมาในรูปแบบของคำสั้นๆ ที่ฟังดูธรรมดามากๆ อย่างคำว่า “Bistari, Bistari” ซึ่งในภาษาเนปาลที่ ว่า “ช้าๆ” หรือ “ค่อยเป็นค่อยไป”
ฟังเผินๆ อาจเหมือนเป็นแค่คำเตือนของไกด์ให้เดินช้าลง แต่สำหรับโลกของการ trekking ปีนเขาในเนปาล คำนี้แทบจะเป็น ปรัชญาในการเอาชีวิตรอดและไปให้ถึงเป้าหมาย เลยก็ว่าได้
เวลาพูดถึงเส้นทางอย่าง Everest Base Camp หรือยอดเขาอย่าง Island Peak หลายคนอาจนึกถึงความท้าทาย ความสวยงาม และความฝันที่จะไปยืนอยู่บนจุดสูงๆ สักครั้งในชีวิต แต่สิ่งที่คนมีประสบการณ์บนภูเขามักรู้ดีคือ ที่สูงไม่ใช่พื้นที่ของความรีบร้อน
ยิ่งสูงขึ้น อากาศยิ่งบางเบา ออกซิเจนยิ่งน้อย (ที่ระดับ 5,000 เมตร ออกซิเจนมีเพียง 50%) และร่างกายยิ่งต้องการเวลาในการปรับตัว การเดินเร็วเกินไป ไม่ได้แปลว่าแข็งแรงกว่า บางครั้งกลับหมายถึงการผลักร่างกายให้ชนกับขีดจำกัด จนเสี่ยงต่อ โรคแพ้ความสูง (Altitude Sickness หรือ AMS) ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเดินเขาสูงทุกคนต้องระวังให้มากๆ
ไกด์เนปาล หรือชาวเชอร์ปา มักพูดคำเดิมซ้ำๆ กับนักเดินทางว่า “Bistari, Bistari”
เขาอาจไม่ได้บอกให้เราเพียงเดินช้าลง อย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น แต่อาจหมายถึง ให้เคารพร่างกาย เคารพจังหวะของตัวเอง (เคารพชีวิต) และเคารพธรรมชาติ
การเดินช้าๆ ช่วยให้ร่างกายมีเวลาปรับตัวกับความสูง ช่วยให้หัวใจไม่ทำงานหนักเกินไป ช่วยให้เราเก็บแรงไว้สำหรับระยะทางยาวๆ ข้างหน้า และที่สำคัญ มันช่วยให้เรา “ไปต่อได้”
บนภูเขา ไม่มีใครได้รางวัลจากการรีบจนหมดแรงกลางทาง คนที่ไปถึงปลายทางได้ มักไม่ใช่คนที่เดินไวที่สุด แต่เป็นคนที่รู้จักรักษาจังหวะ รู้ว่าเมื่อไหร่ควรพัก เมื่อไรควรเดินช้าลง และไม่ปล่อยให้ความทะเยอทะยานของตนเองนำหน้าสติเพียงชั่วขณะ
ยิ่งคิด ก็ยิ่งรู้สึกว่าคำนี้ไม่ได้ใช้แค่บนเส้นทาง trekking เท่านั้น แต่มันใช้ได้ดีกับชีวิตประจำวันของเราด้วย
ทุกวันนี้ เราอยู่ในโลกที่ผลักให้ทุกอย่างต้องเร็ว ตอบเร็ว ทำเร็ว สำเร็จเร็ว โตเร็ว จนบางครั้งเราลืมไปว่าหลายเรื่องในชีวิต ไม่ได้ดีขึ้นเพราะเร่ง แต่ดีขึ้นเพราะเราค่อยๆ ทำมัน และทำอย่างสม่ำเสมอ
เช่น สุขภาพ ไม่มีใครแข็งแรงขึ้นอย่างแท้จริงจากการโหมหนักเพียงไม่กี่วัน แต่เกิดจากการดูแลตัวเองแบบต่อเนื่อง นอนให้พอ กินให้ดี ขยับร่างกายทีละนิด และทำซ้ำไปเรื่อยๆ
การทำงาน บางโปรเจกต์ไม่ได้ต้องการให้เสร็จไวที่สุด แต่ต้องการความถูกต้อง ความละเอียด และพลังของทีมที่มากพอจะไปกันจนจบ การวิ่งเร็วเกินในช่วงแรก อาจทำให้เราหมดแรงก่อนถึงเส้นชัย
แม้แต่เรื่องความสัมพันธ์หรือการเติบโตของชีวิต บางครั้ง คำตอบก็ไม่ได้มาในวันที่เราเอื้อมสุดแขนอยากจะไขว่คว้า แต่อาจค่อยๆ ชัดขึ้น เมื่อเราให้เวลา ให้พื้นที่ และยอมรับว่าบางอย่างต้องเติบโตไปตามจังหวะ โอกาส ของมันเอง
สิ่งที่ผมอยากจะบอกในโพสต์นี้ “Bistari, Bistari” ไม่ได้อาจไม่ได้ชวนให้เราเฉื่อยช้า แต่ทำให้เราฉุกคิดถึง เดินอย่างมีสติ ช้าแบบที่ยังไปข้างหน้าได้เรื่อยๆ ค่อยเป็นค่อยไปแบบที่ไม่หยุด เป็นการเลือกจังหวะที่พาเราไปได้ไกลกว่า ถ้าเราไม่ท้อถอยไปเสียก่อน
บางวันชีวิตอาจเหมือนบันไดหินนับพันขั้น บางช่วงอาจเหมือนทางชันที่หายใจแทบไม่ทัน แต่บางที สิ่งที่เราต้องเตือนตัวเอง อาจไม่ใช่ “รีบหน่อย” แต่อาจเป็นคำง่ายๆ แบบเดียวกับที่ดังอยู่บนภูเขาสูงเสมอว่า
Bistari, Bistari
ช้าได้
ค่อยๆ ไปได้
ตราบใดที่ยังไม่หยุดเดิน
เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่เดินช้าที่สุด อาจเป็นคนที่ไปได้ไกลที่สุดก็ได้
—
ครุ่นคิดและเขียนอยู่ข้างๆ มิลินท์ – 1 เมษายน 2569
